ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/415690

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ชะตาชีวิตเหมือนจะลิขิตให้เชฟสาวไฟแรง อย่างเชฟใหม่-ชลิดา เจตนเมษฐ์ เดินไปตามเส้นทางแห่งความฝันบนถนนสายแฟชั่นที่เธอชื่นชอบ แต่สุดท้ายแล้วโชคชะตาก็เล่นตลก นำพาเธอไปสู่อีกเส้นทางที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสและตกหลุมรัก นั่นคือการเป็นเชฟขนมหวาน
ตลอดหลายปีที่ได้โลดแล่นอยู่กับโลกของการทำขนม สาวน้อยหน้าใสค่อยๆ ค้นพบคำตอบให้กับตัวเองว่า โลกของขนมคือโลกใบที่เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกวัน
“ด้วยความรักในแฟชั่น อยากจะทำงานในสายแฟชั่น ทำให้ใหม่เลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาแฟชั่นดีไซน์ มหาวิทยาลัยรังสิต พอเรียนจบก็มาตามความฝันด้วยการเป็นดีไซเนอร์แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอยู่ 1 ปี ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนต่อกราฟฟิกดีไซน์ ที่เมลเบิร์น แต่เพราะช่วงที่ไปภาษาอังกฤษเราไม่แข็งแรง พอปรึกษาที่บ้าน ที่บ้านเลยแนะนำว่า ให้เลือกเรียนต่อในสาขาที่ไม่เน้นภาคทฤษฎีมาก แต่เน้นด้านการปฏิบัติซึ่งตรงกับความชอบของใหม่ สุดท้ายเลยมาลงตัวที่สาขาทำขนม”
เชฟใหม่ บอกว่า ตอนที่ตัดสินใจจะเรียนต่อเป็นเชฟขนมนั้น เธอไม่ได้มีพื้นฐานด้านงานครัว หรือทำขนมเป็นมาก่อนแม้แต่น้อย เพียงแต่เห็นว่าน่าสนใจ เลยตัดสินใจไปเทกคอร์สที่สถาบันวิลเลียม แองกิส ซึ่งเป็นสถาบันฝึกวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร การโรงแรม การท่องเที่ยว ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงของออสเตรเลีย

“ใหม่ใช้เวลาเรียนปีครึ่ง ช่วงแรกๆ ก็มีปัญหาเรื่องภาษาบ้าง แต่อาศัยว่าในคลาสอาจารย์จะสาธิตวิธีทำขนมให้ดูเยอะ ก็เลยผ่านมาได้ และเริ่มสนุกกับการเรียน หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทย ใหม่ก็มาเริ่มหางานทำในร้านขนมทันที เริ่มจากร้านขนมเล็กๆ จนมาสมัครเป็นเชฟขนมที่ร้านเมลทมี”
ทุกวันนี้ เชฟใหม่เป็นหนึ่งในทีมเชฟขนมของร้านเมลทมี หน้าที่หลักของเธอคือ รับโจทย์ไปครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาเอาใจผู้บริโภค และคอยตระเวนไปตามสาขาต่างๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเมนูที่เสิร์ฟให้ลูกค้า เชฟใหม่ บอกว่า สำหรับใครที่อยากมาเจอตัวจริงของเธอตลอดเดือนนี้ แวะมาทักทายกันได้ที่เมลทมี สาขาทองหล่อ
“ไฮไลต์ของร้านเรา คือ ช็อกโกแลต เพราะฉะนั้นสองเทศกาลใหญ่ๆ ที่เราต้องครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาเซอร์ไพรส์ลูกค้า คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่และวาเลนไทน์ ความท้าทายคือเราจะหาลูกเล่นอะไรมานำเสนอ โดยไม่ให้ลูกค้าเดาได้ อันนี้ก็เป็นการบ้านของใหม่ที่ต้องพยายามหาข้อมูล ตั้งแต่การปรับส่วนผสมใหม่ๆ มาใช้ ทดลองปรับสูตรเพื่อให้ได้ขนมที่อร่อย และหน้าตาออกมาดี อย่างวาเลนไทน์ปีนี้ ใหม่เลือกชูไอเดียใช้ช็อกโกแลตเป็นตัวแทนบอกรักได้ทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะต้องเป็นคนรัก”

