ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087011258&srcday=2015-12-01&search=no
| วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386 |
ฎีกาธุรกิจ
โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th
ปกปิดความจริง
เริ่มเจ็บป่วย ไปหาหมอ ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ตอบคำถามในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันชีวิต ว่าไม่เคยเข้ารับการรักษาพยาบาล ต่อมาป่วยหนักแล้วเสียชีวิต ภริยายื่นขอรับค่าสินไหมทดแทน แต่บริษัทประกันชีวิตไม่ยอมจ่าย อ้างว่าปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรบอกให้แจ้ง
1.
คุณสมสวยเป็นภริยาคุณจำนูญ เช่นเดียวกับที่กล่าวได้ว่า คุณจำนูญเป็นสามีคุณสมสวย
วันที่ 13 เมษายน 2544 วันสงกรานต์พอดิบพอดีเลย ขณะใครๆ กำลังสนุกสนานกัน แต่คุณจำนูญรู้สึกปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน จึงไปหาแพทย์ที่คลินิก
คุณนายแพทย์ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง แล้ววินิจฉัยว่า คุณจำนูญเป็นโรคกระเพาะอาหาร ได้จ่ายยาขับลม ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และยาคลายกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารให้ไปรับประทาน
ต่อมาขณะอยู่บ้าน มีคนมาขายประกันชีวิต คุณจำนูญตกลงใจว่า จะซื้อประกันชีวิต แต่ผู้ขายประกันว่า ขอให้ไปตรวจร่างกายที่คลินิกก่อน
วันที่ 27 เมษายน 2544 คุณจำนูญไปตรวจร่างกายเพื่อทำคำขอทำสัญญาประกันชีวิต
คุณนายแพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า หัวใจและปอดของคุณจำนูญปกติ
การขอทำสัญญาเอาประกันชีวิตของคุณจำนูญจึงดำเนินต่อไป
คุณจำนูญรู้สึกว่าอาการปวดท้องยังคงดำเนินไป ไปหาแพทย์ที่คลินิกอีกหลายครั้ง คือ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 แพทย์วินิจฉัยว่า น่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงให้ยามารับประทาน
วันที่ 7 มิถุนายน 2544 คุณจำนูญแจ้งว่าอาการดีขึ้น แพทย์ทำการรักษาโดยวิธีฉีดยา และให้ยาไปรับประทานอีก
กระบวนการเรื่องการขอทำประกันชีวิตของคุณจำนูญดำเนินไปเรื่อยๆ
กระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 บริษัทประกันชีวิต ตกลงรับประกันชีวิตคุณจำนูญ และออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่คุณจำนูญ เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสม 170 (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันชีวิต 100,000 บาท
ในกรมธรรม์กำหนดให้ คุณสมสวยเป็นผู้รับประโยชน์
หลังจากนั้นคุณจำนูญยังมีอาการเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลอีก คือ
วันที่ 12 กรกฎาคม 2544 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย โดยอัลตราซาวนด์ พบว่า มีอาการตับโต จึงฉีดยาและให้ยาไปรับประทาน
วันที่ 27 กรกฎาคม 2544 คุณจำนูญมีอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ทำการรักษาโดยการฉีดยาและให้ยาไปรับประทานต่อ
วันที่ 4 สิงหาคม 2544 แพทย์ทำการตรวจร่างกายโดยวิธีอัลตราซาวนด์ พบว่า ตับยังโตอีก และพบว่ามีเนื้องอกในตับ จึงวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งตับ
วันที่ 15 สิงหาคม 2544 คุณจำนูญเสียชีวิต ด้วยสาเหตุเป็นมะเร็งตับ
2.
เมื่อคุณจำนูญเสียชีวิตลง คุณสมสวยค้นๆ เจอกรมธรรม์ประกันชีวิต
คุณสมสวยแจ้งบริษัทประกันชีวิต และขอรับค่าสินไหมทดแทน
บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบ ทราบว่า ก่อนจะทำสัญญาประกันชีวิตนั้นคุณจำนูญได้มีประวัติการรักษามาก่อน
บริษัทประกันชีวิตเห็นว่า กรณีนี้ คุณจำนูญ ปกปิดอาการเจ็บป่วย ปกปิดประวัติการรักษาพยาบาล เห็นว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ
วันที่ 5 ตุลาคม 2544 บริษัทประกันชีวิตจึงบอกล้างสัญญาแก่คุณสมสวย และปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้คุณสมสวยภริยา
คุณสมสวยไม่เห็นด้วย จึงทวงถามแต่ไม่คืบหน้า บริษัทประกันชีวิตยืนกรานไม่ยอมจ่าย
คุณสมสวยจึงนำความไปฟ้องศาล
ขอให้ศาลพิพากษาบังคับบริษัทประกันชีวิต ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนมา 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบริษัทจะจ่ายเสร็จ
บริษัทประกันชีวิต ต่อสู้คดีว่า สัญญาประกันชีวิตของคุณจำนูญนี้ คุณจำนูญรู้อยู่แล้วว่า มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ตับโต และได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งตับ ก่อนขอเอาประกันชีวิตกับบริษัท
แต่คุณจำนูญมิได้แจ้งให้บริษัททราบ และกลับแถลงข้อความเท็จว่า มีสุขภาพสมบูรณ์ดี และในระหว่าง 2 ปีก่อนไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล บริษัทหลงเชื่อจึงตกลงรับประกันชีวิตไว้ หากบริษัททราบความจริงว่าคุณจำนูญมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงมาก่อนทำประกันชีวิต บริษัทจะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันชีวิตให้
การปกปิดดังกล่าว เป็นสาระสำคัญอันมีผลให้สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะ
เมื่อบริษัทบอกล้างแล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆะ บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท คงรับผิดคืนค่าเบี้ยประกันจำนวน 11,080 บาท แก่คุณสมสวยเท่านั้น
3.
