ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463096

โดย…พุสดี
องค์การอนามัยโรค (WHO) ระบุว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญต่อประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยเพศหญิงจะมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% ขณะที่เพศชายมีโอกาสพบเพียงแค่ 13% เท่านั้น โดยช่วงวัยที่พบมากที่สุดคือ ระหว่าง 60-80 ปี และ 2 ใน 3 พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยภาวะกระดูกพรุนในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ จะมีเพียงแค่ความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายเท่านั้น ส่วนที่พบการหักได้บ่อยคือ แขน สะโพก ไหล่ กระดูกสันหลัง และข้อมือ การหักของกระดูกสันหลังอาจไม่มีอาการปวดในระยะแรก แต่อาจทำให้ความสูงลดลงและมีอาการปวดตามมา ไปจนถึงการเกิดภาวะทุพพลภาพได้
นพ.วรัท ทรรศนะวิภาส แพทย์ด้านโรคข้อและกระดูก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนเป็น “ภัยมฤตยูเงียบ” ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นการสร้างกับการทำลายจะสมดุลกัน แต่เมื่ออายุมากขึ้นตัวทำลายก็จะมีมากกว่าตัวสร้าง ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ร่างกายจะเตี้ยลง และเมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกก็จะหักได้ง่าย ที่สำคัญคือจะมีอาการปวดหลังอย่างมาก
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ 1.เชื้อชาติ คนผิวขาวเป็นมากกว่าคนในแถบเอเชีย แต่คนเอเชียจะพบได้มากกว่าคนผิวสี 2.พันธุกรรม 3.อายุ เมื่ออายุ 65 ปีจะก้าวเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน หรือผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว 5 ปี มักเป็นโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ยังพบในคนผอมมากกว่าคนอ้วน
“วิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน คือ เร่งสร้างและสะสมมวลกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะกลุ่มผักใบเขียว กินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง ตามหลักผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียม วันละ 800-1,000 มก. หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนควรได้รับแคลเซียม วันละ 1,500-2,000 มก. และสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800-1,000 มก. หากกลัวอ้วน อาจเปลี่ยนเป็นนมพร่องมันเนยหรือเนย แต่หากแพ้นมวัวสามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนได้ โดยดื่มในปริมาณที่มากขึ้นเพราะนมถั่วเหลืองมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัว สำหรับกรณีที่ไม่สามารถดื่มได้ ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมมาก เช่น ปลาตัวเล็ก กุ้งแห้ง ผักใบเขียว”
นอกจากนี้ยังแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง เพราะยิ่งออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้สม่ำเสมอมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการกระชับข้อต่อและกระดูกต่างๆ ให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน
“ผู้สูงอายุที่มีกระดูกบางหรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนสามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควรรับวิตามินดีให้พอเพียง เพราะวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและนำแคลเซียมไปสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังต้องให้ร่างกายได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ประมาณ 10-15 นาที เพราะผิวหนังก็สามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้เช่นกัน พร้อมเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา”