ชนินทร์ ชูพจน์เจริญ หนุ่มไฟแรงในวงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/420212

ชนินทร์ ชูพจน์เจริญ หนุ่มไฟแรงในวงการc

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

กลายเป็นบันทึกหน้าใหม่ของวงการอาหารบ้านเราไปทันที หลังจากที่ ฮ็อทสตาร์ แฟรนไชส์ไก่ทอดยอดฮิตเบอร์หนึ่งจากไต้หวัน ที่มีเอกลักษณ์คือไก่ทอดเนื้อแน่นชิ้นใหญ่เท่าหน้าคน เดินทางเข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อปลายปี 2014 และได้เข้าไปจับจองที่นั่งในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็ว กระทั่งเปิดสาขาแรกที่เอ็มควอเทียร์ในเดือน มี.ค.ปีก่อน ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นในบ้านเรามาพักใหญ่ นั่นคือ ภาพของสาวกนักชิมต่อแถวยาวตั้งแต่ห้างเปิดยันห้างปิด เพื่อให้ได้ชิมสแน็กสุดฮิตสัญชาติไต้หวันนี้

ปรากฏการณ์ความนิยมที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์แบบไม่ทันตั้งตัวนี้ ไม่น่าเชื่อว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จจะเป็นเพียงนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอายุเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้น ที่สำคัญนี่ยังเป็นประสบการณ์นำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศมาเปิดตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของเขาอีกด้วย

อะไรคือความลับของความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย ถ้าพร้อมแล้วขอแนะนำให้รู้จัก ป้อง-ชนินทร์ ชูพจน์เจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ฮอท สตาร์ ลูกชายคนเล็กของ ชูพงศ์-นิภานันท์ ชูพจน์เจริญ เจ้าของและผู้ก่อตั้งร้านอาหารบาร์บีคิวพลาซ่า

จากคุณชายก้นครัวสู่ผู้บริหารไฟแรง

ตั้งแต่เด็ก ป้องมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจร้านอาหารของที่บ้าน เขาจึงเลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ จนสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ

หลังจากหาประสบการณ์ทำงานอยู่ที่สหรัฐประมาณครึ่งปี ก็ประจวบกับโรงงานใหม่ของเดอะบาร์บีคิวพลาซ่าที่นวนครใกล้จะแล้วเสร็จ ป้องจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาช่วยประสานงานและดูแลงานเป็นระยะสั้นๆ ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทในหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เอ็มบีเอ) ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ควบคู่การทำงานเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจที่บริษัท ศศินทร์ แมนเนจเมนท์ คอนซัลติ้ง

“ที่บ้านผมไม่ได้บังคับนะว่าต้องเรียนอะไร หรือเรียนแล้วต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน แต่พอดีช่วงที่ผมเรียนจบปริญญาโท พี่สาวทั้งสองคนของผม ซึ่งเข้ามาช่วยบริหารงานธุรกิจของที่บ้านแล้ว ชักชวนให้ผมเข้ามาช่วยงานที่บ้าน โดยมอบหมายงานในส่วนที่ผมคิดว่าตรงกับความรู้และความสนใจของผม ผมเลยตัดสินใจกลับมาช่วยงานที่บ้าน”

 

พาเล่าย้อนวันวานมาถึงตรงนี้ ผู้บริหารหนุ่มอารมณ์ดีเล่าไปก็อดอมยิ้มไปกับภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาไม่ได้ เมื่อนึกถึงภาพสามพี่น้องสมัยเด็กที่ไม่น่าเชื่อว่า บทบาทสมมติที่พวกเขาเคยทำในวัยเด็กจะกลายเป็นเบ้าหลอมมาสู่สิ่งที่ทั้งสามเป็นในวันนี้