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บริษัทประกันชีวิต ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณสมสวย
บริษัทประกันชีวิตไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์คดี
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!
เที่ยวนี้คุณสมสวยไม่พอใจบ้าง คุณสมสวยจึงฎีกาคดี
โดยคุณสมสวยฎีกาว่า ขณะทำสัญญาประกันชีวิตคุณจำนูญได้ไปตรวจสุขภาพและยื่นใบรับรองการตรวจสุขภาพให้บริษัทประกันชีวิตแล้ว
การที่คุณจำนูญแถลงไว้ในคำขอเอาประกันชีวิตว่า ตนมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งที่ทราบว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร ก็เนื่องจากคุณจำนูญเข้าใจโดยสุจริตว่า มีสุขภาพแข็งแรง เพราะโรคกระเพาะอาหารเป็นเพียงโรคธรรมดา ไม่ใช่โรคร้ายแรงและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งขณะทำสัญญาประกันชีวิตถึงเวลาก่อนที่จะออกกรมธรรม์นั้น ไม่ปรากฏว่าคุณจำนูญมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง แม้คุณจำนูญจะไม่แจ้งข้อเท็จจริงว่าป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร สัญญาประกันชีวิตก็สมบูรณ์
ศาลฎีกาเห็นว่า บริษัทประกันชีวิตนำสืบว่า หลังจากรับแจ้งจากคุณสมสวยว่าคุณจำนูญเสียชีวิต และขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยของคุณจำนูญพบว่า คุณจำนูญเคยรับการรักษาอาการปวดท้องที่คลินิกแพทย์ 2 แห่ง โดยคุณจำนูญทราบว่าตนป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารมาตั้งแต่ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ปกปิดไม่แจ้งการเข้ารับการรักษา หากบริษัททราบว่า คุณจำนูญเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหาร จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากประวัติการรักษาพยาบาลดังกล่าวแสดงว่า คุณจำนูญมีอาการปวดท้องตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2544 หลังจากนั้น มีอาการปวดท้องเรื่อยมา และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2544 จึงได้เข้ารับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับ
เมื่อคุณจำนูญเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัทในวันที่ 27 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่คุณจำนูญเคยเข้ารับการรักษาที่คลินิกแพทย์และได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร คุณจำนูญย่อมต้องทราบดีอยู่แล้ว ว่าตนเป็นโรคกระเพาะอาหารและได้เข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคดังกล่าวก่อนยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตเพียง 14 วัน
แต่คุณจำนูญกลับไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้บริษัทประกันชีวิตทราบ ทั้งที่คำขอเอาประกันภัย มีคำถามโดยชัดเจนว่า ในระหว่าง 2 ปีที่แล้ว เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัวตรวจโลหิตหรือไม่ โดยคุณจำนูญกลับตอบว่าไม่เคย
ยังมีคำถามอีกว่า เคยมีความผิดปกติของร่างกาย จิตใจ หรือรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานรักษาโรค ตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆ ตามรายการดังต่อไปนี้หรือไม่ ซึ่งโรคมีระบุถึงโรคกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร รวมอยู่ด้วย แต่คุณจำนูญกลับตอบว่า ไม่เคย
การกระทำนั้นจึงเป็นการละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือรู้อยู่แล้วแถลงข้อความอันเป็นเท็จ
หากบริษัททราบเรื่องที่คุณจำนูญเข้าทำการรักษาโรคร้ายแรง บริษัทจะปฏิเสธไม่รับประกันชีวิต
ดังนั้น การที่คุณจำนูญรู้อยู่แล้ว ว่าตนเป็นโรคกระเพาะอาหาร ก่อนยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิต คุณจำนูญจึงมีหน้าที่ต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารให้บริษัทประกันชีวิตทราบ
เมื่อคุณจำนูญละเว้นเสีย ไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 865 วรรคหนึ่ง
เมื่อบริษัทประกันชีวิตบอกล้างสัญญาประกันชีวิตแล้วภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่บริษัทประกันชีวิตทราบ สัญญาประกันชีวิตย่อมตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก
บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่คุณสมสวย
ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดังนี้ คุณสมสวย ภริยาคุณจำนูญจึงไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทน
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16380/2557)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 865 ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ
ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป
มาตรา 889 ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง