ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457816

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
“ท้องผูกก็เป็นส่วนหนึ่งของโรคพาร์กินสันด้วยหรือ”
“ถ้าผมเป็นโรคพาร์กินสันจริง ลูกผมมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันหรือเปล่า”
“ทำไมพ่อผมมีปัญหาหลงลืมก่อนมือสั่นแล้วหมอบอกว่าพ่อผมเป็นโรคพาร์กินสันเทียม”
เป็นคำถามที่แพทย์มักถูกถามบ่อยๆ เมื่อมีผู้ป่วยคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคพาร์กินสันครั้งแรก ไม่น่าแปลกใจที่ตัวผู้ป่วยหรือคนรอบข้างจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคพาร์กินสันที่ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่ทำให้หายขาดจากโรค และตัวคนไข้จะต้องยอมรับที่จะอยู่กับโรคไปตลอดชีวิต ดังนั้นเราควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตัวเอง
พญ.ณัฎลดา ลิโมทัย อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า โรคพาร์กินสันหรือโรคสันนิบาต คือ โรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Motor Symptoms) ทั้งอาการสั่นซึ่งอาจพบบริเวณใบหน้า มือหรือขาก็ได้ อาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งหรืออาการเคลื่อนไหวช้า ซึ่งอาการเหล่านี้มักเริ่มครึ่งซีกก่อน เมื่อเป็นมากขึ้นจึงกระจายเป็นทั้งสองด้าน ดังนั้นจึงมีคนไข้จำนวนหนึ่งมักถูกสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ
สิ่งที่ช่วยแยกได้ดี สำหรับสองโรคนี้ คือ ระยะที่เริ่มเป็นนั้นเป็นเฉียบพลันหรือค่อยๆ เป็น นอกจากนี้ยังมีท่าเดินที่ผิดปกติมักเดินซอยเท้า การทรงตัวที่ไม่ดี หรือแม้กระทั่งปัญหาการหกล้มบ่อยๆ ล้วนเป็นอาการนำที่พาผู้ป่วยมาพบแพทย์
แต่แท้จริงแล้วโรคพาร์กินสันยังมีอาการในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Non-motor Symptoms) ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าอาการเหล่านั้นมีสาเหตุเกิดจากโรคพาร์กินสัน ยกตัวอย่างเช่น การนอนละเมอ (พูดหรือออกท่าทางที่ตอบสนองต่อความฝันขณะนอนหลับ บางรายถึงขนาดทำร้ายร่างกายของคนที่นอนร่วมเตียง) ปัญหาการปวดตามร่างกาย หรือปัญหาของระบบประสาทอัตโนมัติโดยเฉพาะอาการท้องผูก อาการเหล่านี้อาจพบเป็นอาการนำก่อนที่จะเริ่มพบอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหวหรืออาการสั่นมาก่อนหลายปีก็ได้
นอกจากนี้ ยังพบลักษณะของสมองเสื่อมหรือความจำไม่ดีที่เกี่ยวข้องกับโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย โดยความจำเสื่อมชนิดนี้มีสาเหตุและอาการแสดงที่แตกต่างกับโรคความจำเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์อีกอาการหนึ่งที่ไม่ควรลืม คือ อารมณ์ที่ผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลมากเกิน บางคนคิดว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรับรู้ว่าตนเองเป็นโรคที่ร้ายแรง
แต่ปัจจุบันมีการศึกษามากมายในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่แสดงให้เห็นว่าอาการผิดปกติทางอารมณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตัวโรคพาร์กินสันเอง นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายพูดน้อยลงหรือดูว่าขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมหรือกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำในอดีต อาการทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรคพาร์กินสัน แต่เป็นอาการที่พบได้บ่อยและสามารถรักษาได้
ดังนั้น ผู้ป่วยหรือคนในครอบครัวไม่ควรที่จะลืมสำรวจอาการเหล่านี้และบอกกับแพทย์ของคุณเมื่อได้รับการตรวจ และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทราบอย่างยิ่ง คือ การดำเนินโรคของโรคพาร์กินสัน เมื่อแพทย์รักษาผู้ป่วยผ่านไประยะหนึ่งซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาดีมาก บางคนเหมือนกลับมาเป็นปกติ เรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า Honeymoon Period ซึ่งอาจกินระยะเวลาหลายปี ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะการตอบสนองต่อยาไม่สม่ำเสมอ เช่น ยาหมดฤทธิ์เร็วก่อนมื้อต่อไป (Wearing off) การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ได้หรืออาการยุกยิก (Dyskinesia) เป็นต้น ซึ่งการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความยากไม่แพ้การรักษาเริ่มต้นเลย
อย่างไรก็ตาม การรักษาใดที่ทำให้หายขาดจากโรคเลย คำตอบ คือ ยังไม่มีการรักษาใดที่จะทำให้สมองที่เสื่อมส่วนนั้นกลับมาทำงานได้ปกติเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการหรือแม้กระทั่งการรักษาเพื่อชะลอการดำเนินโรค ทั้งยาทดแทนสารโดปามีนหรือวิทยาการรักษาใหม่ๆ เช่น การให้ยาในรูปแบบเจลเข้าสู่ลำไส้เล็กบริเวณที่ดูดซึมยา หรือการผ่าตัดสมองส่วนลึกเพื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เป็นต้น