ภูกระดึงถึงลิงคบรรพต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419934

ภูกระดึงถึงลิงคบรรพต

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ช่วงที่มีวิวาทะเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง พอดีผมกำลังสนใจเรื่องวัดภู เมืองจำปาสัก ประเทศ สปป.ลาว เห็นความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง

เมื่อพูดถึงวัดภูคนทั่วไปมักจะนึกปราสาทหินศิลปะเขมรโบราณขนาดใหญ่ที่เชิงเขา ปราสาทแห่งนี้ยังใช้การอยู่ในฐานะวัดทางพุทธศาสนาแต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งของวัดภูที่นักท่องเที่ยวมักนึกไม่ถึง คือ ส่วนที่เรียกว่า “ลิงคบรรพต” หรือภูเขารูปลึงค์ ซึ่งเป็นหัวใจของวัดภูไม่ใช่ตัวปราสาท

ภูเขารูปลึงค์ ก็คือ ภูเก้า ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังปราสาทหิน บนยอดเขามีศิวลึงค์ธรรมชาติ (หรือลึงค์ที่เกิดเองเรียกว่า สวยัมภูลึงค์) ตั้งอยู่เป็นหินก้อนใหญ่สูงตระหง่าน คนสมัยก่อนมองไกลๆ นึกว่าเป็นสัญลักษณ์พระอิศวรเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ แต่คนปัจจุบันมองเห็นเป็นหัวจุกปทุมถัน เรียกว่าหัวนมสาว

ยอดภูเก้าร้อยวันพันปีไม่มีใครขึ้นไป มีแต่นักโบราณคดีขึ้นไปเก็บวัตถุโบราณลงมารักษาไว้ ผมเองสงสัยมานานว่าข้างบนเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมันดูยิ่งใหญ่ลี้ลับชวนให้น่าค้นหาจริงๆ จนได้อ่านบันทึกการเดินทางของคุณ Willard Van De Bogart ที่เคยขึ้นไปพร้อมคณะสำรวจของทางการลาวเป็นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน การขึ้นไปยอดภูเก้าใช้เวลา 9 ชั่วโมง และต้องค้างคืนข้างบน กว่าจะไปถึงยอดต้องใช้แรงกายพอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึงจะพบหินตั้งธรรมชาติขนาดมหึมา ซึ่งคุณ Van De Bogart บอกว่าน่าจะเป็นสุดยอดของสวยัมภูลึงค์เพราะมันใหญ่จริงๆ ชาวบ้านยังเล่าว่ามีหินรูปวัวอุสุภราชนั่งเฝ้าพระเป็นเจ้าอยู่ แต่ไม่ทราบว่าจุดไหน

ภูเก้ามีความสำคัญมาก บันทึกสมัยราชวงศ์สุยบรรยายว่า มีการตรึงกำลังทหารหนึ่งพันคนเฝ้ารักษายอดเขาไว้ แสดงว่าห้ามคนขึ้นไปเล่นๆ คุณ Van De Bogart บอกว่า ภูเก้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จริงแล้วไม่ควรขึ้นไป ควรจะทำประทักษิณรอบๆ ภูมากกว่า และรู้สึกสับสนว่าการขึ้นไปภูเก้าเป็นที่เหมาะสมหรือไม่ จนกระทั่งคุยเรื่องนี้กับนักโบราณอิตาเลียนเธอบอกอย่างตกใจว่า “เขาห้ามขึ้นไปลิงคบรรพตนะ” เท่านั้นแหละเขารู้สึกผิดเสียเต็มประดา และกังวลว่าในอนาคตไม่ควรจะมีการเปลี่ยนภูเก้าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะจะเสื่อมมนตร์ขลัง

กลับมาดูภูกระดึง ที่นี่ไม่มีสวยัมภูลึงค์ ไม่มีปราสาทหิน ไม่ได้เป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเจินล่า (เศรษฐปุระ) เหมือนวัดภู (เก้า) แต่มีความอัศจรรย์ทางธรรมชาติมากมาย และก่อนที่จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นที่รู้กันในหมู่นักปฏิบัติธรรมว่าภูกระดึงเป็นสัปปายะสถาน ครูบาอาจารย์หลายท่านมักเดินทางไปที่นี่และมีประสบการณ์ทางจิตมากมาย เรียกเป็น “แดนเนรมิต” ของนักปฏิบัติสายพุทธก็ว่าได้

ตอนนี้ภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน แม้ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในทางศาสนาจะหายไปบ้าง แต่ตอนนี้ควรสนใจ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในทางนิเวศวิทยามากกว่า ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างกระเช้าอย่างเดียว อยู่ที่จำนวนคนบนนั้นด้วย ภูกระดึงเหมือนจะแข็งแกร่งแต่จริงๆ แล้วเปราะบางพอสมควร ยังดีที่ปีหนึ่งๆ ปิดไปหลายเดือนให้พักฟื้น

ดังนั้น ก่อนที่จะสร้างกระเช้าผมว่าควรพูดถึงการคุมจำนวนนักท่องเที่ยวกันจะดีกว่า

 

Leave a comment