อยากสโลว์ไลฟ์…ไปเที่ยวนอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410715

อยากสโลว์ไลฟ์...ไปเที่ยวนอร์เวย์

โดย…ปอย

ไม่ใช่ประเทศในฝันแถบยุโรป หรูหราศิวิไลซ์ไปด้วยศิลปวัฒนธรรมในแบบสเปนอิตาลี ฝรั่งเศส ที่หลับตาก็จะคิดถึงสถานที่หรูๆ มากมายให้เลือกท่องเที่ยว ซึ่งก็แล้วแต่สไตล์ใครชอบเที่ยวแบบไหน แต่เมื่อเพื่อนขาเที่ยวตัวยงชักชวนไปท่องเที่ยวในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย มนตรี รงค์ทอง บอกว่าก็นึกถึงภาพ “นอร์เวย์” ไม่ออกเอาเลยจำได้แค่ว่าตอนเรียนวิชาภูมิศาสตร์ประเทศนี้ ก็มี “ฟยอร์ด” ดูน่าตื่นเต้นที่สุดแค่นั้นเอง

หนุ่มผู้บริหารบริษัทพีอาร์มาดเนี้ยบเรียบร้อยคนนี้ ชอบอัพภาพวิวสวยๆ ในประเทศต่างๆ ให้บรรดาเฟรนด์บนโลกออนไลน์ชมกันเป็นประจำ จัดเป็นนักเดินทางตัวจริงที่มีโอกาสเดินทางกว่า 20 ประเทศ แล้วถ้าต้องยกให้ประเทศที่ควรไปเปิดโลกใบใหม่ Placesto see before you die คำตอบคือ 7 วันในนอร์เวย์คือท็อปไฟว์ที่สุดของเดสติเนชั่นในความทรงจำ

 

ยุโรปเหนือ…เริ่มต้นที่ออสโล

แนวคิดการท่องเที่ยวสำหรับทริปนี้ เน้นสไตล์เทคไทม์ ไม่เร่งรีบ เดินเล่นชมเมืองถ่ายรูปสวยๆ สงบๆ ไปดูพิพิธภัณฑ์ จุดหมายปลายทางมี 4 เมือง ออสโล เมืองหลวง ถือเป็นจุดเซ็นเตอร์ของการเดินทาง เพื่อไปยังอีก 3 เมืองคือ เมืองสตาวังเงร์ (Stavanger) เบอร์เกน(Bergen) และเมืองโฟลม (Flam)

สายการบินไทยพาบินตรงร่วม 11 ชั่วโมงครึ่งสู่ออสโล จุดหมายต่อไปคือการเดินทางต่อเครื่องบินไปเมืองสตาวังเงร์ (Stavanger) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ไฮไลต์คือต้องปีนเขาขึ้นไปชมวิวสุดฟยอร์ดท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนอลังการ มนตรี บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า เพื่อนๆ พากันเซอร์ไพรส์ไปตามๆกันเมื่อบอกว่าทริปนี้ไปลุยปีนเขา Preikestolenเดินเท้ายิงยาว 2 ชั่วโมงไปยังลานมีชื่อเรียกว่าPulpit Rock ระหว่างทางเดินไม่มีร้านค้าเลยต้องเตรียมกระเป๋าเป้เซอร์ไวเวอร์ตระเตรียมพร้อมสรรพ ทั้งอาหาร ผลไม้เพิ่มพลัง กล้วยส้ม น้ำดื่ม ก็ต้องแบกขึ้นเขาไปด้วยตัวเอง

 

“การเดินทางคือเรื่องท้าทายให้ฝึก Chalenge นะครับ ทริปนี้ก็ถือเป็นบททดสอบเพราะกว่าจะมาถึงก็ต้องเดินทาง ทั้งนั่งรถทัวร์แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ ช่วงเดินขึ้นเขาไปไม่ถึงครึ่งทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ ผมก็อยากหันไปบอกเพื่อนร่วมกลุ่มว่าขอเดินกลับไปรอที่บ้านพักได้ไหม(บอกพลางหัวเราะ) มีป้ายให้ศึกษาเส้นทางก่อนเดินขึ้นเขา ซึ่งเดือนที่ไปคือ ต.ค. เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฝนตกพรำๆ หมอกลงทั้งวันเลยครับ อากาศเย็น 10 กว่าองศา จัดเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยนอกจากกลุ่มเรามีนักท่องเที่ยวเกาหลีขึ้นไปถึงก่อนเราแค่คนเดียวเท่านั้น การท่องเที่ยวนอร์เวย์เน้นธรรมชาติ ถือเป็นประเทศโอโซนเยอะ มีอากาศบริสุทธิ์มาก

