“Snowgirl” ชูจุดขาย ใช้สเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

“Snowgirl” ชูจุดขาย ใช้สเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่

แม้ธุรกิจเครื่องสำอางจะมีการแข่งขันในตลาดสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ด้วยเม็ดเงินมหาศาลก็ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ต่างมุ่งเข้าสู่วงการนี้ เพราะหากแบรนด์เป็นที่รู้จักและติดตลาด นั่นหมายถึงผลกำไรก้อนโต ฉะนั้น เราๆ ท่านๆ จะเห็นแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ทั้งที่มีวางขายทั่วไป หรือขายเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้น

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องสร้างจุดขาย หรือเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งในส่วนของ บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องสำอางแบรนด์สโนว์เกิร์ล (Snowgirl) นอกจากจะมีความต่างจากยี่ห้ออื่นๆ แล้ว ยังมีรางวัลมาการันตีด้วย โดย “Snowgirl” Riceberry Facial Cream ได้รับรางวัลที่ 3 ประเภทอุตสาหกรรม ในการประกวดของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เมื่อไม่นานมานี้

ครั้งแรกของไทย

จุดเด่นของ “Snowgirl” Riceberry Facial Cream อยู่ที่การใช้นวัตกรรมในการทำผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้า โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในการผลิตเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และกระตุ้นให้เกิดการสร้างสาร Secondary Metabolites คือสารประกอบฟิโนลิก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แล้วนำไปใช้ในกระบวนการผลิตครีมบำรุงผิว กระบวนการผลิตสารสำคัญดังกล่าวทำให้ประหยัดเวลา สารสำคัญมีปริมาณและคุณภาพคงที่ ลดปัญหาด้านการจัดหาวัตถุดิบข้าวไรซ์เบอร์รี่

น่าสนใจตรงที่ว่า ต้นทุนการผลิตประมาณ 100 บาท ต่อ 30 กรัม ราคาจำหน่าย 850 บาท ต่อ 30 กรัม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ 1 กิโลกรัม = 90 บาท เป็นสารละลายเซลล์ต้นกำเนิด 163,000 บาท (1,630 เท่า) ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุง “ผิวหน้า” คิดเป็นร้อยละ 85 ของมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั้งหมด คิดเป็น 48,437 ล้านบาท

บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด บอกว่า อีกไม่นานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะมีวางจำหน่ายที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทั่วประเทศ ในราคากระปุกละ 850 บาท ขนาด 30 กรัม ซึ่งถือว่าไม่แพงหากเทียบกับเคาน์เตอร์แบรนด์ที่ขายกันอยู่ เพราะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ผลิตจากสเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่ในต่างประเทศทำกันมานานแล้ว เป็นครีมที่ลบริ้วรอยทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ดร.ธนธรรศ สนธีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด ฉายภาพรวมของบริษัทให้ฟังว่า ก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 วัตถุประสงค์หลักคือ ผลิตจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มีคุณภาพสูงในราคายุติธรรมให้กับผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ โดยผลิตสินค้าที่ปลอดภัย ใช้ได้ผลจริง เน้นใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นหลัก สินค้าในกลุ่ม Skin Care หรือดูแลผิวพรรณ เป็นสินค้ากลุ่มแรกที่ผลิต โดยได้รับการสนับสนุนจาก โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โครงการบ่มเพาะธุรกิจ ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Aachen University Germany Delft University of Technology The Netherlands และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

“สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ เป็นบริษัทผู้ผลิต นำเข้า และส่งออก ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เนเจอร์ริช, Snowgirl, M9 ฯลฯ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ดูแลความงาม ตอบปัญหาผิวพรรณ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอางและผิวหนังที่มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ซึ่งเราผลิตสินค้าเอง ด้วยโรงงานมาตรฐาน GMP และ HALAL” ดร.ธนธรรศ กล่าวและว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดยังผ่านการตรวจสอบสูตร 100 เปอร์เซ็นต์ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จนได้รับใบรับรอง นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังได้รับรางวัลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2548 ถึง 11 รางวัล และอีก 2 รางวัล จากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ รางวัลสุดยอดนวัตกรรมจาก 7 Innovation Award 2 ปีซ้อน จากซีรั่มปลาฉลาม และมาส์กเต้าหู้จากถั่วเหลืองงอก

พร้อมกันนั้น ยังได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย จากผลงาน บอดี้บัตเตอร์ จากเนยขาวและน้ำมันรำข้าว ภายใต้แบรนด์ “Columbus” เน้นตลาดระดับบน โดยมีจุดเด่นที่เนื้อครีมเนียน นุ่ม อุดมไปด้วยสารสำคัญจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ เช่น แกมมาออริซานอล อันเป็นสารเคลือบผิวสามารถป้องกันยูวี ปลอดภัยจากสารเคมี และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และล่าสุด ครีมบำรุงผิวหน้าจากสเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ก็คว้ารางวัลได้อีกเช่นกัน