เชฟใหม่ บอกว่า นอกจากจะมีอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งทรัพยากรหลักในการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แล้ว ต้องขอบคุณความรู้ด้านแฟชั่นที่มี เพราะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เธอมีไอเดียมาใช้ในการสร้างสรรค์เมนูขนมด้วย
“การทำขนมกับการทำงานในวงการแฟชั่น ใหม่คิดว่ามีความคล้ายคลึงกันนะ เพราะต่างเป็นงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน ด้วยความที่เราชอบแฟชั่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางครั้งก็หยิบเอาเทรนด์แฟชั่นมาใช้ในการทำขนม เช่น โทนสีไหนมาแรง เราก็เอามาเป็นไอเดียในการทำขนม ใหม่คิดว่าการทำขนม ถ้าอาศัยแค่ฝีมือ แต่ไม่เติมไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ขนมที่ออกมาจะเป็นเพียงขนมที่รสชาติดี แต่หน้าตาขนมที่ออกมาจะดีหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่างกับเชฟขนมที่ใส่ทั้งฝีมือเพื่อให้ได้ขนมที่อร่อย บวกกับความพิถีพิถันและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ขนมที่ทั้งรสอร่อย แถมหน้าตาขนมที่ออกมาก็สวยงาม”
เชฟใหม่ บอกว่า ในอนาคตเธอฝันอยากจะมีร้านขนมของตัวเอง แต่คงเป็นอนาคตไกลๆ เพราะตอนนี้เธอยังสนุกกับงานที่ทำ เพราะเป็นงานที่ทำให้เธอได้คิดและลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา
“ใหม่ว่าเสน่ห์ของอาชีพเชฟ คือ นอกจากจะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา คือ ผลงานที่เราทำออกมาไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เราคนเดียว แต่ต้องถูกใจคนอื่นด้วย อย่างงานของเราทุกวันนี้ ทำออกมาก็ต้องดูกระแสตอบรับจากลูกค้าด้วย ถ้าเมนูไหนทำออกมาแล้วลูกค้าชอบ คนทำอย่างเราก็อดภูมิใจไม่ได้”

Rasberry Rose (ช็อกโกแลตรูปปาก)
ส่วนผสม สำ หรับ 12 ชิ้น
1.ไวท์ช็อกโกแลต 450 กรัม
2.น้ำราสพ์เบอร์รี่สูตรเข้มข้น150 กรัม
3.โกโก้บัตเตอร์ ปริมาณเล็กน้อย
4.กลิ่นกุหลาบ ปริมาณตามความชอบ
5.สีผสมอาหารแบบธรรมชาติ (ชนิดผง) ปริมาณเล็กน้อยวิธีทำ
1.นำ โกโก้บัตเตอร์ไปตั้งไฟจนละลายเป็นน้ำ จากนั้นให้เติมสีผสมอาหารธรรมชาติลงไป (สามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ) แนะนำ ให้เลือกสีผสมอาหารแบบผง เพราะถ้าใช้แบบน้ำ จะผสมออกมาแล้วไม่เข้าเป็นเนื้อเดียวกับช็อกโกแลต จากนั้นคนให้เข้ากันและทิ้งไว้จนได้อุณหภูมิ 35-40 องศาเซลเซียส แล้วนำ ใส่แอร์บลัชเพื่อนำ ไปพ่นในแม่พิมพ์เพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ (แนะนำ ให้พ่นประมาณ 2-3 รอบ เพื่อให้สีเนียนสนิทเท่ากัน) จากนั้นวางทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10-15 นาที แล้วพักไว้ เพื่อรอนำ ไปตกแต่งในขั้นตอนสุดท้าย
2.นำ ราสพ์เบอร์รี่เข้มข้นไปต้มที่อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส (อย่าปล่อยให้เดือดจัด แค่พอเป็นฟองอากาศที่ขอบๆ หม้อก็ใช้ได้)
3.นำ น้ำราสพ์เบอร์รี่เข้มข้นเทลงในไวท์ช็อกโกแลตปริมาณ 250 กรัมคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นทิ้งพอให้หายร้อน จึงใส่กลิ่นกุหลาบลงไปเสร็จแล้วให้พักไว้ เหตุผลที่ต้องทิ้งให้คลายความร้อนก่อน เพราะความร้อนจะทำ ให้กลิ่นที่ใส่ลงไประเหยไปหมด
4.นำ ไวท์ช็อกโกแลตส่วนที่เหลือมาละลาย โดยให้อุณหภูมิอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส เพราะถ้าอุณหภูมิต่ำหรือสูงกว่านี้ ช็อกโกแลตจะไม่เซตตัว จากนั้นนำ ช็อกโกแลตมาเทใส่แม่พิมพ์ จนช็อกโกแลตบริเวณขอบๆ แม่พิมพ์เลยเซตตัว ให้ค่อยๆ เคาะออกจากพิมพ์จากนั้นให้นำ ไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 25-30 นาที
5.นำ ตัวไส้ราสพ์เบอร์รี่ที่เตรียมไว้มาบีบใส่ช็อกโกแลตที่เตรียมไว้ในข้อ4 ประมาณ 80% จากนั้นนำ เข้าไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน เสร็จแล้วนำ มาทาช็อกโกแลตเพื่อปิดส่วนที่ยังไม่มีช็อกโกแลตเคลือบ แล้วตกแต่งให้สวยงาม