แป้งทาตัว “ไร้ซแคร์” ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทำจากข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

แป้งทาตัว “ไร้ซแคร์” ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทำจากข้าว

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี ดร.วราทัศน์ วงศ์สุรไกร เป็นประธานกรรมการบริหาร เมื่อ “แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น” ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอุตสาหกรรม ปี 2558 ในงานประกวดของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเคยได้รับรางวัลมาก่อนหน้าแล้วหลายครั้ง อาทิ ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2548 ของ สนช. ผลงานเรื่อง “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นสารเพิ่มปริมาณเม็ดยา” รางวัล 1 ใน 10 สุดยอดนวัตกรรม ปี 2549 ของ สนช. ผลงานเรื่อง “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว” และปีต่อมาผลงานเดียวกันนี้ก็ได้รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2550 ด้วย

ชี้ซับมันซับกลิ่นชะงัด

นับเป็นผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับงานนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลงานที่ได้รับรางวัลล่าสุดนี้ ถือเป็นนวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์แป้งข้าวเจ้าดูดซับเหงื่อและดูดซับกลิ่น โดยการนำแป้งข้าวเจ้าโปรตีนต่ำมาดัดแปรทางเคมีร่วมกับการดัดแปรทางฟิสิกส์ด้วยการใช้ไมโครเวฟ ทำให้มีคุณสมบัติในการดูดซับไขมันในน้ำได้ดี ซึ่งแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิคมีคุณสมบัติดูดซับความมันได้สูงกว่าแป้งทัลคัมถึง 3 เท่า และแป้งข้าวเจ้ามีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 6 ไมครอน ทำให้ทาผิวได้เรียบเนียนและเกาะกับผิวหนังได้ดี จึงสามารถผลิตเป็นแป้งข้าวเจ้าควบคุมกลิ่นตัวและเชื้อราตามร่างกาย

ดร.วราทัศน์ เล่าว่า การทำแป้งดังกล่าวมีต้นทุนการผลิต 20 บาท ต่อขวด (50 กรัม) ประมาณการราคาจำหน่าย 60 บาท ต่อขวด (50 กรัม) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากแป้งข้าวเจ้าราคา 30 บาท ต่อกิโลกรัม เป็นแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิคสำหรับควบคุมกลิ่นตัวและเชื้อราตามร่างกายราคา 1,200 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่โอกาสด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของผู้ชายมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 960 ล้านบาท (เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14) ส่วนอีกร้อยละ 60 เป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสำหรับผู้หญิง หรือคิดเป็นมูลค่า 1,440 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7)

เล็งทำโรลออนใช้สะดวก

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ถึงมาทำเรื่องแป้ง เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ดร.วราทัศน์ เลยแจกแจงความเป็นมาของบริษัทให้ฟังว่า เป็นโรงงานที่แปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว อาทิ เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวโปรตีนต่ำ แป้งข้าวดัดแปร และแป้งสูตรสำเร็จสำหรับทำขนมชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เอราวัณ” หรือ “ช้างสามเศียร” มาเป็นเวลากว่า 80 ปี โดยจำหน่ายในประเทศ และส่งออก 30 ประเทศทั่วโลก

ตอนนี้ธุรกิจหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับบริษัทคือ ผลิตภัณฑ์ เส้นหมี่ แป้งข้าวเจ้า และแป้งข้าวเหนียว และแป้งสูตรสำเร็จเพื่อทำขนมชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เอราวัณ” หรือ “ตราช้างสามเศียร” ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แป้งเครื่องสำอาง แป้งทาตัว และแป้งไฮโดรโฟบิค ดูดซับความมันและกลิ่น ใช้เครื่องหมายการค้า “ไร้ซแคร์” (ReisCare) จัดจำหน่ายโดย บริษัท เนเชอร์แคร์ จำกัด

สำหรับแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิค ดูดซับความมันและกลิ่น ซึ่งเพิ่งจะได้รับรางวัล เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งจะคิดค้นต่อยอดจาก “แป้งข้าวเจ้าโปรตีนต่ำดัดแปรเป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว”

