ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464156

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ตลาดอี-คอมเมิร์ซประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินตลาดในปี 2559 จะมีมูลค่าแตะ 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20% จากปัจจัยการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยการเข้าถึงโลกออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าพีซี ซึ่งถือเป็นเทรนด์เดียวกันทั่วโลก
บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้ แพลนเน็ต ได้ขึ้นกล่าวในงานไทยแลนด์ ซอฟต์แวร์ แฟร์ 2016 ไว้ว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางสมาร์ทโฟนของกลุ่มธุรกิจแบบบีทูซี (Business-to-Consumer : B-to-C คือ การขายสินค้าไปยังผู้บริโภค) นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าแบบออฟไลน์ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจเองจะต้องวางแผนการทำงานและบริหารช่องทางออนไลน์ ดังนี้
1.ตั้งเป้าสิ่งที่ต้องการ เจ้าของธุรกิจควรที่จะมีเป้าหมายในการทำตลาดออนไลน์ที่ชัดเจนก่อน ทั้งกลุ่มเป้าหมายคือใคร และคนกลุ่มนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหนบนโลกอินเทอร์เน็ต และธุรกิจของเราจะเข้าไปตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร มีจุดเด่นหรือความแตกต่างใดจากคู่แข่ง ยกตัวอย่างเช่น อยากขายของ แต่จะขายในรูปแบบใด ขายเป็นชิ้นย่อยบนแพลตฟอร์มลาซาด้า หากเป็นโรงงานผลิต จะสร้างการรับรู้ให้แก่คนซื้ออย่างไร ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องชัดเจนในสิ่งที่ต้องการขายก่อนค่อยตั้งเป้าธุรกิจ
2.วิเคราะห์ตลาด เริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของเจ้าของสินค้าเองก่อนว่าจะสามารถเข้าไปดูแลสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลอะไรบ้าง และนำมาเปรียบเทียบกับช่องทางออฟไลน์ เพราะการซื้อหาสินค้าของคนไทยนั้น ไม่ว่าอย่างไรการใช้ช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ยังคงคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ถ้ามีความสนใจในสินค้าบนช่องทางออฟไลน์ ลูกค้าจะเริ่มค้นหาหรือเดินทางไปตามหาสินค้า เมื่อสนใจก็จะสอบถามคนรอบข้างหรือคนที่เคยใช้งานมาก่อน จากนั้นค่อยมีการสั่งซื้อ
3.เลือกสร้างหน้าบ้านที่เหมาะสม เมื่อศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแล้ว จะทราบว่าลูกค้าน่าจะเข้ามาจากช่องทางใด เว็บไซต์ที่รองรับทุกการเข้าใช้งาน (Responsive Web) เพจในโซเชียลมีเดีย ไลน์แอดหรือโมบายแอพพลิเคชั่น เพราะการสร้างตัวตนหรือหน้าบ้านบนโลกออนไลน์นั้น จะส่งผลต่อการเปิดใช้งาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ หากกระตือรือร้นที่จะทำตลาดหรือโปรโมชั่นต่อเนื่องต่างก็มีโอกาสสำเร็จเหนือคู่แข่งทั้งสิ้น
4.บทความหรือคอนเทนต์ที่เหมาะสม การสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับสินค้าจะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราบ่อยขึ้น ยิ่งเนื้อหานั้นมีความน่าเชื่อถือจากความเชี่ยวชาญของเจ้าของสินค้าจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้อ่าน แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม ยิ่งกูเกิลมีระบบค้นหาข้อมูลผ่านบทความ ยิ่งทำให้การค้นหาแบรนด์ของเรายิ่งง่ายขึ้น หากเจ้าของสินค้ามีการลงทุน SEO ก็ยิ่งมีโอกาสหาเจอง่ายขึ้น
5.ไม่มีธุรกิจใดไม่ใช้เงิน เจ้าของธุรกิจหลายรายยังมองว่าการใช้สื่อออนไลน์เป็นของฟรีและไม่พร้อมที่จะลงทุนเงินกับช่องทางเหล่านี้มากนัก ซึ่งความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด การสร้างความรับรู้และเข้าถึงลูกค้าต้องใช้เวลา เม็ดเงินขั้นต่ำที่ต้องลงทุนถ้ามีไม่ถึง 500 บาท/วัน อย่าเพิ่งเริ่มต้นทำตลาดออนไลน์
6.ระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ไม่ว่าเจ้าของธุรกิจจะใช้ช่องทางใดในโลกออนไลน์ก็ต้องมีบริการหลังบ้านที่ดี เพราะคนไทยชอบการสื่อสารกับบุคคลหรือตอบคำถามผ่านแชตบ็อกซ์ ไม่ว่าคุณจะลงรายละเอียดสินค้า ราคา ข้อมูลมากเพียงใด ก็ต้องเจอคำถามว่า ราคาเท่าไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ดังนั้น ควรวางระบบคอลเซ็นเตอร์ไว้สำรอง สำหรับคนที่เห็นข้อมูลและโทรมาขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปิดการขายอย่างราบรื่นและกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ
7.วิเคราะห์ผลและปรับปรุง หลังทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ แล้ว เจ้าของธุรกิจควรกลับมาย้อนดูสิ่งที่ทำในช่องทางออนไลน์ว่าสร้างความพึงพอใจของลูกค้าให้ลูกค้าได้หรือไม่ ทั้งจากคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย การตอบกลับและกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า เพื่อประเมินและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้ารอเกิดปัญหาร้องเรียนบนโลกออนไลน์จะยิ่งทำให้ธุรกิจเสียหายไปแบบไม่รู้ตัว
การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์นั้น จะช่วยขยายโอกาสในการตัดสินใจซื้อให้แก่ลูกค้าง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันลูกค้าจะเชื่อคนที่เคยใช้งานจริงมาก่อน ยิ่งภาคธุรกิจหันมาใช้ช่องทางนี้มากขึ้น จะยิ่งสร้างโอกาสในการซื้อขายได้มากขึ้นด้วย