ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467966

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน
คนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงมาตลอด พบว่าตนกำลังเผชิญกับโรคร้ายที่จะคร่าชีวิตในอีก 6 เดือน ทว่าอย่างแรกที่เธอคิดไม่ใช่ความกลัวตาย
หญิงสาวที่เต็มที่กับทุกอย่างทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องกิน และเรื่องเที่ยว เบลล์-ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ วัย 29 ปี ตอนนี้เธอเป็นฟรีแลนซ์ด้านการตลาด และหายขาดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอรักษาใน 7 โรงพยาบาล ใช้เวลา 3 ปี ทำคีโม 26 ครั้ง (มากกว่าคนอื่นหลายเท่า) ฉายแสง 18 ครั้ง และน้ำหนักลดลงไปเหลือเพียง 36 กก. จนถึงวันนี้เธอกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จที่อดทนและรับผิดชอบต่อหน้าที่ผู้ป่วยมานาน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เพียงสุขภาพ แต่โรคร้ายได้เปลี่ยนทัศนคติและหลักการใช้ชีวิตของเธอและทุกคนในครอบครัว
ชีวิตไม่เพอร์เฟกต์
ตลอดมาเธอใช้ชีวิตสุดโต่งในทุกด้าน ด้วยคติประจำใจที่ต้องใช้ชีวิตทุกนาทีให้คุ้มค่า ตามแนวคิดของผู้หญิงเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์
“ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ล้มไม่ได้ เฟลไม่ได้ เราต้องเตรียมตัวอย่างดี เพื่อที่จะได้สิ่งที่เราอยากได้อย่างดีที่สุด ทุกอย่างตอนนั้นคือคำว่าดีที่สุด ซึ่งตอนนี้เรารู้ว่าชีวิตของเราคือความบาลานซ์ไม่ใช่เดอะเบสต์” เธอกล่าว
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เธอเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เบลล์ตั้งใจเรียนให้อยู่ในระดับต้นๆ มาโดยตลอด รวมถึงการทำงานที่ต้องทุ่มตัวทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองเป็นที่สุดของที่สุด ทำให้เธอไม่สนใจร่างกาย คิดแต่จะใช้มันอย่างเต็มที่
“กินๆ ไปเถอะไม่ตายหรอก” เธออธิบายความคิดช่วงที่ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ “เพราะเราต้องใช้เวลาเพื่อการทำงาน เพื่อพัฒนาตัวเองดีกว่า ทำให้ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินอาหารปิ้งย่าง กินน้ำอัดลม กินน้ำเปล่าน้อย และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนี้เราแฮปปี้กับการใช้ชีวิตมาโดยตลอด รู้สึกว่าถ้าตายไปก็ไม่เสียดาย เพราะฉันเที่ยวคุ้มแล้ว ฉันใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ใช้ชีวิตทุกวินาทีคุ้มแล้ว”
ทว่า ความตายที่เธอกล่าวถึงกลับมาหาเธอเร็วกว่าที่คิด เริ่มจากอาการไอที่เธอคิดว่าเป็นเพราะอากาศ น้ำหนักลดที่เธอคิดว่าเป็นเพราะเครียด จนกระทั่งเธอเป็นลมกลางอากาศโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มมองหาสาเหตุ และตัดสินใจกลับมาเมืองไทยเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด และผลที่ออกมาเธอ บิงโก!

