ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
26 ธันวาคม 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472204

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
“จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนหนึ่งเพราะเราได้ร่วมงานกับอาจารย์ซึ่งกำลังวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเซลล์มะเร็งในระบบโลหิต ซึ่งเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองก็เป็นหนึ่งโรคมะเร็งระบบโลหิตที่ยังไม่มียาและหนทางในการรักษาผู้ป่วย หากเป็นมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองแล้วโอกาสรอดมีอยู่น้อยมาก จึงตั้งใจที่จะค้นหาคำตอบและหนทางในการรักษาให้ได้” ดร.ภญ.สุดจิต ล้วนพิชญ์พงศ์ จากศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช สังกัดงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยหญิงไทยที่คว้าทุนการวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย จากบริษัท ลอรีอัล ประจำปี 2559 กล่าว
ก่อนหน้าที่สุดจิตจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เธอบอกกับเราว่าเป็นความบังเอิญบนความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะตอนสอบเอนทรานซ์เห็นว่าทางบ้านเรียนสายวิศวะกันหมด “แล้วเราก็ไม่ได้ชอบที่จะเรียนทางสายนี้ แม้ว่าตอน ม.ปลาย จะเรียนทางสายวิทย์มาก็ตามที เลยลองเลือกที่จะมาทางสายสุขภาพดูบ้าง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ก็เลยเลือกมาทางเภสัชกร เข้าเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนแรกก็คิดว่าเรียนมาทางด้านนี้แล้วจะต้องมาเป็นเภสัชกรตามร้านขายยาหรือตามโรงพยาบาล แต่ที่จริงแล้วหน้าที่ของเภสัชกรไม่ใช่แค่การจ่ายยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการคิดค้นตัวยารักษาโรคใหม่ๆ ด้วย การวิจัยตัวยาเกือบทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเภสัชกร” ซึ่งก็มีหลายสายที่จะต้องเลือกว่าจะไปทางไหน สุดท้ายเธอก็มุ่งมาทางสายวิจัย ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด หลังเรียนจบเธอก็เลือกเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัย เวสต์ เวอร์จิเนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ในปี พ.ศ. 2552 และทำงานเป็นนักวิจัยที่สหรัฐเมริกาตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งปี 2557 จึงเดินทางกลับมาประเทศไทยที่ศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช
จนกระทั่งเธอสามารถสร้างผลงานวิจัยในหัวข้อ บทบาทของอนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไวต่อลักษณะความเป็นเซลล์มะเร็งต้นกำเนิด และการดื้อต่อยาเคมีบำบัดในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้สำเร็จ “งานวิจัยเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเริ่มต้นมาจากการทำงานร่วมกับอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งในระบบโลหิตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งชนิดรุนแรงรักษาไม่ได้ และไม่มียาชนิดไหนสามารถรักษาได้ เราก็พยายามทำงานวิจัยนี้ให้สำเร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยๆ 5 ปี ถึงจะค้นหาทางรักษานี้ได้

“แนวทางในการวิจัยเราดูที่ปัจจัยที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม มะเร็งหลังจากที่เซลล์มะเร็งมีการก่อตัวจะมีการหลั่งสารตัวหนึ่งออกมามาก โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดเซลล์มะเร็ง เราก็เข้าไปศึกษาว่าสารเหล่านี้มีผลอะไรต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหรือเปล่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) เป็นมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อยครั้งในเมืองไทย เบื้องต้นเราสังเกตว่าเมื่อเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้ว มะเร็งจะปล่อยสารตัวหนึ่งออกมา เรียกว่า ‘อนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไว’ พบว่าอนุพันธ์ซูเปอร์ออกไซด์เหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดที่มากขึ้น โดยสอดคล้องกับสัดส่วนจำนวนประชากรเซลล์มะเร็งต้นกำเนิดต่อมน้ำเหลืองที่ลดลง และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการดื้อต่อยาเคมีบำบัดของเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองลดลง
“ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จะนำไปสู่การหาวิธีการออกแบบการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมถึงโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ถูกควบคุมผ่านทางอนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต เพราะเซลล์มะเร็งต้นกำเนิดต่อมน้ำเหลืองเป็นเซลล์เป้าหมายที่สำคัญต่อการวางแผนการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด
“จุดที่ยากที่สุดในการทำงานวิจัยชิ้นนี้ คือการเอาตัวอย่างมะเร็งมาจากคนไข้ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ไม่เหมือนกับมะเร็งเต้านม ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก และเขาพร้อมที่จะให้เราเข้าไปศึกษาได้ง่าย”
แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานวิจัยของเธอทั้งหมดที่มากกว่า 20 ผลงาน ที่กวาดรางวัลงานวิจัยมาแล้วหลายเวที ย้อนกลับไปราวๆ ปี พ.ศ. 2551 งานวิจัยแรกของเธอสมัยยังเป็นนิสิต สุดจิตเริ่มงานวิจัยสารสกัดจากมะขามป้อมช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีปัญหาผมร่วง ซึ่งเธอเห็นปัญหาจากผู้ป่วยที่ได้รับคีโมแล้วเกิดอาการผมร่วง เริ่มจากการทดลองสมุนไพรหลายชนิดมาลองทดสอบจนพบว่าสารจากมะขามป้อมสามารถป้องกันการเสื่อมของเซลล์รากผมได้ดีที่สุด

