ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465119

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์ที่ดีลเลอร์ทั้งหลายต่างกุมขมับ แต่สำหรับนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่อย่าง ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี ซี มอเตอร์ส เจ้าของกิจการโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ สาขาติวานนท์ และรัชดาภิเษก เศรษฐกิจตกต่ำไม่ใช่ปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำเธอยังสามารถเพิ่มยอดจำหน่าย สร้างกำไรให้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย

ณัฐธันยพร เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในช่วงที่เธอยังเป็นนักศึกษา เธอก็ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง และหลังจากเรียนจบก็เปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งใน จ.นนทบุรี และหลังจากนั้นไม่นานนักเธอก็ผันตัวมาจับธุรกิจรถยนต์จากโชว์รูมเล็กๆ จนสามารถทำกำไรเปิดสาขาใหม่ได้ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

“เราเรียนเราทำงานไปด้วย โดยมีคุณพ่อให้การสนับสนุน โดยเราเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นบริการรับจำนองขายฝากบ้านและที่ดิน ซื้อมาขายไป แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้เมื่อเทียบกับรายอื่นๆ ที่ขายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เราก็อาศัยพี่ๆ ที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์คอยให้คำแนะนำสอนเกี่ยวกับเรื่องทางหารายได้ การเลือกดูบ้าน เราก็เรียนรู้เก็บเอามาใช้กับธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ

ตอนที่เราทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่เป็นช่วงหลังวิกฤตปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดภาวะซบเซาอย่างหนัก แต่เราก็สามารถทำยอดขายบ้านได้ปีละประมาณ 200 หลัง โดยอาศัยเทคนิคขายบ้านหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่ติดป้ายขายรอให้คนมาเห็น แต่เรายังนำเสนอบ้านให้กับลูกค้าในตลาดออนไลน์ ในทุกๆ วันเราเข้าไปนำเสนอขายบ้านตามเว็บไซต์ต่างๆ นำเสนอเทคนิคการขอกู้เงินผ่อนบ้านช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งทำให้ยอดขายบ้านของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการเรียนนิเทศศาสตร์ ในเรื่องของการทำการตลาดเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราเริ่มทำการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง ในช่วงนั้นมีเว็บไซต์ซื้อขาย มีอะไรใหม่ๆ มาเราก็ใช้หมด เพราะเราถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ของเรา”

 

ไม่กลัวที่จะเริ่ม

วันหนึ่ง ณัฐธันยพร เข้าเว็บไซต์สนุกดอทคอม แล้วเห็นประกาศรับสมัครดีลเลอร์ “เราเองก็มีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่ง ประกอบกับมีญาติพี่น้องซึ่งมีที่ดินอยู่แถวรัชดาฯ เปิดอู่ซ่อมรถเล็กๆ ก็เลยมาคุยกันว่าจะเปลี่ยนเป็นโชว์รูมได้อย่างไร

ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ และถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร เราอายุยังน้อย ยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้อีกมาก แต่โชคดีที่ทางซูซูกิตอนนั้นอยากจะได้ผู้ค้ารายใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นดีลเลอร์ เพื่อการปรับภาพลักษณ์และการทำการตลาดแบบใหม่ เพราะทางซูซูกิมองว่าถ้าเกิดทำการตลาดแบบใหม่กับดีลเลอร์เดิมๆ ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนรุ่นเก่าจะรับอะไรใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และยังยึดกับสูตรความสำเร็จเดิมๆ

ในปีแรกที่ทำก็เรียกได้ว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนที่เรามีค่อนข้างจำกัด ตอนนั้นเราก็ไม่มีประสบการณ์ เราอาศัยการปรึกษากับคนรุ่นเก่าว่า เขามีการช่วยเหลืออะไรอย่างไรบ้าง เขาขายอย่างไร มีการบริหารเทคนิค มีการดึงดูดลูกค้าอย่างไร เราก็พยายามทำการตลาดทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจของเราดำเนินไปได้

พอมาในปี 2554-2555 เป็นช่วงที่มีโครงการรถคันแรก ทำให้ธุรกิจเราโตขึ้นมหาศาล ยอดขายในปีเดียวมียอดจองทั้งหมด 1,380 คัน ปล่อยรถประมาณวันละ 15 คัน เรียกว่าลูกค้าทยอยมารับรถออกไปจากโชว์รูมเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พอหมดโครงการรถคันแรกก็ถือเป็นช่วงยอดตก แต่เราก็ทำใจแล้วว่าต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

ก็ให้กำลังใจกับลูกน้องบอกเขาว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง ในขณะที่คนอื่นคิดว่าตกและรอโอกาส แต่พวกเราก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถทำยอดขายเพิ่มจากการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น โดยการเอาไปโพสต์ขายตามเว็บไซต์ต่างๆ มีการทำโซเชียลมีเดีย จับรถซูซูกิมาแต่งหน้าทาปากใหม่เป็นลายกัปตันอเมริกา ลายจุด ลายสปอร์ต แต่งล้อแม็กใหม่ ให้ลูกค้ารู้สึกว่ารถของเราสามารถแต่งสวยได้ในแนวไหนบ้าง ทำให้เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อของลูกค้าได้มากขึ้น

ตอนนั้นก็ถือว่าการทำตลาดโซเชียลมีเดียจากเฟซบุ๊กนี่ค่อนข้างมาแรงมาก ทำให้เราสามารถซื้อขายรถยนต์โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเซลส์เลยก็ได้ ทำให้ลูกน้องทุกคนเกิดความมั่นใจในระบบของการขายรถออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ของเราหรือโซเชียลมีเดียของเราเองก็เช่นกัน เราจะต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถโอนเงินสั่งจองซื้อรถผ่านระบบออนไลน์ของเราได้ เพียงแค่เขาโอนเงิน เราก็มีระบบไฟแนนซ์ติดต่อกลับไปเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและของเราเอง ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรา

