‘เน็ตเบย์’ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี ผู้ช่วยธุรกิจลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/439551

‘เน็ตเบย์’ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี ผู้ช่วยธุรกิจลดต้นทุน

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ปัจจุบันในยุคข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีมีความสำคัญในทุกขั้นตอนของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทุกชีวิต ให้มีความรวดเร็วและลดความยุ่งยากลงไปได้มาก

บริษัท เน็ตเบย์ (NETBAY) ที่รุกธุรกิจด้านบริการธุรกรรมออนไลน์มานานกว่า 17 ปี แต่เริ่มในนามว่า ซอฟท์แวร์ลิงก์ ก่อน จาก “พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจ ซึ่งที่จริงก็คือฟินเทค หรือ อี-เพย์เมนต์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว

ปัจจุบันมีรายได้จาก 3 ธุรกิจ คือ 1.กลุ่มบริการ e-Logistics Trading ที่ให้บริการพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Customs Paperless) การให้บริการชำระค่าภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์ และการให้บริการระบบรายงานบัญชีสินค้าเข้า/ออกแบบไร้เอกสาร 2.กลุ่มบริการ e-Business Services หรือระบบการให้บริการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence Gateway) และระบบการให้บริการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อส่งรายงานธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (สำหรับสถาบันการเงิน) และ 3.กลุ่มโปรเจกต์และอื่นๆ

ย้อนถึงจุดเริ่มต้น “พิชิต” เล่าว่า ก่อนมาเป็นเน็ตเบย์ธุรกิจเดิมคือการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ แต่ 30-40 ปีที่แล้ว มีความชอบส่วนตัวที่ชอบเรื่องเทคโนโลยีและมักจะมุ่งมั่นที่จะศึกษาเอง ตั้งแต่ที่บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) เพิ่งเอาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (พีซี) เข้ามา ก็มักจะหาเวลาไปเข้าฟังสัมมนาตลอด แม้หลายเรื่องจะฟังไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม แต่ความรู้สึกก็ยังชอบที่จะเรียนรู้ตลอด และคิดมาโดยตลอดว่า วันหนึ่งน่าจะมาเริ่มทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

“ผมว่าเรื่องไอทีน่าจะเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตและน่าจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต และพอเกิดอินเทอร์เน็ตขึ้นทุกอย่างก็ไปเร็วมาก ซึ่งขณะที่ทุกคนให้ความสำคัญกับตัว T คือ เทคโนโลยีมากกว่า แต่ผมกลับมองว่าตัว I คือ Information เรื่องข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญมาก และถ้าที่ทำงานทุกแห่งแต่ละแผนกสามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารได้ดี การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละบริษัทในทุกเรื่องน่าจะเป็นตัวหลักที่จะทำให้บริษัทสามารถประสบความสำเร็จได้ดี ประกอบกับตอนนั้นเริ่มมองอนาคตแล้วว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เราเกี่ยวข้องด้วยจะเริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาลง (Sunset) แน่นอน ทางหนึ่งเรากำลังจะผ่องถ่ายธุรกิจเก่าออก ก็มีคนสนใจมาซื้อเครื่องจักรไปทำต่อพอดี”

จากนั้นเขาก็เริ่มรวบรวมนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ เข้ามาร่วมทำงานด้วย เพราะบริษัทเพิ่งจะเริ่มต้นและยังไม่เป็นที่รู้จัก การไปจ้างซีเนียร์ทางคอมพิวเตอร์มาก็คงไม่มีใครมา อีกทั้งน่าจะเป็นการสื่อสารที่เข้าใจยาก เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องยึดติดกับงานหรือประสบการณ์ที่เขาเคยทำกันมาด้วย จึงเริ่มหาฝ่ายเทคนิคโปรแกรมเมอร์ รวมกันแค่ 3-4 คนก่อน

ต่อจากนั้นเริ่มมานั่งพิจารณาและวิเคราะห์ตลาดไอทีที่มีการแข่งขันอยู่ตอนนั้นมีเพียง 2 สายธุรกิจ คือ ออกแบบและรับเหมาวางระบบโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (System Integration) หรือ SI ที่จะไปรับงานประมูลจากภาครัฐหรือรับงานโปรเจกต์ของภาคเอกชนมา และการรับจ้างเขียนโปรแกรม Software House

เพราะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักและเป็นบริษัทขนาดเล็ก สิ่งที่ควรทำคือการวางกลยุทธ์ให้มีความแตกต่างจากอุตสาหกรรม เขาจึงเริ่มมองความจำเป็นที่ต้องมีซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะเข้าไปหามากที่สุดคือ ตามการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ เพราะตลาดใหญ่ นั่นคือ กลุ่มผู้นำเข้าและส่งออก ที่สุดท้ายสามารถพัฒนาโปรแกรมบริหารให้กับลูกค้านำเข้าและส่งออก โดยไม่ใช่ทำเพียงขายโปรแกรมให้กับแต่ละบริษัท (ไลเซนส์) แต่จะเก็บค่าบริการจากลูกค้าด้วยวิธีทรานแซคชั่น เทียบได้กับการจ่ายค่าบริการใช้เครือข่ายมือถือ ค่าน้ำหรือค่าไฟ ที่ลูกค้าใช้เท่าไรก็จ่ายตามจำนวนจริงที่ใช้ ใครใช้น้อยก็จ่ายน้อย ใครใช้มากก็จ่ายมาก