“คุณสมบัติของแป้งดังกล่าวจะไปจับไปดูดซับไขมันในเหงื่อ ทำให้ไม่มีกลิ่น เป็นเนื้อแป้งที่มีความละเอียดมากจึงสามารถดูดซับความมันได้ อย่างตำรวจจราจรเวลาเหงื่อไหลก็ใช้แป้งนี้ระงับกลิ่นกายได้ นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าก็ใช้ได้ด้วย สามารถดูดซับความมันได้สูงกว่าแป้งทัลคัมทั่วไปถึง 3 เท่า จุดเด่นคือไม่อุดตันรูขุมขน ปลอดภัยจากสารเคมี นอกจากจะใช้ทาตัวแล้ว ยังสามารถใช้ดูดซับความมันจากภาชนะหรือสิ่งของต่างๆ ต่อไปเวลาทำครัวหากไม่มีเวลาล้างมือก็ใช้แป้งนี้ขจัดความมันได้ รวมถึงใช้กับสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย”

ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำแป้งทาตัวจากข้าวเจ้าขายอยู่แล้ว ยี่ห้อ “ไร้ซแคร์” คาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถดูดซับเหงื่อและกลิ่นจะผลิตขายได้ในปีหน้า โดยใช้ชื่อแบรนด์ยี่ห้อ ไร้ซแคร์ เช่นกัน ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 59 บาท ต่อขวดบรรจุ 50 กรัม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พร้อมกันนี้ บริษัทกำลังคิดจะทำในรูปแบบของโรลออนเพื่อให้สะดวกต่อการใช้ ซึ่งแม้ในท้องตลาดมีคู่แข่งหลายเจ้า แต่ของไร้ซแคร์มีจุดขายตรงที่ปลอดภัยและราคาถูกกว่า

ดร.วราทัศน์ ระบุว่า จากกรณีที่ แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น เป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากแป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว ดังนั้น จึงมีปัญหาและอุปสรรคในการคิดค้นไม่มาก ส่วนการผลิตนั้นค่อนข้างใช้เวลานาน และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติม เพราะเทคนิคและขั้นตอนการผลิตมีความแตกต่างกันมากพอสมควร

แม้การคิดค้นจะไม่ยาก แต่ในการทำตลาดนั้นตรงกันข้าม อย่างที่เจ้าตัวอธิบาย การทำตลาดสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ค่อนข้างจะยาก เพราะต้องสู้กับสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งมีช่องทางการจำหน่ายมาเป็นเวลานาน มีการจัดทำโปรโมชั่นและโฆษณาด้วยค่าใช้จ่ายอย่างมากมาย อีกทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่มีราคาสูงกว่า เนื่องจากคุณภาพและต้นทุนการผลิต

ดังนั้น สินค้านวัตกรรมจึงต้องใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูงในการที่จะทำประชาสัมพันธ์ และใช้เวลานานเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ใหม่ว่าจะให้ประโยชน์และความปลอดภัยแก่ผู้ใช้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้อยู่มากแค่ไหน วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องให้ทดลองใช้จึงจะทราบถึงความแตกต่างและมีความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และเมื่อผู้ที่ลองใช้แล้วเกิดความมั่นใจ ตลาดก็จะค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ แบบยั่งยืน

มีทีมวิจัยพัฒนา 20 คน

ดร.วราทัศน์ มองว่า ในอนาคตน่าจะมีคู่แข่งด้านผลิตภัณฑ์ดูดซับความมันและกลิ่นต่างๆ ที่ไม่ใช่ทำจากแป้งข้าว เนื่องจากการทำจากแป้งข้าวต้องใช้ประสบการณ์ เทคโนโลยี และการลงทุนทางเครื่องจักรมากพอสมควร เพราะจะต้องเริ่มจากวัตถุดิบก็คือ ข้าว สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ส่วนมากจะซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูป นำมาผสมกันแล้วบรรจุขาย ซึ่งขั้นตอนการผลิตและการลงทุนจะน้อยกว่ากันมาก และใช้เวลาในการดำเนินการสั้น

