ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
23 ธันวาคม 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/471765

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหาร แต่สำหรับ ดู ฮยอก ชอย เชฟหนุ่มชาวเกาหลี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่สาวไทยเห็นแล้วต้องใจละลาย อยากเรียกว่าโอปป้ามากกว่าเชฟคนนี้ กลับไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งตัวเขาจะพาตัวเองมามาโลดแล่นในอาชีพเชฟ มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง แถมยังเป็นร้านอาหารที่อยู่ในต่างแดน อย่างประเทศไทยอีกด้วย
ทุกวันนี้ ชอย เรียกเมืองไทยว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 หลังจากที่เขาพาครอบครัวมาสานฝันเปิดธุรกิจร้านไก่ทอดสูตรต้นตำรับอย่าง ชอย ชอย (Choi Choi) ซึ่งปักหมุดให้บริการความอร่อยอยู่ที่ชั้น 2 โครงการฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ สุขุมวิท 77
เชฟหนุ่มหน้าใสพาย้อนวันวานไปถึงจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เขาก้าวสู่เส้นทางที่ไม่เคยคิดฝันนี้ว่า เขาเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจอาหาร จึงมีโอกาสช่วยคุณแม่ทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะเป็นเชฟ เพียงแต่มีความตั้งใจว่าเมื่อเติบใหญ่อยากจะเป็นนักธุรกิจ
“หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยที่เกาหลี ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นเซลส์ แต่ผมรู้สึกว่าเบื่อหน่ายกับการทำงานรูทีนเลย เลยตัดสินใจลาออก และออกไปหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ผมไปเรียนภาษาแล้วก็เริ่มทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ 3 ปี ถึงกลับมาที่โซลอีกครั้ง”

ตอนที่กลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกสนใจการทำอาหารจริงจัง โดยเฉพาะการนำอาหารเกาหลีมาประยุกต์เป็นสไตล์ของตัวเอง เขามักได้รับคำชมจากเพื่อนๆ เสมอว่าเวลาที่เข้าครัวโชว์ฝีมือทำอาหารให้เพื่อนๆ ได้ชิม เมื่อได้รับคำชมมากๆ บวกกับประสบการณ์ที่เขาสั่งสมจากการทำอาหารร้านอาหารตั้งแต่อยู่ออสเตรเลีย จนย้ายมาทำงานที่ร้านไก่ทอดชื่อดังในกรุงโซล ทำให้เขาค้นพบตัวตนและความชอบของตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เขามีแพสชั่นไม่ใช่อะไรที่ไกลตัว แต่เป็นการทำอาหารซึ่งเขาคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะนำสิ่งที่ชอบและอยากจะทำให้ได้ดี มาต่อยอดสู่การเปิดร้านไก่ทอดของตัวเอง
“ที่เกาหลีมีร้านไก่ทอดเปิดเยอะมาก เมื่อผมคิดอยากจะเปิดร้านไก่ทอดผมบอกกับตัวเองว่า เกาหลีอาจไม่ใช่คำตอบ ผมไม่อยากทำธุรกิจที่ต้องไปแข่งกับคู่แข่งมากมาย ด้วยความที่ผมชอบเมืองไทยและเคยมีโอกาสเดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง ผมเห็นว่าร้านไก่ทอดในเมืองไทยยังมีไม่มาก และยังมีโอกาสทางธุรกิจที่น่าจะโตได้ ผมเลยตัดสินใจมาเปิดร้านที่นี่ ซึ่งผมได้ศึกษาตลาดแล้วว่าถ้าจะเปิดร้านไก่ทอดที่นี่ต้องไม่เหมือนกับที่เกาหลี ซึ่งขายแต่ไก่ทอดล้วนๆ อย่างเดียว แต่ร้านของเราต้องมีบริการอาหารอย่างอื่น เช่น ต๊อกบกกี บิบิมบับ บูซูเจิน ฯลฯ เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้ลูกค้าด้วย ดังนั้นคอนเซ็ปต์ร้านไก่ทอดของผม จึงมีอาหารเกาหลีอีกหลายเมนูมาเสริมทัพ”
ชอย บอกว่า นับตั้งแต่เขาตัดสินใจเปิดร้านที่เมืองไทย นอกจากจะมุ่งมั่นพัฒนาสูตรไก่ทอดที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เขายังเรียนภาษาไทยควบคู่ไปด้วย เพราะหวังใจไว้ว่าจะได้สามารถสื่อสารกับลูกค้าที่มาอุดหนุนได้ เพราะส่วนตัวเขาก็เป็นหนุ่มที่ชอบพบปะพูดคุยกับคนอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ช่วง 2 เดือนแรกที่มาเมืองไทย ผมเรียนสนทนาอย่างเดียวเลย เพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ แต่พอเปิดร้านแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาเลยต้องอาศัยเรียนแบบครูพักลักจำ ค่อยๆ เรียนรู้จากคนในร้านและลูกค้าแทน ผมว่าตอนนี้ผมพูดภาษาไทยเหมือนเด็กอายุ 3 ขวบ (หัวเราะ)”
แน่นอนว่า การรับบทบาททั้งเชฟที่ประจำการในครัวทุกวัน บวกกับเป็นเจ้าของร้านไปด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งชอยเองก็ยอมรับ แต่เขายังกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า ถ้าเราทำอะไรได้ง่ายๆ เมื่อนั้นชีวิตคงน่าเบื่อ และไม่มีความสุข ทุกวันนี้เขาสนุกกับสิ่งที่ทำ ได้เข้าครัวลงมือทำอาหารเองทุกจาน ทำให้สามารถคุมคุณภาพของอาหารได้ตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ การทำน้ำจิ้มสูตรโฮมเมด ในส่วนของงานบริการเขาก็ไม่ละเลยและรู้สึกเหนื่อยที่ต้องดูแลลูกค้าเอง ขณะเดียวกันเขาพยายามปรับตัวและเรียนรู้กับวัฒนธรรมใหม่ๆ
“ผมไม่ได้กลับไปที่เกาหลีหลายเดือนแล้ว ถามว่าคิดถึงมั้ย ก็ไม่นะ (หัวเราะ) ผมรักเมืองไทย ธุรกิจของผมเริ่มจากศูนย์ที่นี่ ไม่ใช่เริ่มจากบ้านเกิดแล้วขยายมา เพราะฉะนั้นผมจึงมีความผูกพันกับเมืองไทยมาก และคิดว่าที่นี่คือบ้านหลังที่ 2 ที่ผมอยากอยู่ไปนานๆ สำหรับผม นอกจากทุกครั้งที่เข้าครัว ได้ทำอาหารอร่อยๆ จะเป็นความสุขแล้ว การที่ผมได้มีโอกาสต้อนรับและดูแลลูกค้าที่มากินอาหารที่ร้านด้วย
ตัวเอง ไม่ว่าจะ 5 คนหรือ 10 คน ได้รับรู้ว่าเขาถูกใจอาหารของเรา สำหรับผมนั่นคือความสำเร็จแล้ว อารมณ์เหมือนกำลังเล่นเกมเสิร์ฟอาหาร แล้วเราทำมิชชั่นได้สำเร็จ” ชอยกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี