ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150759&srcday=2016-07-15&search=no
| วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401 |
เรื่องจากปก
วัชรี ภูรักษา
“แม่เอย” แบรนด์ขนมไทย โกอินเตอร์ โชว์นวัตกรรม “ข้าวหลาม” กินง่าย ขายดีที่ยุโรป
ขนมไทย รสชาติดั้งเดิมแบบไทยแท้ ฝีมือคนไทยทำ ไม่ได้เพียงโด่งดังในประเทศอีกต่อไปแล้ว เพราะสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยปรับปรุงให้ขนมไทยโกอินเตอร์ไปไกลได้ไม่ยาก จนสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศและโกยรายได้ต่อปีไปไม่น้อย
ด้วยต้องการขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กับขนมไทย แบรนด์แม่เอย จึงพัฒนาขนมไทยให้เจริญก้าวหน้าแบบไม่หยุดยั้ง ออกผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาด จนสามารถครองแชมป์โอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอดระยะเวลา 10 ปี
ยุคขนมเปี๊ยะเจ้าแรก ไอเดียหลากไส้
สู่อุตสาหกรรมขนมไทย
คุณดิศรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการ เจ้าของบริษัท ขนมแม่เอย เปี๊ยะ แอนด์ พาย (2003) จำกัด เล่าว่า “ก่อตั้งบริษัทมาร่วม 12 ปีแล้ว กำเงิน 7 บาทมาสร้างธุรกิจแม่เอย จากวันที่สร้างธุรกิจขึ้นมา ตนมองธุรกิจขนมทำยากมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวในเชิงการเรียนรู้
ยกตัวอย่าง ขนมเปี๊ยะ มักถูกมองว่า ทานแล้วอ้วน เพราะหวาน มีน้ำตาลเยอะ และยังมีเรื่องของรูปลักษณ์ของขนมเปี๊ยะอีกด้วย ที่ทำให้คนไม่นิยมทานขนมชนิดนี้ ทั้งๆ ที่ขนมเปี๊ยะเป็นขนมมงคล แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เกิดการต่อต้านทางความคิด เช่น การมองว่า ทานแล้วอ้วน ติดฟัน ติดคอ คือจะติไปหมด ทั้งๆ ที่ความจริง ขนมเปี๊ยะ เป็นขนมมงคล จึงต้องการทำความเข้าใจและปรับภาพลักษณ์ให้เกิดการยอมรับตรงจุดนี้ด้วย”
คุณดิศรณ์ เล่าต่อว่า “สินค้ากลุ่มแรกที่แม่เอยผลิต คือขนมเปี๊ยะ เกิดมาพร้อมกับยุคก่อตั้งบริษัท ทำการศึกษา พัฒนาและปรับปรุงรูปลักษณ์ต่างๆ จนสามารถสร้างความแตกต่างให้กับขนมชนิดนี้ได้ กระทั่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและตลาดโมเดิร์นเทรด
ขนมเปี๊ยะ แม่เอย เป็นเจ้าแรกๆ ที่คิดค้นการมีไส้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น เผือก ทุเรียน ใบเตย ช็อกโกแลต ทูน่า ชาเขียว งาดำ มะตูม ลำไย ลินจี้ มะม่วง เป็นต้น เพื่อทดลองตลาด บางไส้ทำได้ตลอดทั้งปี แต่บางไส้ทำเฉพาะฤดูของผลไม้เท่านั้น เมื่อเห็นว่าขนมเปี๊ยะแม่เอย เป็นที่ยอมรับในสังคม อีกทั้งมีไส้ขนมที่หลากหลาย ทั้งธัญพืชและวัตถุดิบต่างๆ อยู่ในมือ จึงคิดต่อยอด ผลิตไส้ขนม เพื่อส่งขายให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ผลิตและส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสั่งออร์เดอร์แต่ละครั้งเป็นตันๆ สำหรับไส้ขนมที่แม่เอยผลิตจำหน่ายหลัก อาทิ ไส้เผือก ไส้ถั่วแดง ไส้มัน และไส้ฟักทอง”
พัฒนาไม่หยุด สร้างจุดเด่น
ขนมไทย เก็บนาน 1 ปี ไม่ต้องฟรีซ
หลังจากทั้งขนมเปี๊ยะและไส้ขนมแบรนด์แม่เอย เป็นที่ยอมรับทั้งในตลาดโมเดิร์นเทรดและสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ คุณดิศรณ์ บอกว่า จึงหันมาเอาดี ด้านผลิตและจำหน่ายขนมไทย เนื่องจากส่วนประกอบของขนมไทย อยู่ในกลุ่มของธัญพืช และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในโรงงานอยู่แล้ว จึงคิดต่อยอดจากสิ่งที่มีสู่การทำอุตสาหกรรม
เมื่อมีไอเดียในการผลิตขนมไทย ผนวกกับการที่ตนเองเคยเดินทางไปอยู่ต่างประเทศพักใหญ่ ในช่วงเวลานั้นมีความคิดถึงขนมไทย จึงกลับมาคิดว่า หากต้องทำเป็นอุตสาหกรรม เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากทาน แต่ไม่สามารถทำเองได้ หรือร้านอาหาร และโรงแรมต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาในการทำและยุ่งยาก รวมไปถึงชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ จะพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนเหล่านี้อย่างไร
เมื่อหันมาผลิตขนมไทย คุณดิศรณ์ จึงบอกว่า “อยากทำขนมไทยที่ขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ข้าวต้มมัดห่อใบตอง แล้วใส่ถุงวางจำหน่ายอีกต่อไป ทำแบบนั้นโอท็อปที่ไหนก็สามารถทำได้ แต่ต้องการพัฒนาให้ข้าวต้มมัดทานได้ง่าย เก็บได้นาน 1 ปี โดยที่ไม่ต้องแช่ช่องฟรีซ แต่สามารถเก็บได้นาน เวลาเอามาทานก็ทำได้ง่ายๆ และความคิดนี้ยังรวมไปถึงขนมไทยประเภทอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น แกงบวด อาหารไทย และข้าวหลาม ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ ที่เพิ่มความง่ายในการทาน แกะทานได้ง่าย ราวกับปอกกล้วย ซึ่งได้กลายมาเป็นสินค้ายอดฮิต ที่ส่งขายไปยังประเทศแถบยุโรปในขณะนี้”
จากการคิดค้น ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์แม่เอย สร้างจุดเด่นในการผลิตขนมไทยที่นอกจากจะเก็บไว้นาน 1 ปี โดยไม่ต้องแช่ฟรีซแล้วนั้น วิธีทานก็ง่าย เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังปลอดภัย เพราะไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ไม่มีสารกันบูด ไม่เจือสีและแต่งกลิ่น แต่เน้นนวัตกรรมในการถนอมอาหาร
โดยคุณดิศรณ์ ได้ยกตัวอย่าง ข้าวหลามและข้าวต้มมัด ให้ฟังว่า หากต้องการทานให้อร่อย ควรเข้าไมโครเวฟสัก 1 นาที เนื่องจากข้าวเหนียวเมื่อผ่านกระบวนการเก็บรักษาไว้นานวัน ก็จะมีการหดตัว เวลาทานแบบไม่อุ่นไมโครเวฟอาจไม่อร่อยเท่าตอนที่เข้าไมโครเวฟอุ่นๆ หรืออย่างแกงบวด ที่ไม่อุ่นไมโครเวฟก็สามารถทานได้ แต่หากเวฟก็อร่อยขึ้น ทั้งยังมีจุดเด่น ตรงที่กะทิไม่แตกมันอีกด้วย
รุกตลาดโมเดิร์นเทรด
ส่งออกทั้งเอเชียและยุโรป
ดำเนินธุรกิจมาจวบจนปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาไม่หยุดและต่อยอดสินค้าให้เกิดความแปลกใหม่ด้วยนวัตกรรมไม่รู้จบ ทั้งเปิดหน้าร้าน เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้า ขนมแบรนด์แม่เอย จึงได้ก้าวสู่การเป็นโอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอด 10 ปี
ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวของแบรนด์แม่เอย ที่สามารถเก็บได้นานและเหมือนได้ทานขนมไทยทำเสร็จใหม่ๆ รสชาติแบบคนไทย ทำให้ก้าวเข้าสู่ตลาดโกอินเตอร์ สามารถส่งออกไปได้ในหลากหลายประเทศ
คุณดิศรณ์ บอกเอาไว้ว่า “ถึงแม้ว่าตอนนี้ตลาดในประเทศ จะไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจต่างๆ จึงทำให้การค้าขายเงียบลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีแนวคิดที่จะทำการตลาดด้วยกัน 2 แบบคือ แบบที่ 1 เน้นเป้าหมายไปที่กลุ่มโมเดิร์นเทรดภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ และการตลาดแบบที่ 2 คือ เน้นไปที่กลุ่มซื้อขายโดยตรง อย่างเช่น บรรดานักท่องเที่ยว ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของฝาก
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างก็มีความต้องการสินค้าตัวใหม่ คล้ายกัน เพราะต่างก็ต้องการสินค้าที่มีความแปลกใหม่ หรือให้ความรู้สึกแตกต่าง
ทั้งประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากมาย แบรนด์แม่เอย จึงมองเห็นโอกาส จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว จึงเปิดร้านขายสินค้า โดยยึดเอาทำเลของจังหวัดนครปฐม เป็นที่เปิดร้าน เพื่อกระจายสินค้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานแม่เอยอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เชื่อมโยงเวลานักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย”
“ปัจจุบัน ขนมเปี๊ยะ และขนมไทย แบรนด์แม่เอย ส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์ เป็นต้น หรือทางฝั่งยุโรป ส่งขายไปยัง ลอนดอน เยอรมนี นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เบลเยียม และฮอลแลนด์ สำหรับขนมไทยเฉพาะกลุ่ม อย่างข้าวเหนียวทุเรียน ส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก รายได้รวมที่แบรนด์แม่เอยทำได้ต่อปี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท” คุณดิศรณ์ กล่าว
สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ http://www.kanommaeoey.com หรือ โทรศัพท์ (034) 363-152