ตลาดดอทคอมเดินหน้าต่อ หลัง “ราคูเท็น” โบกมือลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/417033

ตลาดดอทคอมเดินหน้าต่อ หลัง "ราคูเท็น" โบกมือลา

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้กระแสข่าวเรื่องการถอนหุ้นของยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซอย่างราคูเท็น ที่ตัดสินใจประกาศปิดช่องทางมาร์เก็ตเพลสชื่อดังในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้ และปลดพนักงานอีกกว่า 150 ราย เพื่อโฟกัสไปในตลาดที่ผลประกอบการดีกว่าอย่างญี่ปุ่นและไต้หวัน ทำให้ในประเทศไทยก็โดนจับตามองไปด้วย

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า ในประเทศไทยทางราคูเท็นได้ถอนตัวไปแล้วเช่นกัน และจะมีการประกาศรีแบรนด์ในเร็ววันนี้ ซึ่งการถอนตัวครั้งนี้ยืนยันว่าไม่กระทบกับการให้บริการในไทยแน่นอน

“เราจะรีแบรนด์ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นในการเข้าใช้งานตลาดดอทคอมได้ต่อเนื่องโดยไม่มีผลกระทบใดๆ แม้ทางราคูเท็นของญี่ปุ่นจะถอนตัวออกไป แต่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากผู้ให้บริการรายใหญ่ที่ยังคงทุ่มเม็ดเงินอย่างมหาศาล อีกทั้งกำลังซื้อของคนไทยในช่องทางออนไลน์ยังดีอยู่ เพราะฉะนั้นผมจะยังสานต่อธุรกิจนี้แน่นอน”

ภาวุธ กล่าวอีกว่า แนวโน้มการใช้จ่ายของนักช็อปไทยในปีนี้ น่าจะอยู่ที่ 1,270 บาท/เดือน ส่วนสินค้ายอดนิยมยังคงเป็นแฟชั่น 24% น้ำหอม 11% เฟอร์นิเจอร์ 11% อุปกรณ์ไอที 8% อาหารและเครื่องดื่ม 6% โดยสินค้าไอทีคาดว่าจะมีความนิยมสูงขึ้นจาก 4จี ที่กระตุ้นให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น

“การใช้จ่ายในตลาดออนไลน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอานิสงส์ 4จี ที่ทำให้คนเข้าถึงสินค้าผ่านมือถือง่ายขึ้น แม้ตลาดอี-คอมเมิร์ซจะเกิดภาวะฟองสบู่เพราะผู้ให้บริการบางรายยอมแบกต้นทุนเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาจับจ่ายราคาถูกโดยเน้นจำนวนผู้เข้าใช้งานให้มาก ซึ่งเป็นโอกาสดีของผู้ขายที่สามารถลดต้นทุนการเปิดหน้าร้าน ทำให้ธุรกิจออนไลน์มีอนาคตที่ดี”

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมการใช้งานเทคโนโลยีของคนไทยจะดูดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ายังล้าหลังกว่าประเทศในฝั่งยุโรปเป็นสิบปี เพราะทัศนคติในการเข้าใช้งานไอทีของคนไทยยังคงจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม ดังนั้นจึงต้องเร่งให้คนไทยใช้เทคโนโลยีให้เป็นและนำมาปรับใช้ในองค์กรให้ได้

“ยังมีคนอีกมากที่มีทัศนคติเกี่ยวกับการนำไอทีมาปรับใช้ในองค์กรให้ประสบผลสำเร็จได้น้อย แต่หากมององค์กร ในภาคธุรกิจการเงิน สื่อสารมวลชนหรือค้าปลีก จะเห็นว่ามีการปรับตัวและสร้างโอกาสในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้แล้ว อีกอย่างคือเรื่องของอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นและมีการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อเหล่านี้เยอะขึ้น ยิ่งเป็นโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น”

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเติบโตได้ดีขึ้น คือเรื่องการสนับสนุนของภาครัฐ ทั้งการใช้บัตรประชาชนเก็บข้อมูลและนำมาใช้จ่ายออนไลน์ได้ รวมทั้งการปรับภาษีทั้งการซื้อและขายก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจได้ดีขึ้น

“จากมูลค่าตลาดโฆษณาออนไลน์ที่มีกว่าหมื่นล้านบาทกว่า 80% เม็ดเงินในส่วนนี้ไหลออกไปยังผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างชาติ ทำให้ในอนาคตโลกออนไลน์จะเหลือแค่เฟซบุ๊กและกูเกิล ที่แข็งแรงและสามารถสร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างมหาศาล ดังนั้นการนำโซเชียลมีเดียมาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่ผู้บริหารทุกองค์กรควรรู้จักที่จะวางกลยุทธ์และนำมาปรับใช้งานอย่างเหมาะสม”

ปัจจุบันดิจิทัลและเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องการใช้งานเป็นครั้งคราวแบบเดิม แต่ต้องนำมาสร้างโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตและขยายโอกาสใหม่ๆ สำหรับอนาคต เพราะโลกออนไลน์หมายถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น ดังนั้นธุรกิจต้องรู้จักวางกลยุทธ์แบบเดิมให้ผสานกับโลกออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสใหม่จากลูกค้าทั่วโลก

 

Leave a comment