หลังจากนั้นเราก็นำสารสกัดจากมะขามป้อมเข้าไปช่วยยับยั้งการเกิดผมร่วงในผู้ป่วยโดยใช้เป็นการรักษาเฉพาะจุด เพราะว่าการให้คีโมรักษาคนไข้จะไปยับยั้งเซลล์ที่การเติบโตเร็ว เช่น เซลล์มะเร็ง และเซลล์ผม ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการผมร่วงหลังได้รับการรักษานั่นเอง
อีกงานวิจัยชิ้นแรงสมัยเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกาของเธอที่ได้รับรางวัลก็คือ การวิจัยแนวโน้มสภาพอากาศรอบเหมืองถ่านหินถึงผลกระทบการเกิดมะเร็งในปอดของประชากรรอบๆ ซึ่งเธอได้ตั้งคำถามจากการสังเกตว่าในบริเวณที่เธออาศัยอยู่นั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในปอดสูงกว่าเมืองอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ ประกอบกับเมืองนั้นเป็นเมืองที่มีโรงงานถ่านหินเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจมีสารปนเปื้อนในอากาศที่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งในปอดของชาวเมือง เธอจึงเริ่มค้นคว้าวิจัยเก็บตัวอย่าง ทั้งจากผู้ป่วยและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยชิ้นนี้ของเธอก็ได้พิสูจน์ว่าสารปนเปื้อนในอากาศจากโรงงานถ่านหินมีผลต่อเซลล์ในปอด อันนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งในปอดอย่างมีนัยสำคัญ
สุดจิต แนะนำว่า “การเป็นนักวิจัยที่ดีเราควรจะมีความสนใจในงานที่ทำก่อน ถ้าเราสนใจและใส่ใจงานก็จะก้าวหน้าไปได้รวดเร็ว ถ้าเราสนใจในปัญหาเราก็จะมีความสนใจในการหาคำตอบ และแนวทางแก้ไขว่ามันเกิดจากอะไรบ้าง
“อีกอย่างหนึ่งในการทำงานวิจัย นักวิจัยทุกคนจะต้องตั้งสมมติฐานในงานวิจัย และถ้าเราทดลองแล้วไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ไม่เป็นไปตามสิ่งที่คิด เราก็ไม่ได้มานั่งคิดเสียใจว่าทำไมถึงไม่เป็นไปตามนั้น เพราะการตั้งสมมติฐานไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป ถ้าคิดแล้วถูกต้องทุกอย่างเราก็คงไม่มานั่งทำงานวิจัย การที่ทดลองแล้วไม่ตรงตามสมมติฐานก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีในการนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ๆ มากกว่า

“แม้ว่าเราจะทุ่มเทให้กับงานวิจัย แต่เราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลา ตอนแรกๆ เราก็ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานวิจัย ทำงานทั้งที่แล็บและที่บ้านจนสุดท้ายจนเริ่มรู้สึกว่าเราทุ่มเทกับงานมากเกินไป แล้วเราก็คิดว่าเราน่าจะแบ่งเวลาให้ชัดเจนมากกว่านี้ เพราะว่าเวลาที่มีอยู่หมดไปกับงาน เลยเปลี่ยนเป็นวางแผนเวลาทำงานเป็นเฉพาะจันทร์-ศุกร์ และเสาร์-อาทิตย์ก็อยู่บ้านกับครอบครัว ได้พักผ่อน ได้ทำอย่างอื่นที่อยากจะทำ อ่านหนังสือ ฟังเพลง สิ่งที่ได้กลับมางานเราก็ไม่ได้เสีย และยังรู้สึกได้เลยว่าสมองมันปลอดโปร่งขึ้น คิดงานได้ดีขึ้น หลังจากนั้นมาเราก็แบ่งเวลาอย่างนี้มาโดยตลอด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน
“แต่ที่เห็นว่าเราทำงานวิจัยได้เยอะหลายๆ ชิ้นในคราวเดียวกัน หากลองมองดูดีๆ จะเห็นว่าเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งเกือบทั้งหมด ซึ่งบางส่วนก็สามารถใช้ชุดข้อมูลเดียวกันได้ และบางส่วนเราก็เพิ่มเติมจากการศึกษาทดลองเพื่อให้ได้สรุปผลออกมา ถ้าเรารู้จักการบริหารจัดการข้อมูลและเวลาดีๆ เราก็สามารถทำงานวิจัยหลายๆ ชิ้นได้ในคราวเดียวกัน อย่างเช่น เราวิจัยในงานโมเลกุลจนเข้าใจดีแล้วมีข้อมูลมากพอเราก็สามารถต่อยอดไปใช้ในงานวิจัยอื่นๆ ที่อยู่ในสายใกล้เคียงได้
“สำคัญก็คือการตั้งคำถาม นักวิจัยที่ดีต้องรู้จักการตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบในสิ่งนั้น และตัวเราก็เป็นคนที่มีคำถามเยอะ เป็นคนช่างคิดช่างตั้งคำถาม เราจึงสามารถตั้งประเด็นในงานวิจัยได้ค่อนข้างมาก และถ้าเรามีคำถามมากขึ้นเราก็จะมีคำตอบมากขึ้นในงานวิจัย และนำไปสู่ความเข้าใจทั้งหมดในสิ่งที่เราค้นหาและหาทางรักษาแก้ไขได้”