ขอประกาศอีกที ปีนี้ฉันจะผอม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413892

ขอประกาศอีกที ปีนี้ฉันจะผอม!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เป้าหมายช่วยให้เรารู้ว่า จะใช้ชีวิตอย่างไร “ปีนี้ฉันจะผอม” สำหรับสาวๆ ทุกคน เชื่อว่า นี่คือหนึ่งใน GPS นำทางของ (ทุก) ปีนี้ (อะแฮ่ม ไม่อยากพูดถึงหลายๆ ปีที่ผ่านมา)

ปีนี้ฉันจะผอม…ก็แล้วอะไรหนอที่ทำให้ฉันไม่ผอม อะไรหนอที่กั้นขวางทางฉันไว้ไม่ให้ไปถึงเป้าหมาย ในเมื่อฉันรู้ทุกอย่างซึ้งทุกอย่าง กินยังไงออกกำลังกายยังไงรู้หมดแต่ทำไม่ได้ ทำไมถึงทำไม่ได้…หนึ่งในคำตอบอาจคือกลไกทางจิตที่สาวอ้วนมองข้าม

พญ.กมลชนก เหล่าชัยศรี จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เล่าให้ฟังว่า เป็นไปได้ที่ความอ้วนเกิดขึ้นจากภาวะจิตใจ รู้ว่าจะต้องกินยังไง รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่กินไม่ได้และทำไม่ได้เพราะจิตใจไม่มีวินัย ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ (ในทุกเรื่อง) คนอ้วนหลายคนหากศึกษาประวัติ จะพบว่า มีนิสัยควบคุมตัวเองไม่ได้ตั้งแต่เด็ก มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู รวมทั้งภาวะความเจ็บป่วยทางจิต

 

“คนเรามีธรรมชาติที่หิว และเป็นธรรมชาติของคนที่จะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีงานวิจัยที่ระบุว่า ถ้าปล่อยเด็กให้กินตามสบาย มีอาหารที่ดีกับอาหารที่ไม่ดีให้เด็กเลือกกินด้วยตัวเอง และเด็กได้เลือกโดยไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดันใดใด ธรรมชาติของร่างกายจะสั่งสมองให้เลือกหยิบอาหารที่ดีมากิน และจะหยุดเมื่ออิ่ม นี่คือธรรมชาติที่แท้จริงในการกินของมนุษย์” พญ.กมลชนก เล่า

ถ้าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนั้น ก็แล้วอะไรที่ทำให้มนุษย์ผิดไปจากธรรมชาติดั้งเดิม มนุษย์โลกกลายเป็นคนอ้วนถึงอ้วนมาก…เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร (อุ๊ปส์) ทำไมคนถึงอ้วน ตอบได้ว่า เพราะ 1.สิ่งแวดล้อม (รวมการเลี้ยงดู) 2.กรรมพันธุ์ และ 3.จิตใจ ความอ้วนเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ ขณะเดียวกันก็เกิดจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงจิตใจได้เช่นกัน

การเลี้ยงดูในวัยเด็กมีส่วนหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งอ้วนหรือผอมเมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่กินอย่างไร ลูกกินอย่างนั้น อีกการเลี้ยงดูที่เข้มงวดหรือปล่อยปละละเลยในเรื่องการกิน ที่ส่งผลต่อวินัยรวมทั้งทรรศนคติ กลายเป็นกลไกทางจิตและกรอบความคิดเรื่องการกินทั้งชีวิตของคนคนนั้น

 

อะไรคือการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อทัศนคติเรื่องอาหาร พญ.กมลชนก กล่าวอีกว่า ในบางครั้งก็เป็นทัศนคติของพ่อแม่เอง รวมทั้ง “วิธี” ที่พ่อแม่ใช้ควบคุมลูกบนโต๊ะอาหาร ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงการคิดและการตัดสินใจในการกินและการควบคุมตัวเองเมื่อโตขึ้น เรื่องนี้อธิบายให้เห็นภาพถึงสงครามบนโต๊ะอาหารใน 4 รูปแบบ ดังนี้

1.พ่อแม่ที่เข้าใจ และกำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการกิน และใช้วิธีกำกับอย่างเข้มงวดบนโต๊ะอาหาร

2.พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ แต่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการ แต่กำกับการกินของลูกอย่างเคร่งครัด ห้ามเด็ดขาด เช่น ถ้าไม่กินผักจานนี้ให้หมด ก็ห้ามลุกออกไปจากโต๊ะนี้!

