รับมือสังคมผู้สูงอายุ เผยหลักคิด ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431911

รับมือสังคมผู้สูงอายุ เผยหลักคิด ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

“ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะคนหนุ่มสาวต่างหลั่งไหลไปอยู่รวมกันในเมืองใหญ่ คนรุ่นใหม่ต้องทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น และด้วยภาระการงานที่บีบรัด จึงไม่ค่อยมีเวลากลับไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ท่ามกลางรูปแบบชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ “เนิร์สซิ่งโฮม” หรือ “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแล หรือไม่อยากปล่อยให้ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านตามลำพัง และพร้อมจะซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนผู้ซึ่งเป็นที่รัก” จรัลพัฒน์ สรวิสูตร เจ้าของโกลเด้นแคร์เนอร์สซิ่งโฮม กล่าวถึงความสำคัญของธุรกิจผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตในสังคมเมือง

โกลเด้นแคร์เนอร์สซิ่งโฮม นับเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายแรก ที่เปิดธุรกิจผู้สูงอายุในเมืองไทยจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่ยอมรับในเรื่องคุณภาพการให้บริการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะคัดแยกผู้สูงอายุตามระดับอาการป่วย เพื่อให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานและความเหมาะสมของเครื่องมือ อุปกรณ์ในการดูแล โดยจะมีบ้าน 2 หลังไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยไม่มาก สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอีกหลังไว้สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

“เราจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลตามหลักมาตรฐาน และที่สำคัญคือต้องมีใจรักและปฏิบัติต่อผู้สูงอายุเสมือนญาติพี่น้อง เพื่อให้เกิดผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจของผู้สูงอายุที่เข้ามาอยู่อาศัย”

สำหรับเนิร์สซิ่งโฮมผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานแล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันก็มีแนวโน้มว่าความต้องการของธุรกิจในรูปแบบนี้จะเติบโตขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องแนวคิด วัฒนธรรม ซึ่งบ่อยครั้งจึงเกิดการตั้งคำถามว่าจะเป็นการทอดทิ้งบุพการีหรือไม่

“ถ้าเปรียบเทียบกับสังคมเมืองนอก พอหลังจากก้าวสู่ช่วงวัยเกษียณ ก็จะเก็บเงินไว้ก้อนนึง แล้วเลือกเนิร์สซิ่งโฮมดีๆ จากนั้นก็ถือกระเป๋าเข้าไปอยู่เองเลยวัฒนธรรมทางสังคมของเมืองนอกจะเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะในแถบยุโรป อเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เรายังมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะในแง่ของค่านิยม หรือทัศนคติการตอบแทนบุญคุณ เพราะถ้าเอาพ่อแม่เข้าไปอยู่ บางคนก็มองในแง่ลบว่าพ่อแม่แค่ 2 คนทำไมถึงดูแลไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันไป แต่หากมองในภาพความเป็นจริงแล้วสังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคมที่ตกอยู่ในท่าบังคับชีวิตที่ต้องใช้เวลาในการทำงานเยอะขึ้น บ่อยครั้งภาระหน้าที่มันก็ไม่เอื้อต่อเราที่จะไปดูแล”

ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี ที่เปิดทำธุรกิจผู้สูงอายุจรัลพัฒน์ เผยหลักคิดในการทำธุรกิจผู้สูงอายุให้ประสบความสำเร็จว่า เจ้าของผู้ประกอบการต้องคิดว่าคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านเราคือญาติพี่น้อง ไม่ใช่ลูกค้า และไม่ควรเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่เน้นสร้างรายได้จากจำนวนผู้สูงอายุ แต่ควรเน้นการใส่ใจดูแลอย่างทั่วถึงมากกว่า

“อย่างในส่วนของผม จะมีคุณตาคุณยายเพียงแค่10 กว่าท่าน เพราะเราเน้นในเรื่องของความอบอุ่นเป็นหลัก ไม่ได้เน้นปริมาณของผู้สูงอายุ เวลาเดินเข้าไปในบ้าน ผู้สูงอายุจะทักเราเหมือนลูกเหมือนหลาน คือคำว่าเนิร์สซิ่งโฮม มันมีคำว่า “โฮม” ที่แปลว่า “บ้าน” อยู่ คอนเซ็ปต์ง่ายๆ คือเรารู้สึกกับคุณพ่อคุณแม่ของเรายังไง เราก็ต้องรู้สึกกับคุณตาคุณยายที่อยู่ในเนิร์สซิ่งโฮมของเราอย่างนั้น และไม่ว่าเราจะไปจ่ายตลาดเลือกซื้อของใช้อะไรก็แล้วแต่ให้คุณตาคุณยาย เราต้องคิดเสมอว่าเรากำลังซื้อให้กับญาติเราใช้ ไม่ใช่ไปซื้อที่มันถูกที่สุด เพื่อหวังที่จะลดต้นทุน มันเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของท่าน” จรัลพัฒน์ กล่าว

 

Leave a comment