กลายเป็นว่าจากเดิมที่ดีลเลอร์จะขายรถแค่ในโชว์รูม หรืองานจัดแสดงรถยนต์ ก็เปลี่ยนเป็นเราสามารถขายให้กับลูกค้าที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากออฟฟิศไปหาลูกค้า แต่ลูกค้าจากทั่วประเทศสามารถเข้ามาสั่งซื้อสินค้าเป็นรถยนต์จากเราได้ ทำให้ยอดขายของเรากระเตื้องขึ้น เมื่อเทียบกับยอดขายระหว่างช่วงปี 2555 ซึ่งเป็นโครงการรถคันแรก กับช่วงปัจจุบันบริษัทของเราถือว่าสามารถทำกำไรจากยอดขายรถยนต์ได้มากกว่าดีลเลอร์อื่น เพราะว่าเรามุ่งเน้นการทำการตลาดออนไลน์มานาน แค่เปลี่ยนมุมมองการขายจากรถยนต์ที่มีลูกค้ามาซื้อที่โชว์รูม มาเป็นการนำเสนอขายรถยนต์ให้กับลูกค้าถึงตัวผ่านระบบออนไลน์”

 

ยิ่งท้อยิ่งต้องสู้

ณัฐธันยพร บอกว่า เวลาที่เราเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตามในเรื่องของการทำธุรกิจ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรอคอยขอความช่วยเหลือ แต่จะต้องขยันให้มากกว่าเดิม สู้ให้มากกว่าเก่าเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ แล้วเราจะมองเห็นโอกาส มองเห็นช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดมากขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขายของเรา

“เราไม่เคยที่จะมานั่งจับผิดว่าลูกน้องเข้าทำงานกี่โมง เลิกกี่โมง หรือจับผิดเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหักเงิน เรามองว่างานเซลส์เป็นงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่งานตอกบัตรที่ต้องเข้า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น ถ้าลูกค้าโทรมา 3 ทุ่ม หรือตี 3 ก็ต้องรับสาย หรือลูกค้าส่งข้อความในโซเชียลมีเดีย ลูกค้าถามมาเวลาไหนก็ต้องตอบเวลานั้น เพื่อดึงลูกค้าให้มาซื้อสินค้ากับเราให้ได้

แม้ว่าลูกค้าคนนั้นแค่เข้ามาดูรถในโชว์รูม หรือแม้กระทั่งเข้ามาสอบถาม เราก็เก็บไว้เป็นโปรไฟล์ลูกค้า เป็นฐานข้อมูลว่าลูกค้าคนนี้เป็นใคร มีความสนใจอะไร ซึ่งในวันข้างหน้าเขาก็อาจจะมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตก็ได้ จึงเห็นได้ว่าเขาแทบจะทำงานให้เราอยู่ตลอดเวลา

การบริหารงานโดยเฉพาะบริหารงานยุคใหม่ ควรจะมองในเรื่องการตั้งเป้าหมายในการทํางานเป็นหลัก เมื่อเราตั้งแล้วลูกน้องของเราสามารถทำได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าเกิดเขาทำถึง เขาจะบริหารเวลาในการทำงานอย่างไร เพราะประสิทธิภาพในการทำงานไม่ได้วัดกันที่การนับเวลานั่งอยู่ที่ออฟฟิศ แต่หมายถึงผลที่ออกมาว่าตรงตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ แล้วเขาทำได้สำเร็จหรือไม่ต่างหาก

นอกจากนี้ เราก็เอาใจใส่ลูกน้องให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ถ้าลูกน้องเราอยู่ไม่ได้ ธุรกิจของเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เรามักจะเตือนลูกน้องเสมอว่า เวลาที่ได้ยอดขายดีต้องรู้จักแบ่งเก็บแบ่งใช้ เพราะเราอาจจะไม่ได้ยอดอย่างนี้ไปตลอด ต้องรู้จักบริหารเงินและการลงทุน และการดูแลลูกน้องแต่ละฝ่ายก็ดูไม่เหมือนกันอีก อย่างงานเซลส์เขาอาศัยการขายสร้างรายได้ ยิ่งขายมากยิ่งได้มาก แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำงานหลังบ้านเรา เช่น งานช่าง พวกเขาทำทั้งวันก็ยังได้เงินเดือนไม่เท่าเซลส์ขายรถ เราก็ต้องมีวิธีการดูแลพวกเขาอีกแบบหนึ่ง การบริหารงานเป็นเรื่องซับซ้อนและมีวิธีการจัดการที่หลากหลาย เพียงแต่เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของการคิดในแง่บวก ลูกน้องจะเป็นคนที่อ่อนไหวต่อข่าวสารภายนอกได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้อง หน้าที่ของเราก็คือต้องให้กำลังใจบอกกับลูกน้องเสมอว่า เราจะต้องพยายามให้มากขึ้น มองหาช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดแล้วเราก็เข้ามาคุยกันว่าเราจะใช้วิธีการไหนในการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ถามว่าเศรษฐกิจปี 2559 แย่ไหม บอกได้เลยว่าแย่ถึงแย่มากๆ แต่ยอดขายของเราก็ยังถือว่าดีมากเช่นกัน เพราะเราทำให้เขาเห็นแล้วว่ายิ่งพยายามหาช่องทางการขาย ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากขึ้นเท่านั้น”

 

Leave a comment