หลงรักเข้าแล้ว เมื่อได้มาแอ่วเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/428164

หลงรักเข้าแล้ว เมื่อได้มาแอ่วเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ด้วยความที่ประเทศเมียนมามีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อีกด้วย ซึ่งเมืองเชียงตุงที่ทีมงานโลก 360 องศาจะพาไปทำความรู้จักในครั้งนี้ ก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ที่โดดเด่น แตกต่างไปจากเมืองอื่นๆ ในประเทศนี้

เมืองเชียงตุงตั้งอยู่ในเขตรัฐฉาน สามารถเดินทางจากประเทศไทย ผ่านทางด่านอ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง บนเส้นทางที่มีพื้นผิวถนนดีและมีไหล่ทางกว้าง จึงไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากนัก

เจ้าอู่เมือง ผู้พิทักษ์สุสานเจ้าฟ้า แห่งเมืองเชียงตุง

 

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี จึงมีตำนานเล่าขานที่มาของชื่อมากมาย หนึ่งในนั้นคือตำนานของตุงคฤาษีผู้ทรงศีล ซึ่งใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยให้เมืองเชียงตุงรอดพ้นจากน้ำท่วม ด้วยการสร้างหนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า “หนองตุง” และกลายมาเป็นชื่อเมืองเชียงตุง

ตามตำนานก็ยังกล่าวอีกว่า ตุงคฤาษีได้เดินทางมาบำเพ็ญเพียรจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่วัดพระธาตุบ้านเมือง ซึ่งปัจจุบันคือหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเชียงตุง เพราะสามารถมองเห็นทุ่งนากว้างใหญ่ และแม่น้ำขืน ที่เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขา นำพาให้ผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำจนถึงปัจจุบัน

แม่น้ำขืนเป็นแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต และวิถีเกษตรกรรมของชาวเชียงตุง ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำมีการไหลจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำนั้นก็คือไหลขืน ที่อาจแปลว่าไหลขึ้นหรือว่าไหลฝืนธรรมชาตินั่นเอง รวมทั้งบางทฤษฎีก็บอกว่าชื่อแม่น้ำ กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกชาวไทขืนหรือว่าชาวไทเขิน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่สุดในเชียงตุง

รอยยิ้มพิมพ์ใจของแม่ค้าชาวไทเขิน ในตลาดกาดหลวงเชียงตุง

 

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเชียงตุงเคยมีการปกครองระบอบกษัตริย์ที่เป็นชาวไทเขิน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้หลักฐานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ถูกลบเลือนไป จะเหลือไว้ก็เพียงสุสานเจ้าฟ้าที่ยังพอบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันที่นี่ได้รับการดูแลโดยเจ้าอู่เมือง ณ เชียงตุง รัชทายาทของเจ้าจายหลวง ณ เชียงตุง เจ้าฟ้าองค์องค์สุดท้ายที่ได้ปกครองเมืองนี้

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีภูมิรัฐศาสตร์เหมาะในการสร้างเมือง เพราะมีหนองตุงเป็นแหล่งน้ำสำคัญใจกลางเมือง ที่สามารถหล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ อีกทั้งยังห้อมล้อมด้วยภูเขา ซึ่งเป็นปราการทางธรรมชาติอย่างดี ดังนั้นการรุกรานของศัตรูจึงทำได้ยาก และการเข้าออกเมืองนี้ต้องผ่านประตูเมืองเท่านั้น เมืองนี้มีสมญานามว่า “เมือง 3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู” ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงประตูป่าแดงที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสุสานเจ้าฟ้า คนที่นี่มีความเชื่อกันว่า หากผู้มาเยือนได้มีโอกาสเดินลอดประตูนี้ จะได้มีโอกาสกลับมาเยือนเมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง

ชาวเชียงตุงส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่ายทั้งคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ พวกเขาไม่ฟุ้งเฟ้อ อยู่อย่างพอเพียงและไม่ค่อยมีหนี้สินเพราะที่นี่ไม่มีระบบเงินผ่อน ถ้าหากจะซื้อข้าวของราคาแพงๆ ก็จะเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น โดยรายได้หลักๆ จะมาจากการปลูกข้าว ซึ่งในทุกๆ ปีชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย สลับกับการปลูกพืชผักไว้กินเองในครอบครัว และส่งขายไปยัง “กาด” หรือที่แปลว่า “ตลาด”นั่นเอง