เขาจัดการท่องเที่ยวได้ดีมากเลยครับธรรมชาติต้นไม้ใหญ่ๆ หินก้อนโตๆ ยังอยู่ครบเส้นทางไม่สบายแน่ๆ แต่ก็ไม่ลำบากจนเกินไปแม้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลย เพื่อรักษาเส้นทางธรรมชาติแท้จริง ก็เดินไปชมวิวทะเลสาบไปด้วย และเรื่องน่าชื่นชมที่สุดคือการจัดที่พักที่มีเพียงบ้านหลังใหญ่หลังเดียวแบบอุทยานแห่งชาติบ้านเรา โดยมีความเป็นสากลมาก มีโซนให้เลือกนอน ทั้งแบบห้องรวม หรือห้องเดี่ยวแยกห้องน้ำ อาคารที่พักดูเรียบๆ ง่ายๆ นะครับ แต่มีดีไซน์ เช่นเดียวกับร้านอาหารหน้าตาก็ไม่ใช่แบบแคนทีนแบบอุทยานแห่งชาติบ้านเรา แต่จะดูเก๋ อาหารรสชาติดีมาก ผมไม่กินปลาดิบ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดใจลองกินแซลมอน เพราะไม่คาว เขาเน้นเลือกวัตถุดิบดี แล้วทั้งที่ขึ้นภูเขามาไกลขนาดนี้ แต่อาหารก็อร่อยระดับโรงแรมในราคาที่รับได้ ไม่ได้ชาร์จ เรียกว่ารองรับคนได้ทุกๆ กลุ่ม ใครเที่ยวสไตล์หรูหราหรือแบ็กแพ็กก็พักที่นี่กันได้สบายเลยครับ”

 

เมืองตากอากาศเล็กๆในเทพนิยาย

เมืองน่าประทับใจอีกเมือง คือ เมืองโฟลม(Flam) งดงามเหมือนเมืองในเทพนิยาย บ้านสีส้มสดประหนึ่งบ้านตุ๊กตา ตั้งอยู่ริมทะเลสาบแสนสงบ แค่ใช้เพียงวันเดียวก็เดินเที่ยวชมได้ครบทั้งเมือง วิถีเมืองนี้ชาวบ้านปลูกแอปเปิ้ลเป็นหลัก เดินไปไหนมาไหนก็จะเห็นคุณย่าคุณยายแหม่มออกมาเก็บแอปเปิ้ลลูกจิ๋วๆ ที่หน้าบ้าน ธรรมชาติยังเป็นจุดขายหลัก น้ำตกภูเขา คือวิวสองข้างทาง คนไทยกดชัตเตอร์กันกระหน่ำ

ระหว่างนั่งรถไฟกลับออสโล มีการจอดรถให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปน้ำตก Kjosfossenสวยที่สุดในเมืองกันแบบจุใจไปเลย

 

“อะเมซิ่งมากกัปตันรถไฟประกาศให้พวกเราลงไปถ่ายรูปกันได้ด้วยนะครับ (ยิ้ม) บอกได้ถึงความเอาใจใส่ในการท่องเที่ยวจริงๆ เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีโรงแรมวินเทจแค่แห่งเดียว มีโบสถ์ยุคโบราณและพิพิธภัณฑ์รถไฟเก่าแก่ให้เที่ยวชม จะเรียกว่าเป็นเมืองตากอากาศบ้านนอกของเขาก็ได้ครับ ซูเปอร์มาร์เก็ตมีแห่งเดียวเช่นกัน แต่ระหว่างเราเดินเที่ยวกันกลับได้เห็นรถยนต์ราคาแพง เช่น จากัวร์ เบนซ์ขับสวนกันไปมา แสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในชุมชนเล็กๆ ในบ้านเขาได้อีกด้วย

