การเดินทางของเธอและเธอ แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417336

การเดินทางของเธอและเธอ แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์

โดย…รอนแรม ภาพ… แวววรรณ-วรรณแวว

สามปีที่ผ่านมา คู่แฝด แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ เขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี เกี่ยวกับการเดินทางจากอังกฤษสู่บ้านเกิดด้วยรถไฟ จากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ไปอีกหลายที่และเขียนอีกหลายเล่ม อย่างล่าสุดเรื่อง ภูฏานเท่านั้น

เธอทั้งสองเกิดเวลาไล่เลี่ยกัน หน้าตาคล้ายกัน มีประสบการณ์ร่วมกัน และออกเดินทางด้วยกันบนสายสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าใคร

หนังสือเดินทาง

โปรเจกต์ Wish Us Luck คือการบ้านสมัยเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ ภายใต้โจทย์ “อะไรก็ได้” นักศึกษาไทยสองคนจึงขอทำโปรเจกต์คู่เกี่ยวกับการเดินทางกลับบ้าน “เราได้อ่านหนังสือเรื่องดาวหางเหนือทางรถไฟ ของพี่ทรงกลด บางยี่ขัน ที่นั่งรถไฟจากจีนไปรัสเซียแล้วหมกมุ่นมาก รอแต่วันปิดเทอมจะได้นั่งรถไฟกลับบ้าน ไปๆ มาๆ ก็คุยกันว่า ทำไมไม่ทำเป็นโปรเจกต์ไปเลยจะได้ใช้เวลาในการรีเสิร์ชเพื่อสองผล คือได้ส่งงานอาจารย์ด้วย และจะได้ไปเที่ยวด้วย” วรรณแวว กล่าว

 

หลังจากเก็บข้อมูล ทั้งสองคนได้ค้นพบวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง นั่นคือการเผยตะเข็บให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งก็คือการเผยความสัมพันธ์ของฝาแฝด ทำให้การเดินทางจากลอนดอนสู่กรุงเทพฯ ระยะเวลา 30 วัน 9 ประเทศ ไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวเท่าไรนัก แต่เน้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากกว่า

“ถ้าเราเรียนโทที่ไทยก็คงไม่คิดที่จะเดินทางด้วยรถไฟไปอังกฤษ” วรรณแวว เล่า “แต่เพราะเราไปเรียนที่อังกฤษ สถานที่ที่ไม่ใช่เซฟโซนของเราทำให้มีแรงฮึดให้กล้าทำ จุดสำคัญคือจุดหมายปลายทางมันคือ บ้าน ทำให้มีแรงกำลังใจที่จะเดินทาง ยิ่งเดินทางก็ยิ่งคุ้นเคยจากหนาวเปลี่ยนเป็นร้อนชื้น จากผมทองกลายเป็นผมดำ ไม่เหมือนกับจากบ้านไปอังกฤษที่ยิ่งเดินทางเราก็ยิ่งรู้สึกแปลกแยกไปเรื่อยๆ”

 

รถไฟเริ่มต้นที่สถานีลอนดอน ประเทศอังกฤษ สู่ฝรั่งเศส เข้าเยอรมนี ไปรัสเซีย ผ่านมองโกเลีย ตรงเข้าจีน สู่เวียดนาม จากนั้นนั่งรถเข้าลาว (เพราะไม่มีทางรถไฟ) แล้วค่อยต่อรถไฟเข้าไทยจนไปสิ้นสุดที่หัวลำโพง “ความรู้สึกระหว่างทางมันไม่เหมือนกับการเที่ยวแบบสองคืนสามวันที่ทุกอย่างจะสนุกไปจนถึงวันกลับ” แวววรรณ เริ่ม วรรณแวว เสริม “แต่ครั้งนั้นเป็นการเดินทางหนึ่งเดือนที่กราฟมันจะขึ้นๆ ลงๆ และวนเป็นลูป กระทั่งเดินไปถึงครึ่งทางที่มองโกเลีย เกิดเหตุการณ์ขึ้นแท็กซี่และคิดว่าต้องถูกโกงและก็เกิดขึ้นจริงๆ คนขับคิดราคาเพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ เราสองคนไม่ยอมก็เถียงกันไปมาจนได้เงินทอน แต่พอลงจากรถเรายังไม่หยุด ยังรู้สึกโกรธ และยังบ่นๆๆ ทั้งที่เมื่อแปลงเป็นเงินไทยมันคือเงินแค่สิบเอ็ดบาท มันเลยเกิดเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ให้เรามามองตัวเองใหม่ ครึ่งหลังเราเลยปล่อยวางและคิดบวกมากขึ้น เวลาโดนโกงอีกก็ไม่เอาใจไปติดกับมันมาก ไม่ปล่อยให้อารมณ์ตรงนั้นมันติดไปกับเราด้วย”