เด็กน้อยน่ารักในชุดไทเขิน

 

กาดหลวงเชียงตุงคือตลาดที่ใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางการซื้อขายที่สำคัญของเมืองเชียงตุง เปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากจะมีความหลากหลายของสินค้าที่วางจำหน่ายแล้ว แม่ค้าตลอดจนถึงผู้คนที่จับจ่ายที่ตลาดก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน เพราะชาวเชียงตุงประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะสามารถเห็นทั้งชาวไทเขิน ชาวไทยใหญ่ชาวเมียนมา ชาวอาข่า ชาวปะหล่อง มาอยู่รวมกันในสถานที่แห่งนี้

ใครที่ได้มีโอกาสมาที่นี่ก็อย่าลืมตื่นเช้ามารับประทานโรตีโอ่งชื่อดังของที่นี่ รวมถึงก๋วยเตี๋ยวหมูทุบรสเด็ด และข้าวซอยนานาชนิด ซึ่งที่นี่แม่ค้าส่วนใหญ่สื่อสารภาษาไทยได้และยังรับเงินไทยอีกด้วย

ด้วยความที่เชียงตุง เคยเป็นหัวเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต ส่งผลให้มีคนต่างถิ่นเข้ามาทำการค้าขาย และอพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งรกราก เกิดเป็นชุมชนน้อยใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างๆ ไปจากคนท้องถิ่น ดังเช่นที่ชุมชนมุสลิมป่าแดง เป็นที่ตั้งของชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงตุง ซึ่งประกอบไปด้วยครอบครัวชาวมุสลิมประมาณ 250 หลังคาเรือน และยังเป็นที่ตั้งของมัสยิดเชียงตุง ที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 130 ปี ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่นี่

นอกจากจะเป็นศาสนสถานเพื่อการประกอบศาสนกิจแล้ว มัสยิดแห่งนี้ยังเปิดการเรียนการสอนทางด้านศาสนาฟรีให้กับเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนอีกด้วย เด็กที่มาเรียนที่นี่ส่วนมากจะเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายจีน รองลงมาก็จะเป็นเชื้อสายบังกลาเทศ รวมถึงมุสลิมไทยใหญ่ และมุสลิมอาข่าและลาหู่อีกด้วย

สาวน้อยมุสลิมกับการใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมเรียนศาสนา

 

นอกจากนั้นในเชียงตุงก็ยังมีผู้นับถือศาสนาคริสต์จำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขา ดังนั้นถ้าหากเราขับรถออกไปตามเขตชนบท ก็จะสามารถพบเห็นโบสถ์คริสต์กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านของชาวเขา แต่โบสถ์ที่เป็นศูนย์ของชาวคริสต์ในเชียงตุง คือโบสถ์ RCM ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมตะวันตก แต่ตัวอาคารในปัจจุบันยังคงสภาพสมบูรณ์และสวยงาม เพราะได้รับงบประมาณดูแลจากองค์กรคริสเตียนนานาชาติ

ส่วนชาวไทเขินและไทยใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนมากก็ดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธอย่างเรียบง่าย ไม่มีการแก่งแย่งและไม่มีการแข่งขัน ส่วนความบันเทิงสมัยใหม่ก็เข้าไปมีอิทธิพลก็เฉพาะแค่หนุ่มสาวหัวสมัยใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้สร้างผลกระทบอะไร ความบันเทิงแบบเรียบง่ายที่ผู้คนที่นี่เลือกที่จะปฏิบัติ นั่นก็คือการออกมาพบปะพูดคุย เดินเล่น และออกกำลังกายกันรอบๆ หนองตุง ซึ่งก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเรา รู้สึกถึงความเรียบง่าย สบายๆ ในแบบของชาวเชียงตุง

การมาเยือนที่นี่ของทีมงานโลก 360 องศา ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ไกลบ้าน เพราะความใกล้เคียงกันทางวัฒนธรรม การมีภาษาพูดที่คล้ายๆ กัน และรูปแบบของสังคม ที่มีความใกล้ชิด เอื้ออาทร ไม่แก่งแย่งหรือแข่งขันกัน ก็ทำให้เหมือนๆ กับว่าได้ไปยังต่างจังหวัดหรือเขตชนบทของไทย หากแต่ว่าที่นี่คือเมืองเชียงตุง ในประเทศเมียนมา อย่าลืมติดตามชมเนื้อหาของเชียงตุงได้เต็มๆในรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลาประมาณ 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

Leave a comment