ที่สุดของความประทับใจอีกหนึ่งเรื่อง คือได้สัมผัสว่าชาวยุโรปที่มีการศึกษาเขาเป็นกันแบบนี้เองนะครับ คือในเมืองท่องเที่ยวห่างไกลเมืองหลวง แต่คนพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว นักท่องเที่ยวสอบถามเส้นทางได้สบาย แล้วนอกจากเต็มใจตอบก็ยังมีน้ำใจดีมากๆ เลยนะครับ เสิร์ชมือถือช่วยหาหรือโทรศัพท์สอบถามคนรู้เส้นทางให้อีกต่างหากทำให้กลับมาคิดด้วยว่าเราภูมิใจที่บ้านเราเป็นสยามเมืองยิ้ม คนมีน้ำใจชนะขาดใครในโลกนี้ แต่พอผมได้ไปสัมผัสชาวยุโรปเหนือแล้วน้ำใจบ้านเขาก็ที่สุดในโลกไม่แพ้ใครเช่นกันนะครับ (ตบท้ายด้วยรอยยิ้ม)

 

เรื่องความซื่อสัตย์คือเรื่องดีที่สุดของประเทศนี้ ตอนไปนอนเมืองสตาวังเงร์ จองที่พักไป 7,000 กว่าบาท ก็ได้ทอนกลับมา เขาบอกว่าคุณมาช่วงโลว์ซีซั่นราคาจึงถูกกว่าเดิมแค่ 3,000 กว่าบาทแค่นั้น หรือความที่เรางงๆเรื่องค่าเงินไปบ้าง ถ้าเราให้เงินเกินไป เขาก็ทอนกลับมาให้ ไม่มีถือโอกาสเลยครับ”

ความสวยสดงดงามจากการเดินทาง ไม่เพียงแค่มองเห็นด้วยตาเท่านั้น แต่การสัมผัสด้วยใจ มนตรี ย้ำว่านี่คือเสน่ห์ที่ติดอยู่ในใจของการได้ออกเดินทางไปท่องโลก และทริปนี้ก็ชนะใจกับการเดินเท้าขึ้น Pulpit Rock หน้าผากว้างใหญ่สูงชันราว 604 เมตร จุดท่องเที่ยวมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ มองเห็นฟยอร์ดสุดลูกหูลูกตา ใครอดทนเดินถึงได้ชมวิวบนนี้รับรองลืมเหนื่อยไปเลย ความทรงจำนี้คิดถึงเมื่อใดก็มีรอยยิ้มติดมุมปากได้เสมอ

 

– เริ่มวางแผนการเดินทาง แนะนำเสิร์ชหาข้อมูลที่ www.norwayinanutshell.com มีแพ็กเกจท่องเที่ยวให้เลือกตามสไตล์แต่ละคน หรือ www.nasjonaleturistveger.no/en/routes บอกเส้นทางการท่องเที่ยวของนอร์เวย์โดยจัดเป็น National Tourist Route 18 เส้นทาง ทำให้วางแผนเที่ยวได้ง่ายมากนักท่องเที่ยวดาวน์โหลดทางมือถือเพื่อซื้อตั๋วเดินทาง ตอนขึ้นรถบัสก็เปิดมือถือให้คนขับรถดูตั๋วได้เลย

– อาหารท้องถิ่นรสเลิศ ส่วนใหญ่ทำจากปลา บอกถึงวิถีชีวิตที่ทำฟาร์มมายาวนาน ปลาแซลมอน ปลาคอดแฮร์ริ่ง ปลาเทราต์ และอาหารทะเลอื่นๆ และจานถ้วยชามนอร์เวย์สไตล์ดั้งเดิมก็เป็นของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ก็แพ็กกลับเมืองไทยได้สบาย

– ร้านขายของตกแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนมีอยู่ทุกๆ มุมถนน พอๆกับร้านขายอาหารตามสั่งบ้านเรา เป็นแหล่งช็อปปิ้งแสดงเอกลักษณ์ของนอร์เวย์ ข้าวของราคาไม่แพง ซื้อกลับมารับรองคุ้มค่า

 

Leave a comment