สร้างแบรนด์หรูด้วยใจรัก เมธ เฮ้งตระกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/434993

สร้างแบรนด์หรูด้วยใจรัก เมธ เฮ้งตระกูล

โดย…ภาดนุ ภาพ… ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 32 ปี เมธ เฮ้งตระกูล แมเนจจิ้ง ไดเรกเตอร์ และเจ้าของแบรนด์เครื่องหนังซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่สัญชาติไทย “เมธธีค” (Mettique) สร้างแบรนด์ขึ้นจากความหลงใหลด้านแฟชั่นและเครื่องหนังที่เขาคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งตอนนี้แบรนด์เมธธีคของเขากำลังเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักเครื่องหนังระดับอินเตอร์และกำลังไปได้สวยทีเดียว

“ผมเรียนจบปริญญาตรีสาขาชีววิทยาจากโรลลินส์ คอลเลจ รัฐฟลอริดา สหรัฐ ช่วงที่เรียนอยู่ผมเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและเคยได้เหรียญมาบ้างประปราย แล้วผมยังเล่นไวโอลินให้กับวิทยาลัยด้วย เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ผมก็กลับมาเมืองไทย แล้วเรียนต่อปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ระหว่างนั้นก็ได้ไปเทกคอร์สเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จที่สหรัฐมาอีกหนึ่งคอร์สด้วยครับ”

ด้วยความที่ครอบครัวทำธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องหนังส่งออกให้กับแบรนด์ไทยและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง แอร์เมส หลุยส์ วิตตอง และซัลวาตอเร แฟร์รากาโม ซึ่งต้องนำเข้าหนังชนิดต่างๆ ที่ดีที่สุดในโลกเพื่อนำมาผลิตด้วยมือแบบคราฟต์แมนชิป เขาจึงซึมซับความชอบและปลูกฝังความชำนาญในเรื่องเครื่องหนังมาตั้งแต่นั้น และได้ต่อยอดพัฒนาไปสู่ธุรกิจเครื่องหนังในที่สุด

 

“การที่ผมโตมากับโรงงานผลิตเครื่องหนัง นอกจากจะได้เห็นและได้เรียนรู้เทคนิคทางด้านการตัดเย็บแล้ว ผมยังแยกแยะคุณภาพของหนังได้ด้วยว่า หนังผืนนี้เป็นหนังคุณภาพดีหรือหนังเกรดเอหรือไม่ เช่น หนังวัวที่คุณภาพดีที่สุดก็คือหนังท็อปเกรนหรือฟูลเกรน คุณภาพรองลงมาก็คือหนังกำมะหยี่ ซึ่งเป็นหนังใต้ผิวหนังอีกชั้นหนึ่งของวัว เป็นต้น ซึ่งผมสามารถแยกหนังได้ทุกชนิด เพราะตอนเด็กๆ ผมมักตามคุณพ่อไปโรงงานและได้พูดคุยกับช่างจนรู้กระบวนการทำกระเป๋าหนัง การเลือกหนัง และวิธีการฟอกหนังซึ่งโรงงานของเราต้องติดต่อกับโรงฟอกหนังอีกที พูดง่ายๆ ว่าหนังชนิดไหนต้องฟอกแบบไหนนี่ผมจะทราบดีเลยครับ

หรืออย่างการทำกระเป๋าหนังทรงแข็งสักใบ หากใช้หนังวัวในการตัดเย็บก็ต้องเป็นหนังชนิดหนาที่มีความแข็งกว่าปกติ ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็ยังช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่บ้าง แต่หลังจากเรียนจบ ป.โท ผมก็ไปทำงานเพื่อหาประสบการณ์โดยเป็นแบรนด์ แมเนเจอร์ ให้กับบริษัทประกันภัยระดับสากลแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์ต่างๆ ในทุกๆ ด้านขององค์กร ก็เป็นงานที่สนุกนะครับ เพราะได้ใช้วิชาที่เรียนมาเพื่อสร้างแบรนด์และปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ดูดีขึ้น”

เมธบอกว่า หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ลาออกมาเพื่อสานต่อความฝัน โดยสร้างเครื่องหนังแบรนด์เมธธีคขึ้น เพราะคิดไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องหนังที่เป็นชื่อของตัวเองให้ได้

“การที่ผมชอบในเรื่องแฟชั่น ชอบเครื่องหนัง และมีความรู้เกี่ยวกับหนังดี ว่าการจะทำกระเป๋าขึ้นมาสักใบหนึ่งนั้น ต้องใช้หนังเท่าไหร่ มีต้นทุนแค่ไหน และทราบเรื่องการตลาดดี จึงเป็นแรงผลักดันให้ผมสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา อีกอย่างผมรู้สึกว่ากระเป๋าหนังแบรนด์เนมสมัยนี้ แม้จะขายในราคาแพงแต่คุณภาพของหนังที่ใช้นั้นมักจะไม่ใช่หนังคุณภาพดีที่สุดอย่างที่ควรจะเป็น บางแบรนด์ใช้หนังวัวเกรดท็อปเกรน ซึ่งเป็นหนังที่ดีที่สุด มีลวดลายที่สวยและมีความยืดหยุ่นสูงก็จริง แต่ก็กลับใช้หนังแสตมป์ซึ่งเป็นหนังท็อปเกรนที่มีตำหนิหรือมีความยืดหยุ่นน้อยมาทำกระเป๋าแทนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งตรงนี้ลูกค้าทั่วไปที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องหนังก็จะดูไม่ออก ผมจึงอยากทำสินค้าเครื่องหนังที่มีคุณภาพสูงให้คนรักหนังได้ใช้กัน