ส่งขายหลายประเทศ

สำหรับกลุ่มลูกค้านั้น ดร.ธนธรรศ ระบุว่า แบรนด์ “เนเจอร์ริช” กลุ่มลูกค้าเป็นผู้หญิงต่างจังหวัด แม่บ้าน หนุ่มสาวโรงงาน อายุ 30-40 ปี ส่วนแบรนด์ “สโนว์เกิร์ล” ส่วนใหญ่เป็นสาวในเมือง สาววัยรุ่น สาวออฟฟิศ อายุ 25-35 ปี แบรนด์ “สุพัตรา” เน้นเวชสำอางเพื่อกลุ่มผู้ใหญ่ และแบรนด์ “เอ็มไนน์” เน้นลูกค้าสุภาพบุรุษ โดยสินค้าของบริษัทมีวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งยอดขายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ขายผ่านทางร้าน 7-ELEVEN และทาง 7-Catalog นอกจากนั้น ยังได้ส่งออกไปต่างประเทศ เช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ลาว พม่า และจีน เป็นต้น ยอดขายที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 20 เปอร์เซ็นต์

ย้อนกลับไปในช่วงแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน การทำตลาดของบริษัทใช้วิธีออกบู๊ธขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ต่อมาเริ่มมีตัวแทนติดต่อซื้อสินค้าไปขายต่อ ทำให้ตลาดกว้างขึ้น หลังจากนั้น ติดต่อเข้ามาขายในร้าน 7-ELEVEN รวมถึงขายใน 7-Catalog ด้วย ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของสยามเนเชอรัล โปรดักซ์ มีมากกว่า 100 รายการ ผลิตเอง 30 รายการ ส่วนที่เหลือใช้วิธีว่าจ้างผลิต ที่ผ่านมา แบ่งสัดส่วนการขาย 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าแบรนด์เนเจอร์ริช, สโนว์เกิร์ล 40 เปอร์เซ็นต์ และแบรนด์อื่นๆ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ โดยนำเข้าวัตถุดิบส่วนใหญ่จากต่างประเทศ เช่น น้ำหอมจากฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วนสารสกัดที่ใช้ของในไทย อย่างมะหาด ข้าว และน้ำมันรำข้าว

ทั้งนี้ การทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสโนว์เกิร์ล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ในกรุงเทพฯ ให้พนักงานขายของบริษัทไปติดต่อเสนอสินค้ากับร้านค้าต่างๆ ที่สนใจ ส่วนในต่างจังหวัด ให้ผู้ที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์สมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย พร้อมกันนั้น บริษัทยังได้ทำการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสโนว์เกิร์ล ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อนิตยสารหลายกลุ่มเป้าหมายและวิทยุเป็นประจำ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักสินค้าเป็นอย่างดี

ดร.ธนธรรศ พูดถึงแนวทางการทำตลาดของบริษัทว่า เน้นทำตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป และใช้งบประมาณไม่มาก ทำให้ขายสินค้าได้ในราคาไม่สูงนัก ยกตัวอย่าง โลชั่นกันแดดมะหาด ครีมทับทิมผสมกลูตาไทโอน โลชั่นมะหาดผสมกลูตาไทโอนและวิตามินซี ราคาจะอยู่ที่ 20-300 บาท มีตั้งแต่แบ่งขายแบบซอง ไปจนถึงเป็นหลอด ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อได้ง่ายและบ่อยครั้ง บริษัทยึดหลักลดต้นทุน โดยไม่ลดคุณภาพ คือไม่ไปทุ่มกับการทำตลาดเกินตัว เน้นผลิตและขายในปริมาณมากๆ เพื่อช่วยให้ต้นทุนต่ำและมีเงินหมุนในธุรกิจคล่องขึ้น ทำให้ต้นทุนการเงินของบริษัทไม่สูงตามไปด้วย

“บริษัทใช้จุดเด่นตรงที่เริ่มต้นจากค่อยๆ พัฒนาตัวเองจากโอท็อป พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นเอสเอ็มอี โดยเน้นช่องทางขายที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย และเน้นการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง”

ปีหน้าผลิตสินค้านวัตกรรม

ผู้บริหารหนุ่มรายนี้ อธิบายถึงความยากของการผลิตสินค้านวัตกรรมว่า อยู่ที่การทำให้ลูกค้าทราบถึงประโยชน์ที่ค่อนข้างใหม่ แต่ได้เปรียบด้านการสร้างความแตกต่าง และมีประโยชน์ที่มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การเข้าประกวด ประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนรู้จักมากขึ้น และในเวทีการประกวดระดับประเทศที่มีองค์กรต่างๆ รองรับ จะช่วยการันตีคุณภาพของสินค้านวัตกรรมที่ได้รับรางวัลได้ดี เพราะได้ผ่านการคัดเลือกและกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ มาแล้ว