3.พ่อแม่ที่เข้าใจ และไม่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ แต่เลือกที่จะเลี้ยงลูกอย่างตามใจในเรื่องอาหาร ลูกอยากกินอะไรกินได้ทุกอย่าง รักลูกและต้องการ “เสิร์ฟ” ให้เพียงพอในสิ่งที่ดีที่สุด

 

4.พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ และไม่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ในแบบที่หยวนๆ กินได้ทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร เวลากินคือเวลาแห่งความสุข เต็มที่…จัดมา ให้อาหารแต่ไม่ให้ขอบเขต (ในการกิน)

“พ่อแม่ช่างกำกับแต่ขาดความเข้าใจ เป็นปัญหาที่สุด กำกับเกิน บังคับเยอะ ปัญหาก็เยอะ เด็กกินอิ่มแล้วแต่ลุกไปจากโต๊ะไม่ได้ ต้องกินต่อให้หมดเพราะพ่อแม่บังคับ กลายเป็นประสบการณ์เอาชนะกันบนโต๊ะอาหาร เด็กจะเรียนรู้ว่าต้องกินอย่างไรเพื่อให้พ่อแม่มีความสุข ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ไม่มีความรู้ หรือในบางคนก็กินเพื่อเอาชนะ กลายเป็นประสบการณ์บนโต๊ะอาหารที่บิดเบี้ยวจากวัยเด็ก” พญ.กมลชนก กล่าว

หลายครอบครัวยังใช้เรื่อง “กิน” มากำหนดเด็ก ครอบเด็ก หรือใช้ในการกำหนดสิทธิของเด็กว่าจะได้หรือไม่ได้อะไร เราคงเคยได้ยินคุ้นๆ หูกันมาบ้าง เช่น “กินให้หมดเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นลูกจะไม่ได้ของเล่น” วิธีแบบนี้ไม่ควรใช้เลย เพราะอาหารควรเป็น “อาหาร” นั่นหมายถึงสิ่งที่ดีต่อร่างกาย ไม่ใช่ “รางวัล” หรือ “เงื่อนไข” คนหลายคนกินเพื่อปลอบใจตัวเอง กินเมื่อเครียด กินเพื่อแก้แค้น ฯลฯ ทั้งหมดมาจากทัศนคติและการปลูกฝังในครอบครัว

 

กินให้เป็นเวลา กินให้พร้อมกัน หมดเวลากินก็หยุดกิน ในเมืองไทยพ่อแม่ไม่ค่อยกินข้าวพร้อมลูก ควรนั่งกินให้พร้อมกัน เมื่อหิวให้กิน เมื่ออิ่มให้หยุด ระหว่างกินไม่ดูทีวี ไม่ทำกิจกรรมอื่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งานวิจัยรายงานผลตรงกันว่า เด็กในกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นจะไม่อ้วน

นอกจากนี้ คือไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ นอกจากกินข้าวไม่พร้อมกัน ก็ยังไม่ออกกำลังกาย เลี้ยงลูกหน้าจอโทรทัศน์ อาหารที่ดีคืออาหารที่ทำกินสดๆ ใหม่ๆ ไม่ผ่านกระบวนการมาก แต่หลายครอบครัวไม่มีโอกาสหรือเวลาที่จะทำอาหารแบบสดใหม่ทุกครั้ง ต้องกินอาหารแช่แข็ง หรืออาหารขยะ เป็นไลฟ์สไตล์ที่ต้องเปลี่ยนด่วน เพราะไม่อำนวยให้เด็ก (หรือผู้ใหญ่) ผอมได้

“ในที่สุดก็อยู่ที่เรา ถ้าเราตั้งใจจะมีวิถีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี จะผอมได้เอง ต้องเข้าใจว่าเราจะมีน้ำหนักที่ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีได้ ต้องปรับทั้งวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์และกรอบความคิด”

พญ.กมลชนก แนะให้มองว่า การกินไม่ใช่ประสบการณ์ทางรสชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ทางจิตใจด้วย ความสุขทางใจคือการกินอาหารที่ดี ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่หิว จึงไม่ต้องเติมเข้าไปตลอดเวลา แล้วก็จะไม่อ้วนไปเอง นั่นหมายถึงการที่เราต้องเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอ ก็จะหยุดหิวและไม่เรียกร้องอาหารแบบไม่รู้จบสิ้นไปเอง

 

เลิกคิดเรื่องน้ำหนัก ชีวิตนี้อายุจะยืนยาวหรือไม่ ไม่รู้และไม่สำคัญ สำคัญที่การดำรงอยู่ด้วยคุณภาพที่ดี ร่างกายของเรามีเพียงร่างกายเดียว ดูแลให้ดีที่สุด ดูแลร่างกายอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลจิตใจด้วย คิดให้ขาดว่าเราขาดอะไร

“คนอ้วนหลายคนมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ชีวิตว่างเปล่า ไร้ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย บางคนมีแต่น้อย การที่ไม่มีใครในชีวิตคือช่องโหว่และช่องว่างในชีวิต ที่หลายคนพยายามจะเติมให้เต็มด้วยอาหาร สมองหรือหัวใจมันเติมไม่ได้ด้วยการยัดอาหารลงไป แก้ไขด้วยการออกไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน คุยกันเพื่อเติมใจให้เต็ม ไม่ใช่กินๆๆๆๆ แต่อาหาร”