ผมเริ่มลองทำแบรนด์เมธธีคจริงๆ ในปี 2010 โดยวิเคราะห์ตลาดแล้วแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ เทคโนโลยี แฟชั่น และซิการ์ ซึ่งโปรดักต์แรกที่ทำก็คือ เคสหนังของมือถือไอโฟนซึ่งทำจากหนังจระเข้ หนังนกกระจอกเทศ และหนังงู โดยไปติดต่อวางขายตามร้านไอสตูดิโอ ต่อมาก็ทำเคสใส่ซิการ์ขึ้นมา ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดเย็บด้วยมือ ลงสีด้วยมือ และใช้หนังอย่างดีที่สุด แต่อาจจะเฉพาะกลุ่มสักหน่อย จากนั้นก็เริ่มทำโปรดักต์แฟชั่นไปฝากขายตามร้านเพื่อนๆ ก็มีกระเป๋าสตางค์ กระเป๋านามบัตร ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดี ผมจึงทำสินค้าหลากหลายขึ้น ซึ่งแรกๆ ก็นำมาเสนอและเปิดเป็นป๊อปอัพสโตร์เล็กๆ ที่ศูนย์การค้าเกษร”

เมธบอกว่า ด้วยผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากลูกค้า จึงลงเอยด้วยการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แบรนด์เมธธีคอย่างเป็นทางการที่ชั้น 2 ของศูนย์การค้าเกษรตอนปลายปี 2015 ซึ่งโปรดักต์ทุกชิ้นจะมีรุ่นคลาสสิกดั้งเดิม หลายไซส์หลายแบบ รวมทั้งมีหนังสีสันใหม่ๆ เข้ามาในทุกซีซั่น เพื่อให้ลูกค้าสามารถมาเลือกประเภทและสีสันของหนังได้ทุกชนิด ทั้งหนังจระเข้ หนังวัว หนังนกกระจอกเทศ และหนังงู พร้อมกับให้ความรู้ในเรื่องหนังชนิดต่างๆ กับลูกค้าไปด้วย จากนั้นจึงให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำด้วยมือในแบบที่ต้องการ แล้วยังปั๊มชื่อของลูกค้าลงไปในโปรดักต์ได้ด้วย

“ในการออกแบบกระเป๋าทุกรูปทรง ทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าคลัตช์ กระเป๋าถือ และกระเป๋าสตางค์ ผมจะมีส่วนในการออกแบบในทุกๆ รุ่น ซึ่งตอนทำแรกๆ ผมชอบกระเป๋าแบบไหนผมก็จะออกแบบมายังงั้น อย่างใบที่ใช้ประจำจะเป็นโท้ตแบ็กที่ทำจากหนังจระเข้ ผมก็ออกแบบและตั้งชื่อให้มันว่า ‘เมธโท้ต’ ซึ่งเป็นกระเป๋าที่เราใช้งานในชีวิตจริงได้ เป็นต้น แม้ผมจะไม่ได้เรียนด้านดีไซน์มาโดยตรง แต่ด้วยความชอบจึงทำให้สามารถสเกตช์แบบออกมาได้ แต่ก็ต้องมาคุยกับช่างเพื่อปรับไซส์กระเป๋ากันอีกทีตอนผลิตจริง ตอนนี้ที่แฟล็กชิปสโตร์จึงมีกระเป๋าเป็นร้อยแบบเลยครับ”

 

การที่เขากล้าพูดว่าเมธธีคเป็นแบรนด์ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ สามารถวัดได้จากการที่เขาบินไปเลือกหนังระดับพรีเมียมซึ่งแพงที่สุดจากโรงฟอกหนังระดับโลกที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่เดียวกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง
แอร์เมสและหลุยส์ วิตตองเลือกใช้ ยิ่งเมื่อนำหนังมาผลิตด้วยวิธีเย็บมือจากช่างผู้ชำนาญการ จนออกมาเป็นโปรดักต์สุดเนี้ยบแล้ว จึงเป็นการการันตีคุณภาพระดับไฮคลาสของแบรนด์เมธธีคได้ แม้โปรดักต์จะมีราคาสูงสักหน่อย แต่ลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เครื่องหนังตัวจริงและมีกำลังซื้อก็จะเข้าใจได้เป็นอย่างดี

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามาจากตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น และมีคนไทยบ้าง ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาทำตลาดและทำพีอาร์กันต่อไปเรื่อยๆ คือต้องบอกว่าการที่เราจะสร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมาสักแบรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นแบรนด์ลักซ์ชัวรี่ด้วยแล้วก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก หลายคนอาจจะคิดว่าผมมีต้นทุนที่ดีพร้อมหมดทุกอย่าง จึงย่อมได้เปรียบคนอื่นอยู่แล้ว แต่ผมอยากบอกว่า การจะทำแบรนด์ลักซ์ชัวรี่สักแบรนด์ มันต้องคิดต้องวางแผนให้รอบคอบแบบ 360 องศา ทั้งในเรื่องคุณภาพสินค้า การจ่ายค่าแรง การตั้งราคา และกลุ่มลูกค้าหลัก ที่สำคัญเราต้องมีความรู้ในเรื่องสินค้าของเราเป็นอย่างดีด้วยครับ”

เมธทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ใหม่หรือทำโปรดักต์ที่มีคอนเซ็ปต์ที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน อาจดูเป็นเรื่องยากและมีอุปสรรคมากมาย แต่ถ้าเรายืนหยัดในจุดยืนหรือคอนเซ็ปต์ของตัวเองอย่างมั่นคงแล้ว เชื่อว่าสักวันหนึ่งแบรนด์ของคุณก็จะเป็นที่ยอมรับในเรื่องความพิเศษและแตกต่างอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องทำด้วยความรักและความหลงใหลในสิ่งนั้นจริงๆ

 

Leave a comment