“การทำสินค้านวัตกรรมมีปัญหาหลักเรื่องการลงทุนนวัตกรรม เพราะจำเป็นต้องใช้เงินทุนมากในการวิจัยและพัฒนา แต่เรามีพันธมิตรร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนวิจัย จาก สนช. ทำให้เอสเอ็มอีเล็กๆ สามารถพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมแข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ได้”

ดร.ธนธรรศ บอกว่า ที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมมาก และมองว่าการพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการมีนวัตกรรม ทันสมัย ไม่ล้าหลังอยู่เสมอ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตลาดนี้ โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ รองจากด้านความปลอดภัย ด้านประสิทธิภาพ และนวัตกรรมเป็นอันดับถัดมา เพราะถือว่าบริษัทที่สามารถแข่งขันในตลาดและเป็นที่ต้องการนั้นจำเป็นต้องมีนวัตกรรมของตนเองที่ทันสมัย และได้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค โดยในปีหน้าทางบริษัทจะผลิตสินค้ากลุ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านสกินแคร์ เมกอัพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอุปกรณ์ความงามต่างๆ

กับคำถามที่ว่า กลัวเรื่องการก๊อบปี้สินค้าหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า การก๊อบปี้เป็นเรื่องปกติ สำหรับสินค้าหลายประเภท สินค้าที่ถูกก๊อบคือสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง สุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะเลือกสินค้าที่เป็นของแท้ คุณภาพดี ดังนั้น การรักษาคุณภาพและพัฒนาตนเองด้านต่างๆ จะสามารถป้องกันการทำสินค้าเลียนแบบได้ดี

ในฐานะที่เป็นบริษัทหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้านวัตกรรม ดร.ธนธรรศ ให้คำแนะนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายอื่นๆ ว่า ต้องมองหาจุดแข็ง โอกาส และพิจารณาถึงปัญหาที่แท้จริงของธุรกิจตนเอง แล้วนำปัญหานั้นมาแก้ไขด้วยนวัตกรรม จึงจะสามารถเอาผลที่ได้ไปตอบโจทย์ในธุรกิจได้จริง เป็นการสร้างความแตกต่างที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างรายได้จริงจากนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมา

อย่างที่ ดร.ธนธรรศ บอกว่า สินค้าของบริษัทส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จะทำให้ขนาดตลาดใหญ่ขึ้น ลูกค้ามากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน คู่แข่งที่จะเข้ามาก็มากขึ้นด้วย นับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายตลาด หากสินค้ามีคุณภาพที่ดี และผลิตให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า

นับเป็นเอสเอ็มอีอีกรายที่ให้ความสำคัญกับสินค้านวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ เป็นแรงหนุนส่งให้ผู้บริโภครู้จักและมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากยิ่งขึ้น และทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ลิปสติกข้าว “VOWDA”

“VOWDA” ลิปสติกอินทรีย์ ของ บริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด (แปลว่า ก้าวไกลไปทั่วโลก) ได้รับรางวัลที่ 3 ในการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

คุณบวรศักดิ์ โฆษิตชัยวัฒน์ กรรมการ บริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด แจงว่า ลิปสติกข้าวนี้มีส่วนผสมเป็นข้าวทั้งหมด เช่น ไขข้าว น้ำมันรำข้าว ตัวลิปสติกทำจากตัวข้าว ส่วนที่เป็นสีได้จากข้าวแดง ผักและผลไม้ ทดแทนสีสังเคราะห์

ลิปสติกอินทรีย์นี้ มี 3 สีด้วยกันคือ แคร์รอตสีส้ม แคร์รอตสีม่วง และโรแมนติกโรส อีกแบบเป็นลิปกลอส สีที่ขายดีมี 2 สีคือ แคร์รอตสีส้มกับแคร์รอตสีม่วง ถ้าเป็นแคร์รอตสีส้มจะออกแดงหน่อยๆ แต่ถ้าเป็นสีม่วงจะออกสีชมพู ออกแนวหวาน ตอนนี้วางขายอยู่ที่เลมอนฟาร์ม ที่กรุงเทพฯ ราคาแท่งละ 550 บาท ทาแล้วอยู่ได้นาน 4-5 ชั่วโมง

ปัจจุบัน โรงงานผลิตลิปสติกของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด อยู่แถวหัวหิน สนใจอยากเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ “VOWDA” ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (081) 981-8762 หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.vowdacosmetic.com

Leave a comment