“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาพวกเราไปช่วยงานที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า พี่สาวคนโต เป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ (ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น) จะรับหน้าที่ดูแลงานในส่วนบริการร่วมกับพี่ๆ ในร้าน ส่วนพี่สาวคนรอง ปุ้ย-นีรดา ชูพจน์เจริญ (ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน) จะประจำการที่ตำแหน่งแคชเชียร์ ส่วนผมเองขอหลบหน้าร้านเข้าไปประจำการในครัว เรียนรู้การทำอาหาร ซึ่งพอโตมา ช่วงแรกๆ ผมก็ได้เข้ามาดูแลในส่วนครัวกลางจริงๆ ซึ่งมองย้อนไป งานที่เรารับผิดชอบทุกวันนี้ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำในวัยเด็ก” ป้องเล่าอย่างอารมณ์ดี

 

มื้อตามใจปาก ช่องว่างในตลาดอาหาร

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะรับหน้าที่ควบคุมมาตรฐานครัวกลาง ด้วยตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า ป้องยังได้รับมอบหมายให้ดูแลฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการมองหาแบรนด์ใหม่ๆ มาเสริมทัพบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ภารกิจในการนำเข้าแบรนด์ฮอท สตาร์ของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น

“ผมเห็นช่องว่างของอาหารมื้อตามใจปาก (สแน็กระหว่างมื้อ) ในตลาดอาหารไทยยังว่างอยู่ ดังนั้นผมจึงคิดว่า เราน่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ คำถามคือเราจะพัฒนาแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเอง หรือนำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศ สุดท้ายจากการหาข้อมูลหลายๆด้านแล้ว ผมตัดสินใจเลือกนำเข้าแบรนด์สแน็กจากไต้หวัน”

ถามว่าทำไมต้องไต้หวัน ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า เพราะช่วงนั้นเทรนด์อาหารเกาหลีและญี่ปุ่นในเมืองไทยมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบกับทางทีมงานเห็นว่า ไต้หวันเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความน่าสนใจทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและอาหาร

“ย้อนไป 3 ปีที่แล้ว ถ้านึกถึงผลิตภัณฑ์เด่นๆ ของไต้หวัน คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากไก่ทอดฮ็อทสตาร์ เราเลยเลือกที่จะดึงเอาจุดเด่นนี้เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเราเป็นผู้นำเทรนด์จากไต้หวันเข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยเป็นเจ้าแรกๆ ก็ว่าได้ จริงๆ ตอนนั้นผมก็มีแบรนด์อื่นๆ ในใจที่อยากนำเข้ามา แต่มาลงตัวที่ไต้หวัน เพราะเราไม่อยากตามหลังคนอื่น อยากเป็นผู้บุกเบิกนำอะไรใหม่ๆ เข้ามาตลาดตัวจริง”

 

ป้อง บอกด้วยว่า การนำแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักเข้ามา มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ง่ายต่อการทำแบรนด์ แต่สิ่งที่ท้าทายคือ กว่าจะเจรจาเพื่อขอนำเข้ามาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างฮ็อทสตาร์เองก็เคยมีหลายบริษัทในไทยติดต่อขอนำเข้ามา แต่ไม่สำเร็จ จนมาถึงทีมงานของเขา ซึ่งโชคดีที่ตัวเขาเองสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ บวกกับเป็นทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ เลยทำให้เจ้าของแบรนด์มั่นใจและเชื่อมั่นว่าเราจะนำพาแบรนด์ของเขาไปได้ไกลในตลาดอาหารไทย

“หลังจากเซ็นสัญญากันแล้วผมต้องไปเรียนฝึกทอดไก่อยู่กับทีมที่ไต้หวันถึง 100 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะทำให้ผมรู้และเข้าใจกระบวนการทำทั้งหมด ดังนั้นช่วงแรกๆ ที่เปิดสาขาที่เอ็มควอเทียร์แล้วมีคิวยาว แอ็กชั่นแรกที่ผมทำทันทีคือ ขอเพิ่มเตา เพื่อจะได้สินค้าจำนวนที่มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม เริ่มมีการจำกัดจำนวนการซื้อต่อคน เพื่อจะได้สามารถกระจายสินค้าให้ทั่วถึง แอ็กชั่นต่อมา คือ สั่งของเพิ่มให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งตอนที่เราขอเพิ่ม ทางแบรนด์ก็แปลกใจ ยังแซวเราว่า ถ้าเราเอาไปหมด เขาจะเอาของที่ไหนส่งให้ทางฟิลิปปินส์ (หัวเราะ)”

