การผูกมิตรกับความเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418911

การผูกมิตรกับความเครียด

โดย…กันย์  ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความเครียด เป็นประเด็นหนึ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นผลจากการทำงานหรือเรื่องส่วนตัวก็ตาม แน่นอนว่าหลายคนสามารถรับมือกับความเครียดนั้นได้อย่างไม่ติดขัด แต่ในทางกลับกัน ความเครียดก็อาจทำให้อีกหลายๆ คน รู้สึกหมดไฟในการทำงาน และส่งผลต่อเนื่องไปยังบุคคลใกล้ชิด ดังนั้นไม่ว่าความเครียดจะอยู่กับตัวคุณนานแค่ไหน หรือในระดับใด หรือคุณสามารถรับมือกับมันได้ดีหรือไม่ สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้น

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาเอพีเอ็ม กรุ๊ป บอกว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจทำให้ดูเหมือนว่าความเครียดนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ทั้งต่อทางกายหรือทางใจ เป็นเรื่องที่ต้องพยายามลดหรือบรรเทาให้มากที่สุด เพราะมันมีแต่จะทำร้ายตัวเรา บทความงานวิจัยของวิทนีย์ วิทท์ ซึ่งกล่าวไว้ว่า

“ความเครียดจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่ได้มองว่าความเครียดเป็นสิ่งอันตราย แต่กลับเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บอกให้เราก้าวไปข้างหน้านั้นต่างหากที่จะเป็นคนที่แข็งแรงที่สุด”

อีกนัยหนึ่ง สภาพความเครียดอันก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายในรูปแบบการเลือกที่จะสู้หรือจะถอยนั้น ล้วนแล้วเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำงานของระบบประสาทในร่างกายของมนุษย์เรา โดยจากทฤษฎีประสาทวิทยานั้นระบุไว้ว่า สมองของคนเรานั้นมีทั้งหมด 3 ส่วน ส่วนแรกที่เป็นพื้นฐานที่สุดนั้นเรียกว่าสมองส่วน Survival Brain หรือ Reptilian Complex เป็นสมองส่วนที่ทำงานและตอบโต้ในรูปแบบอัตโนมัติเพื่อความอยู่รอด เป็นการแสดงออกที่ปราศจาก “อารมณ์” และ “เหตุผล” เป็นสิ่งที่เกิดโดยสัญชาตญาณ

ดังนั้น เมื่อความเครียดเข้าไปส่งผลกระทบกับสมองส่วนนี้ จึงเท่ากับว่ามนุษย์เราจะตอบโต้เพียงแค่สู้หรือถอย เป็นภาวะที่ปิดกั้นและไม่อาจนำให้เราไปสู่สมองส่วนที่สองและสามคือ Emotional Brain สมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก และ Visual Brain หรือสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิด จินตนาการ ซึ่งโดยปกติคนเราจะมีสติหรือมีเหตุผลก็จากสมองส่วนนี้ตามลำดับ

เมื่อเข้าใจตรงกันเช่นนี้ นักจิตวิทยาหลายๆ ท่าน จึงได้กล่าวไว้ว่า หากเราสามารถรับรู้และปรับซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ในรูปแบบสู้หรือถอยให้เป็นการทำความเข้าใจว่าความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นี้เป็นสิ่งบ่งชี้หรือตัวกระตุ้นว่าเรากำลังเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องราวที่มีความสำคัญที่ทำให้เราต้องเร่งก้าวไปข้างหน้าได้ ความเครียดก็จะกลายเป็นสิ่งมีประโยชน์ไม่น้อยในเชิงการพัฒนาตนเอง

ในทางปฏิบัติ เมื่อเรากล่าวว่าความเครียดนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีโอกาสได้สัมผัส ทุกคนต้องประสบกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเครียด เริ่มจากการยอมรับความเป็นจริง และวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้ไม่มากก็น้อยก็คือคุณต้องรู้จักวางแผน มีแผนสำรองเพื่อรับมือกับปัญหา ใช้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนที่เกิดขึ้นเป็นแรงกระตุ้นให้เราสู้กับปัญหานั้นๆ

อย่างไรก็ตาม หากปัญหานั้นสายเกินกว่าที่จะแก้ คุณก็ต้องรู้จักปล่อยวางแล้วก้าวเดินต่อไป และพึงระลึกไว้ว่า อย่าแก้ปัญหาด้วยวิธีการของคุณแต่เพียงผู้เดียว การให้คนนอกที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมาช่วยมองหรือวิเคราะห์ปัญหานั้นอาจช่วยให้คุณได้มาซึ่งวิธีแก้ปัญหาแบบที่คุณเองก็นึกไม่ถึง

 

Leave a comment