เมื่อได้คุยกับลูกค้าส่งออกนำเข้าที่ทำธุรกิจชิปปิ้ง โลจิสติกส์ รับเหมา ทำเรื่องศุลกากรให้ จัดการจองสายเรือ สายเครื่องบิน ทำประกัน ชำระภาษีให้ และพบว่ากลุ่มเป้าหมายที่เลือกกว้างมากและอุตสาหกรรมนี้กำลังเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะหลังจากที่ไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ให้กรมศุลกากรบังคับเปลี่ยนการชำระศุลกากรจากกระดาษเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระบบ EDI (Electronic Data Interchange)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมจากที่เราจะพัฒนาโปรแกรมให้ลูกค้าสามารถมีการชำระศุลกากรได้สะดวกมากขึ้น แต่ปรากฏว่าทางกรมศุลกากรต้องการให้มีตัวกลางที่สามารถเชื่อมต่อตัวกลางในทุกๆ ส่วนที่มาทำธุรกรรมกับหน่วยงาน (เกตเวย์กลาง) ทำให้บริษัทพัฒนาโปรแกรมที่หลากหลายในอุตสาหกรรมของลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้เชื่อมโยงกับระบบศุลกากรและระบบเกตเวย์ทั้งหมด อีกทั้งต้องแปลงแพลตฟอร์มลูกค้าให้เข้ากับอีกปาร์ตี้หนึ่งที่เป็นเอกชนและหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นชิปปิ้ง ทางเรือทางอากาศ ธนาคารพาณิชย์ ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้ทุกหน่วยงานมีการเชื่อมโยงเข้ากันทั้งหมด เท่ากับว่าเน็ตเบย์ได้พัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยทั้งหมดบริษัทคิดแค่ค่าทรานแซคชั่นเท่านั้น โดยแตกต่างจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่จะทำแค่งานต้นน้ำ หรืองานกลางน้ำไปเลย

สิ่งที่ลูกค้าได้คือ การลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดเวลาการทำงาน ส่งต่อช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าแต่ละรายมีเวลาและโอกาสที่จะไปคิดกลยุทธ์หรือพัฒนาธุรกิจหลักของเขามากกว่า

4-5 ปีแรกที่ดำเนินธุรกิจช้ำเลือดช้ำหนองเพราะขาดทุน ความยากคือ มุมมองและทัศนคติ (Mind Set) ที่คิดว่ากระดาษคือคำตอบของทุกอย่างที่มีรายละเอียดชี้แจงเป็นทางการ ให้ลองใช้ฟรีลูกค้ายังไม่เอาเลย แต่ความจริงเขาเจอต้นทุนที่แอบแฝงหลายเรื่อง เขามองว่าต้นทุนคือไม่ใช่ต้นทุน เช่น การให้เมสเซนเจอร์ไปส่งเอกสารต่างๆ

กระบวนการที่บริษัททำเริ่มตั้งแต่เชื่อมระบบผู้นำเข้าส่งออกกับศุลกากร ส่งใบขนสินค้าระบุว่าขนส่งสินค้า หมายเลขและอยู่พิกัดอะไร ยอดภาษีเท่าไร สามารถระบุได้เลยว่าเขาใช้แบงก์อะไร จำนวนภาษีเท่าไร ลูกค้าก็แค่ส่งข้อมูลมายังเกตเวย์กลาง แล้วบริษัทก็ส่งต่อข้อมุูลให้ศุลกากรเป็นคนเช็กว่าข้อมูลสินค้าพิกัดถูกต้องหรือไม่ จากนั้นส่งกลับไปยังเกตเวย์กลาง เกตเวย์กลางก็ส่งข้อมูลไปยังธนาคาร ธนาคารดูในบัญชีว่ามีเงินพอจ่ายและทำการตัดเงินจ่ายให้กรมศุลกากร แล้วก็แจ้งมาที่เกตเวย์กลาง เราก็แจ้งไปที่กรมศุลกากรว่าเงินเข้าแล้ว กรมศุลกากรเมื่อได้รับว่าได้เงินแล้วก็มีการสั่งให้ออกใบปล่อยสินค้าออกมาได้เลย จากนั้นแจ้งไปที่ลูกค้า แล้วลูกค้าก็ออกสินค้าได้เลย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาทั้งหมด 5 นาที จากเดิมที่ลูกค้าต้องใช้เวลา 2-3 วัน สิ่งที่ทำมาตลอด เท่ากับสิ่งที่ปัจจุบันเรากำลังเรียกว่า “อี-เพย์เมนต์” หรือ “ฟินเทค”

จากนั้นบริษัทก็มีการลงทุนเรื่องคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็ม พัฒนาโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้บนมือถือและสมาร์ทโฟน จนปัจจุบันกลายเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ให้บริการอย่างครบวงจร (Software as a Service) และที่บริษัทดำเนินการนี้ก็อยู่ในช่วงที่นโยบายภาครัฐและทุกฝ่ายกำลังให้ความสำคัญกับการดำเนินเศรษฐกิจบนยุคดิจิทัล (Digital Economy)

เขาเชื่อว่า สิ่งที่ทำให้เน็ตเบย์ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งคือการให้ความสำคัญด้านการบริหารคน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร เมื่อเกิดเหตุที่ผิดพลาดกับลูกค้าจะไม่มีการโทษกันว่าใครเป็นคนทำผิด แต่เกิดวัฒนธรรมที่ว่า “เรา” จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าอย่างไรมากกว่า พร้อมกับทำให้พนักงานรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน ถึงความพร้อมที่วันหนึ่งบริษัทเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และก็ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดีอย่างที่ปรากฏ จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรกที่หุ้นละ 4 บาท เมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรก 16 มิ.ย. ราคาปิดที่ 11.30 บาท

 

Leave a comment