ที่สุดแล้ว ทั้งคู่รู้สึกขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านมา เพราะมันคือส่วนหนึ่งของความสุขที่ได้รับระหว่างทาง และแวววรรณยังกล่าวด้วยว่า มันคือทริปที่เขี่ยเส้นผมที่บังภูเขาออกไป เพราะก่อนหน้านั้นทั้งคู่
ไม่เคยเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ผิดกับตอนนี้ที่กล้าไปเที่ยวไหนก็ได้

 

ล่าสุด แวววรรณเขียนหนังสือเรื่อง ภูฏานเท่านั้น เป็นทริปเที่ยวแบบทัวร์กับครอบครัว แต่เธอเลือกเฉพาะฉากเดินป่าซึ่งเป็นการชักชวนจากพ่อแม่

“จากการวิเคราะห์ส่วนตัว คิดว่ามันคือกิจกรรมที่ทำให้เขา (พ่อแม่) รู้สึกว่ายังแข็งแรง” แวววรรณ กล่าว “แต่มันก็คือผลที่เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งก็เกิดขึ้นกับตัวเราด้วย เพราะปกติเราสองคนไม่ออกกำลังกาย ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่พอเดินไปถึงมันก็ทำให้รู้สึกว่าเราทำได้ ทั้งหมดใช้เวลา 3 วัน ครอบคลุมภูเขา 5 ลูก”

ส่วนคำว่า ภูฏานเท่านั้น เธอเลือกใช้คำนี้เพราะภูฏานเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยคำว่า เท่านั้น เช่น คนในประเทศนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานเท่านั้น เป็นประเทศที่วัดการพัฒนาประเทศจากความสุขของประชากรเท่านั้น ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกเท่านั้น ถ้าจะนำบุหรี่เข้าประเทศต้องเสียภาษี 100% จากราคาบุหรี่เท่านั้น ต้องมีพื้นที่ป่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น “ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อความสุขของคนในประเทศเท่านั้นเอง” แวววรรณ สรุป

 

การเดินทาง การบำบัด

ถามถึงความหมายของการเดินทาง แวววรรณ อธิบายไว้ว่า “มันคือการบำบัดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะคนในวัยทำงานอย่างเรา ซึ่งการชาร์จแบตวิธีนี้ไม่ได้ทำให้หายเหนื่อยนะ เพราะเราก็ยังต้องไปตะลอนๆ อยู่ดี แต่มันคือการเทอราปีทางจิตใจ”

“หลังจากที่เรากลับจากทริปรถไฟ ก็เกิดแรงบันดาลใจให้ออกไปหาแลนด์สเคปที่ไม่ใช่ตึกรามบ้านช่อง หรือเราชอบเที่ยวธรรมชาติ?” เธอหันไปถาม “ก็เกี่ยว” วรรณแวว ตอบ “เวลาเหนื่อยๆ ก็เลยอยากออกไปเที่ยว ไปหาวิวสวยๆ ที่ไม่เหมือนปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเห็นพ้องกันว่า การเดินทางไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อชีวิต แต่เป็นสิ่งพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามา “ถ้าไม่มีเงินก็ยังไม่ต้องเที่ยวก็ได้ ในยุคนี้การท่องเที่ยวมันป๊อปมาก ซึ่งแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่ทำงานหนัก เก็บเงิน แล้วค่อยไปเที่ยวตอนแก่ แต่ยุคนี้จะคิดแบบเวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ดเดอร์ เราจะมีความสุขตอนนี้ ซึ่งมันไม่มีอันไหนถูกอันไหนผิด มันคือการดีไซน์ชีวิตตัวเองมากกว่า” วรรณแวว กล่าว

โลกของสาวแฝด

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่ง อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร ทั้งคู่ตอบในฐานะนักเดินทางว่า “เราเคยถามไกด์ภูฏานว่า ทำไมประเทศคุณต้องมีการจำกัดนักท่องเที่ยว เขาตอบว่า เพราะไม่อยากให้มีนักท่องเที่ยวมากกว่าคนในประเทศ จึงมีกฎที่ควบคุมให้เราเป็นแค่คนไปเยี่ยมเยือน ไม่ใช่ไปครอบครองพื้นที่ ดังนั้นเราอยากให้โลกมีการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสถานที่ท่องเที่ยว”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าโลกในอุดมคติที่ทั้งคู่ฝันไว้จะเป็นจริงหรือไม่ โลกใบนั้นจะมีวรรณแววและแวววรรณอยู่ด้วยกันแน่นอน แต่ตอนนี้ติดตามพวกเธอได้ที่เฟซบุ๊ก WW Hongvivatana

 

Leave a comment