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพของสหรัฐ ผู้เขียน “กินอย่างไร ไม่อ้วน ไม่มีโรค” เล่าว่า ปัญหาการลดน้ำหนักไม่ได้เป็นเพราะความไม่เข้าใจกลไกการทำงานของร่างกาย เวลาที่น้ำหนักลดลงปริมาณหนึ่ง ระบบการเผาผลาญจะต่ำลง ในช่วงนี้ต้องเน้นการออกกำลังกาย

 

“การออกกำลังจะสำคัญในช่วงนี้ เพราะจะช่วยระบบการเผาผลาญที่ต่ำลงไปให้เพิ่มขึ้น ร่างกายจะใช้เวลาปรับตัว ในบางคนอาจนานถึง 6 เดือน ก็จะเป็น 6 เดือน ที่ต้องคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่น้ำหนักจะไม่เด้งกลับหรือโยโย่”

การปรับพฤติกรรมการกินต้องใช้เวลา ต้องอดทน และต้องมีความเข้าใจถึงเฟสหรือระยะในการลงของน้ำหนัก ช่วง 6 เดือนแรกจะเป็นการไปให้ถึงเป้าหมาย 7-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น โดย 3 เดือนแรกจะเป็นช่วงที่น้ำหนักตัวลงได้เร็ว จากนั้นจะเริ่มช้าและนิ่ง เดือนที่ 4 เป็นต้นไปจึงต้องเน้นที่การออกกำลังกาย ถือเป็นโกลด์พีเรียดที่ต้องเคร่งครัดและลดให้ได้มากที่สุด ช่วง 6 เดือนไปแล้วถือเป็นเฟสที่ 2 ของการออกกำลัง เมนเทนน้ำหนักตัวไม่ให้เด้งกลับ

“จัดระบบตัวเอง ดูแลน้ำหนักตัวเอง และเรียนรู้ทำความเข้าใจกับร่างกายของตัวเอง เช่น ปัจจัยที่ทำให้เราอ้วน ความเครียดในบางครั้งก็ทำให้กินมากกว่าปกติ สังเกตตัวเองและควบคุมให้ได้ รักษาอัตราการออกกำลังต่อเนื่อง น้ำหนักตัวจะลงไปเรื่อยๆ”

 

นอกจากนี้ คือ พฤติกรรมนอนดึก มีข้อมูลใหม่ๆ รายงานว่า คนนอนดึกมีความเสี่ยงอ้วน เพราะกินตอนกลางคืนและระบบอัตราเผาผลาญเฉื่อย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เพื่อสุขภาพที่ดี และทำให้เป็นนิสัย พฤติกรรมบางอย่างปรับได้ เช่น การชอบกินขนมหวาน ยังกินขนมหวานได้ แต่กินแค่ 1-2 คำ ก็เพียงพอ เพราะความสุขสูงสุดจากการกินอยู่ที่คำแรกและคำที่สอง เป็นต้น

“ลูกอ้วน เมื่อหันไปดูพ่อแม่ก็อ้วนเหมือนกัน พฤติกรรมการกินของเด็ก ซึมซับมาจากครอบครัว คนอ้วนหลายคนมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมจากการเลี้ยงดู”

เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ You are What You Eat อีกต่อไป แต่เป็น You are What You Shop ที่กลายเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ เมื่อช็อปหรือซื้อของกินเข้าบ้าน เลือกซื้อสิ่งที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่ต้น ก็จะได้กินแต่สิ่งดีๆ เลิกซื้อขนมกรอบไร้ประโยชน์หรือน้ำอัดลม แต่เลือกซื้อผักผลไม้ติดบ้าน เป็นทางเลือกที่ (ต้อง) เลือกเมื่อหิวขึ้นมา

ตบท้ายด้วย พญ.กมลชนก อีกรอบว่า ความอ้วนเป็นเพียงมิติหนึ่งในชีวิต สำคัญกว่านั้นคือมาตรฐานน้ำหนักที่เหมาะสม การตั้งเป้าหมายน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองน่าจะดีกว่าจะผอมหรืออ้วน ยิ่งไปกว่านั้น คือ การดูแลตัวเองให้มีความสุขทางจิตใจ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ความสุขของคนไม่ใช่ความเด่นดังและความร่ำรวย แต่คนที่มีความสุขที่สุด คือ คนที่มีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลดน้ำหนักแล้วจะรูปร่างดีสวยหล่อหรือมีความสุขขึ้นทันที ใจที่ไม่อิ่มทำให้ร่างกายไม่อิ่ม ยิ่งหิวก็ยิ่งกินและยิ่งอ้วน นี่อาจคือคำตอบที่สาวๆ ทั้งหลายค้นหาอยู่

ปีนี้ฉันจะผอม! ถ้าคุณพยายามแล้วแต่ยังไปไม่ถึงไหน อาจต้องหันมาทบทวนและประเมินใหม่ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ เชื่อว่า GPS สู่เป้าหมายการมีสุขภาพดี จะทำงานได้ดีขึ้น

 

Leave a comment