เลิกสัญญาเช่าซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

อยากโก้กว่าใครในทวีปเอเชีย เช่าซื้อรถยนต์คันละ 2 ล้านกว่าบาท ชำระค่าเช่าซื้อไปได้พักเดียวจอด บริษัทตามยึดรถคืนได้ บริษัทนำรถไปขายได้ราคาต่ำ จึงมาฟ้องเรียกค่าจิปาถะจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

1.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2546 คุณโผงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากบริษัท

ราคา 2,787,129 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

คุณโผงตกลงชำระ 48 งวด รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม งวดละ 41,786 บาท

งวดสุดท้ายชำระ 912,616 บาท

เริ่มชำระงวดแรก วันที่ 15 มิถุนายน 2546 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ

สัญญาตอนหนึ่งระบุว่า

“หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระ 3 งวดติดต่อกัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ที่ค้างภายในเวลา 30 วันแล้วไม่ชำระ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที”

มีคุณจำนูญลงนามเป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

สวยสิ! รถไม่สวยคุณโผงจะยอมทุ่มเงินขนาดนั้นซื้อมาเรอะ

แม้เงินสดไม่พอ แต่เครดิตดี มีฐานะขนาดนี้ บริษัทให้เช่าซื้อเชื่อถือ-สบายมาก

ในใจนั่นน่ะ คือว่า ได้ขับได้นั่งคันนี้แล้ว มั่นใจได้ว่า โก้กว่าใครๆ หลายสิบล้านคนในประเทศนี้ และรวมถึงยังโก้กว่าใครๆ ในย่านเอเชียอาคเนย์แน่นอน ไม่ว่าจะใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศกัมพูชา เวียดนาม พม่า และแม้ขยายไปยัง บังกลาเทศ เนปาล สิกขิม ภูฏาน ด้วยแล้วก็ตาม

แต่ว่าเป็นธรรมเนียมของเรื่องราวใน เส้นทางเศรษฐี คุณโผงในแทบทุกเรื่อง ถ้าเป็นชำระค่าเช่าซื้อสินค้าเป็นงวดๆ อย่างนี้ละก็ คุณโผงเป็นต้องชำระไม่ครบทุกงวดหรอก

เรื่องนี้ก็เช่นกัน คุณโผงชำระค่าเช่าซื้อไปได้เพียงงวดที่ 12 พอเวลาผ่านมาถึงงวดที่ 13 คุณโผงไม่ชำระซะแล้ว—ไม่มีเงินน่ะ ไม่ใช่ไรหรอก

แต่เช่นกัน เหมือนๆ กันทุกเรื่อง แม้ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ แต่คุณโผงยังคงครอบครอง ขับรถโก้คันนั้นไปโน่น มานี่อยู่ตลอด

2.

เวลาผ่านไป ตามที่ควรจะต้องส่งค่างวด 3 งวดแล้ว แต่คุณโผงมิได้ชำระ บริษัทจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้คุณโผงกับคุณจำนูญส่งรถคืนมาเสียโดยดี

แต่มีใครที่ไหนบ้างละจะปฏิบัติตามด้วยการส่งคืนแต่โดยดี คุณโผงกับคุณจำนูญก็เช่นกัน โดยเฉพาะคุณจำนูญนั้นไม่มีปัญญาไปนำรถส่งคืนดอก ด้วยว่ารถอยู่กับคุณโผง ไหนเลยคุณโผงจะยอมคืนมาง่ายๆ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 บริษัทส่งทีมไป สวัสดีครับ ขอแสดงความนับถือ คุณโผง และยึดรถคืนมาได้

อันที่จริง บริษัทเพียรพยายามอยู่หลายรอบแล้วละ แต่คลาดแคล้วกันทุกคราวไป กระทั่งถึงวันนี้คือวันนั้น

แต่ใช่ว่า ยึดรถคืนมาแล้วทุกอย่างจะจบจะสิ้น เลิกแล้วต่อกันแต่อย่างใด

ยังไม่จบดอก แม้ตามยึดรถมาได้แล้ว บริษัทยังมีหนังสือทวงค่าอะไรต่อมิอะไรจากคุณโผงและคุณจำนูญผู้ค้ำประกันต่ออีก

แต่คุณโผงและคุณจำนูญต่างชวนกันเล่นบทเฉย ทวงเท่าไรก็ไม่ยอม ไม่จ่าย

แต่บริษัทหาได้เห็นดีเห็นงามไปกับความนิ่งเฉยของทั้งสองไม่

บริษัทให้ทนายความทวงหลายครั้ง เมื่อไม่เป็นผลจึงนำความไปฟ้องศาล ขอให้บังคับให้ทั้งสองจ่ายมาเสียแต่โดยดี

3.