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฮ็อทสตาร์ประสบความสำเร็จแบบเหนือความคาดหมาย ชนิดที่แม้แต่ผู้บริหารแบรนด์ก็ไม่คาดคิดนี้ ป้องเชื่อว่า เป็นเพราะความน่าสนใจของตัวสินค้า บวกกับนิสัยคนไทยที่ชอบความแปลกใหม่

“ในฐานะที่เราเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่นำเข้าสแน็กสัญชาติไต้หวันเข้ามาขายในเมืองไทย ย่อมสร้างความแปลกใหม่ในตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนปรากฏการณ์ความนิยมที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าเป็นเพียงกระแสความนิยมในช่วงแรกเท่านั้น คงไม่ได้มีคิวยาวแบบนี้ตลอดไป แต่ธุรกิจเราก็ยังเดินต่อไป เพราะเรายังมีเมนูใหม่ๆ ที่จะมาเสริมทัพเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาอาหารมื้อตามใจปากอีกมากมาย นอกจากตัวไก่ทอดที่เป็นฮีโร่ของเรา”

ที่หลายคนมองว่า เป็นแผนการตลาดเพื่อจงใจสร้างกระแสจ้างคนมาต่อแถวหวังเรียกกระแสนั้น ผู้บริหารหนุ่มอนาคตไกล บอกว่า ตั้งแต่เราทำร้านบาร์บีคิวพลาซ่ามาจนถึงฮ็อทสตาร์ เราทำธุรกิจด้วยความจริงใจเสมอ เราเชื่อว่ากระแสไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้แบรนด์ยั่งยืน แต่ความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้เราต่างหาก คือสิ่งที่จะทำให้แบรนด์ยั่งยืน และทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำๆ”

 

บทเรียนใหม่ของนักบริหาร

เร็วๆ นี้ฮ็อทสตาร์ในประเทศไทยจะอายุครบ 1 ขวบ ถามว่า 1 ปีที่ผ่านมา กับบทบาทการเป็นผู้บริหารเต็มตัว ป้องยอมรับว่าเป็น 1 ปีที่เขาได้เรียนรู้หลายอย่าง แน่นอนว่าแม้แบรนด์จะโตเร็วกว่าที่คิด แต่เราก็ยังอยากไปต่อ และเราก็ดีใจ ที่มีส่วนทำให้ตลาดอาหารนำเข้าจากไต้หวันมีสีสัน และพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่า ตลาดของอาหารมื้อตามใจปากมีอยู่จริง

“ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารที่ครอบครัวเราปลุกปั้นขึ้นมา และได้บริหารแบรนด์อาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผมมองเห็นถึงความแตกต่างของธุรกิจอาหารสองสไตล์นี้อย่างชัดเจน สำหรับการสานต่อธุรกิจอาหารของครอบครัว หน้าที่ของเรา ทำอย่างไรเพื่อรีเฟรชแบรนด์ของเราให้เป็นที่รักและครองความเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคให้ได้ ขณะที่ความท้าทายในการนำเข้าแบรนด์ใหม่คือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้จัก เข้าใจวัฒนธรรมการกินในบริบทที่แตกต่างทางวัฒนธรรมที่เราพยายามนำเสนอ”

ป้องยอมรับว่า ส่วนตัวเขาเอง การเข้ามาบริหารฮ็อทสตาร์เป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับคนหนุ่มอย่างเขา แต่อย่างน้อยด้วยความรู้ที่ศึกษามาทั้งสายอาหารและสายบริหาร ทำให้เขาสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่

“สำหรับผม ฮ็อทสตาร์ถือเป็นอีกเวทีที่ทำให้ผมได้แสดงศักยภาพของตัวเอง ทำให้ผมกล้าขึ้น กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ อย่างน้อยผมก็เข้าใจความหมายของคำว่าล้มเหลวมากขึ้น เพราะการที่เราทำอะไรแล้วล้มเหลว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมแพ้ แต่หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง และหาทางที่จะก้าวเดินต่อไป” ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงกล่าวทิ้งท้าย

 

Leave a comment