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด บอกด้วยว่า ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมมาตลอด ด้วยการเริ่มต้นจากนวัตกรรมการผลิตโดยการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทดลอง และปรับปรุงจนสามารถผลิตได้ดีกว่าเครื่องจักรเก่าที่ใช้มานาน ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการของบริษัทเอง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการควบคุมคุณภาพและทำการวิจัยพัฒนา ปัจจุบันนี้ มีเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการประมาณ 20 คน โดยมี รศ.ดร.ไสยวิชญ์ วรวินิต เป็นผู้ควบคุมโดยการรับนโยบายจากตนเอง ซึ่งบริหารงานมาประมาณ 40 ปี เป็นผู้ออกแบบตัวโรงงาน เครื่องจักร และเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย และได้ริเริ่มการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว

ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการของบริษัทได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 : 2005 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบที่สามารถปฏิบัติการตามข้อกำหนดของระบบ ISO/IEC 17025 : 2005 ได้ ทั้งนี้ ผลงานต่างๆ ของบริษัทส่วนใหญ่จะเกิดจากทีมผู้บริหารและทีมวิจัยพัฒนาของบริษัทร่วมมือกัน โดยมีตนเป็นผู้ดูแลและพิจารณาอนุมัติในแต่ละโครงการ โดยเฉพาะจะเป็นผู้ออกแบบเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตต่างๆ ขณะนี้ ทางบริษัทได้รับการรับรองต่างๆ จากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

“ทั้งในปัจจุบันและอนาคต นวัตกรรมจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกของธุรกิจต่างๆ ที่นับวันจะมีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของสินค้า ราคา ประโยชน์ต่อผู้บริโภค และโดยเฉพาะสินค้าชนิดใหม่ๆ ที่จะต้องดึงดูดผู้บริโภคทุกวัย ดังนั้น ถ้าปราศจากนวัตกรรมก็จะไม่มีสินค้าหรือบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย”

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการว่า เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันได้และอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการในยุคนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหานวัตกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความต้องการของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องสร้างนวัตกรรมในการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องได้คุณภาพและทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

ดร.วราทัศน์ แจกแจงถึงแผนงานด้านนวัตกรรมของบริษัทว่า งานวิจัยที่กำลังทำอยู่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ข้าวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การทำให้ผลิตภัณฑ์เส้นต่างๆ เช่น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นขนมจีน ให้มีคุณภาพดีโดยไม่ต้องผสมแป้งชนิดอื่น ผัดแล้วเส้นไม่ติด สามารถเก็บได้นานในตู้เย็นโดยคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลงมาก และหลีกเลี่ยงการใช้สารกันบูด เป็นต้น และขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม และหาวิธีลดการใช้น้ำ เชื้อเพลิง และไฟฟ้าให้น้อยที่สุด

“ผมมองว่าข้าวยังแปรรูปได้อีกเยอะ ยกตัวอย่าง แป้งข้าว ยังสามารถใช้ทำผลิตภัณฑ์กลูเต็นฟรีสำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากแป้งสาลี เช่น ใช้ทำขนมปัง คุกกี้ ขนมเค้ก เส้นบะหมี่ มะกะโรนี สปาเกตตี และเส้นอูด้งได้ โดยต้องผ่านกระบวนการดัดแปรและผสมส่วมผสมอย่างอื่น แต่ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าการใช้แป้งสาลีโดยตรง ตลาดจะมีผู้ที่แพ้กลูเต็น ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวยุโรป”

ใครที่อยากจะใช้ “แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น” คงต้องอดใจรอไปถึงปีหน้า แต่ช่วงนี้สามารถใช้ “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว” แบรนด์ “ไร้ซแคร์” ไปก่อน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านเพื่อสุขภาพทั่วไป

Leave a comment