ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
05 กันยายน 2559 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/452695

โดย…พงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ
Google บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอที หันมาลงทุนและเปิดให้บริการใหม่ Ride-Share ในตลาดอเมริกา โดยจะเริ่มทำการเปิดทดสอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วใน 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะเริ่มทำการเปิดทดลองใช้อีกครั้งหนึ่งในปลายปีนี้ ซึ่ง Google เองได้ให้คำนิยามของบริการใหม่นี้ว่าเป็น Transportation as a Service
ตลาด Transportation as a Service (TaaS) ดูเหมือนจะเริ่มมีการชิงชัยและแข่งขันสูงขึ้นในปีที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งแม้กระทั่งค่ายรถดังๆ ในตลาดหลายๆ เจ้าก็ยังพากันสนใจแนวคิดของธุรกิจแนว TaaS นี้กันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Ford ที่มีแผนจะทำ Car-Sharing Service ในรถทุกคันของ Ford รวมไปถึงเจ้าพ่อวงการรถไฟฟ้าอย่าง Tesla ก็มีการออกเป็น Master Plan สำหรับการทำ Self Service ใน Car-Sharing ให้กับเจ้าของรถ Tesla ทุกคนเช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่ง Mitsubishi และ Renault ที่เริ่มออกให้บริการในตลาดอย่าง Self-Driving ในประเทศสิงคโปร์
จากการคาดการณ์ตลาดของ TaaS จะมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนรูปแบบมากขึ้นจากเดิมเป็นการจับคู่ความพอใจในการให้บริการกับการใช้บริการของตัวผู้ใช้งานเอง วันนี้จะเปลี่ยนไปเป็นระบบ Automation และ Self-Driving ทั้งหมดซึ่งการใช้ระบบนี้จะช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น รวมไปถึงการให้บริการยังคงตรงไปตรงมาและเชื่อถือได้ ซึ่งทาง Google เองมองว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในวงการ TaaS

ความได้เปรียบจากการให้บริการของ Google ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันในการดำเนินธุรกิจนี้เนื่องจากทาง Google เองเป็นผู้ให้บริการในการทำ User Behavior Analytic อยู่แล้วทำให้ในเชิงของการออกโปรโมชั่นเพื่อตอบสนองงานในด้านต่างๆ สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ประกอบกับการคิดอัตราในราคาที่ผู้ใช้งานในตลาดยอมรับภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจัดว่าเป็นสิ่งที่ Google ได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างขาดลอยจากการมาของ Google Ride-Share ในครั้งนี้ทำให้ผู้ให้บริการในตลาดรายใหญ่อย่าง UBER อยู่นิ่งไม่ได้ ซึ่งทำให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา UBER ได้ทำการซื้อบริษัท Self-Driving Startup อย่าง Otto เพื่อนำมาเสริมทัพการทำ Self-Driving ให้กับ UBER ด้วยส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งก็ยังคงจะใช้บริการในรูปแบบดั้งเดิมที่ทาง UBER มีฐานลูกค้าเดิมอยู่มากและเป็นจุดหนึ่งที่ได้เปรียบคู่แข่งเป็นอยู่หลายขุมเช่นกัน
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามปลายปีนี้เราจะเห็น Self-Driving Service เกิดขึ้นในโลกนี้อย่างเป็นทางการแน่นอน ซึ่งยักษ์ใหญ่ในวงการ TaaS ทั้งสองค่ายคงขับเคี่ยวกันได้อย่างน่าดูชม และยังไม่ได้รวมเสือซุ่มอย่าง Volvo หรือ Mitsubishi ที่กำลังแอบพัฒนาระบบ Self-Driving ให้ผสมผสานการทำงานกับระบบ AI เพื่อความสมบูรณ์ของการทำงานได้มากขึ้นอีกด้วย