บริษัท ฟ้องว่า บริษัทยึดรถคืนมาแล้วขายได้ 1,300,000 บาท ทำให้ต้องเสียหาย ขาดราคาไป 1,180,796 บาท จึงฟ้องคุณโผงและคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณโผงจ่าย

ค่าขาดราคาไป 1,180,796 บาท

ค่าเช่าซื้อนับแต่วันผิดนัดถึงวันที่สัญญาเช่าเลิกกัน 227,805 บาท

ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถ 30,000 บาท

รวมแล้วขอให้ศาลบังคับคุณโผงและคุณจำนูญจ่าย 1,438,601 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จะฟ้องก็ฟ้องไป คุณโผงกับคุณจำนูญหาสนใจไม่

คุณโผงและคุณจำนูญขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญร่วมกันชำระเงิน 776,104 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

คุณโผงและคุณจำนูญอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงและคุณจำนูญฎีกาคดี

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทกับคุณโผงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยคุณโผงมิได้โต้แย้ง

มิใช่เป็นการเลิกสัญญาเพราะเหตุคุณโผงผิดสัญญา

ศาลฎีกาชี้ว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

ส่วนการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ดังนั้น คุณโผงจึงมีเพียงความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท เป็นค่าใช้ทรัพย์ หรือค่าขาดประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่คุณโผงครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัท

ส่วนค่าเสียหายอื่น บริษัทไม่อาจเรียกร้องได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้คุณโผงในฐานะผู้เช่าซื้อ และคุณจำนูญในฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเป็นค่าขาดราคารถ ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกัน และค่าติดตามยึดรถคืน จึงไม่ชอบ

ปัญหานี้แม้คุณโผงและคุณจำนูญมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่คุณโผงต้องรับผิดต่อบริษัท มีเพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาสูง บริษัทสามารถใช้สอยในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือนำออกให้เช่า หรือให้เช่าซื้อหาประโยชน์ได้เป็นจำนวนพอสมควร

การที่คุณโผงครอบครอง ใช้สอยรถดังกล่าว โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ย่อมทำให้บริษัทต้องขาดประโยชน์จากการใช้สอย หรือนำรถออกหาประโยชน์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่คุณโผงผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ คือวันที่ 15 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ บริษัทยึดรถคืน คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547

แต่บริษัทบรรยายฟ้อง ขอคิดค่าเสียหายมาเพียงถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2547 เป็นระยะเวลา 5 เดือน 25 วัน จึงให้บริษัทได้รับเพียงตามระยะเวลาดังกล่าว และแม้ในคำฟ้องของบริษัทจะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจนถึงวันเลิกสัญญา แต่บริษัทได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ว่า คุณโผงครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ของบริษัทเรื่อยมา คุณโผงจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท จึงถือได้ว่า เป็นการเรียกเอาค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์นั่นเอง

เมื่อคำนึงถึงสภาพ และลักษณะของรถยนต์ที่เช่าซื้อ และทางได้เสียทุกอย่างของบริษัทแล้ว เห็นสมควรกำหนด ค่าขาดประโยชน์ให้บริษัท ตามระยะเวลาที่ฟ้องเรียกมา รวม 94,000 บาท

คุณโผงและคุณจำนูญ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่บริษัท

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญ ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 94,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท คำขออื่นให้ยก

จากที่ต้องจ่าย 7 แสนกว่าบาทรวมดอกเบี้ยอีกไม่น้อย คุณโผงและคุณจำนูญต้องจ่ายเพียง 9 หมื่นกว่าบาท

โล่งอกไปไม่น้อย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12448/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

Leave a comment