ข่าวร้ายจากโรคร้าย
หมอตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่อาจคร่าชีวิตในอีก 6 เดือน แต่คำพูดที่ได้ยินจากปากหมอไม่ใช่ความกลัวตาย แต่เธอคิดถึงการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่
“เราอยากกลับไปสอบไฟนอลให้จบ อยากกลับไปเก็บกระเป๋าก่อน ร้านอาหารไทยที่ทำงานอยู่สองร้านจะทำยังไง กลายเป็นว่าเรากังวลเรื่องธุระในชีวิต เบลล์ ไม่กังวลเรื่องการเป็นโรคอาจเป็นเพราะเบลล์ไม่รู้ว่าการที่มีก้อนมะเร็งอยู่ในร่างกายจะร้ายแรงขนาดไหน ไม่รู้ว่าถ้าเป็นมะเร็งแล้วเราอาจตายได้ แค่คิดว่า พอเป็นแล้วก็รักษาให้หายเหมือนโรคอื่นๆ เท่านั้นเอง ด้วยความที่ไม่รู้ก็เลยสบายใจ หรือพอรู้แล้วเราหาข้อมูลก็พบว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายขาดได้สูงสุด ไม่ได้เสพสื่อด้านลบ เลยทำให้เราไม่วิตกกังวลกับโรคจนทำให้ร่างกายแย่ลง”
เธอเติบโตมาโดยไม่มีคนรอบข้างเป็นมะเร็ง ทำให้ข่าวการเป็นมะเร็งเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับ “พ่อ” ผู้ที่อยู่ข้างกายลูกสาวในวันแรกที่ทราบข่าวร้าย ผู้ที่เตือนสติลูกให้คิดถึงตัวเองก่อนเรื่องอื่น ผู้ที่เป็นพลังให้เธออดทนและผ่านมันมาได้ และเป็นผู้ที่คอยจับมือตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
“พ่อเป็นคนหลักที่ดูแล พ่อกังวลมากตอนผ่าตัด ตอนรักษา ช่วยดูแลทุกอย่าง ยาเม็ดหนึ่งเป็นพันบาท พ่อก็ต้องหามาให้กิน” เธอกล่าว
การรักษาเบลล์ต้องทำคีโม 26 ครั้ง ซึ่งเป็นการรักษาที่มากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ดื้อยา และการทำคีโมครั้งแรก เธอเกิดอาการแพ้ยา อาเจียน ท้องเสีย ประจำเดือนมา ปวดศีรษะ อันเป็นบททดสอบแรกที่เธอต้องผ่านไปให้ได้
“เคล็ดไม่ลับอย่างหนึ่งสำหรับคนป่วย คือ ถ้ามีอาการผิดปกติอะไรจะต้องบอกญาติหรือบอกหมอไปเลย เพราะหมอจะมีวิธีรักษาให้เราหายทรมาน นวัตกรรมของยาพัฒนาเร็วและบ่อยมาก ดังนั้นเรา
ไม่จำเป็นต้องทนหรือเป็นนางเอกที่ต้องอดทน ไม่กล้าบ่นอะไรออกมา เดี๋ยวคนอื่นคิดว่าฉันอ่อนแอ งอแง เรียกร้องความสนใจ แต่จริงๆ ไม่ใช่ แค่อาการปวดนิดเดียวมันยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นคนป่วยต้องบอกและญาติต้องฟัง มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องสังเกตตัวเอง เข้าใจร่างกายตัวเองให้มากขึ้น และที่สำคัญเลยคือ ต้องปรับทัศนคติทั้งครอบครัว”
บทเรียนชุดนี้สอนเธอว่า ถ้าเกิดมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ผู้ป่วยต้องแจ้งและจดไว้ เพื่อเป็นข้อมูลให้หมอนำไปหาทางรักษาต่อไป เพราะทุกโรคต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างคนไข้กับคุณหมอเพื่อหาทางรักษาได้ดีที่สุด
การรักษาที่แสนเจ็บปวด
การบำบัดด้วยคีโมจะเข้าไปทำลายทั้งเซลล์ดีและไม่ดี ทำให้โปรตีนในร่างกายน้อยลงจึงเกิดอาการเพลีย น้ำหนักลด ทำให้คนไข้ต้องพยายามกิน แม้ว่าจะไม่อยากกิน แต่ผู้ป่วยต้องกินอาหารเป็นหน้าที่ เพราะต้องฟิตร่างกายให้ดีที่สุดเพื่อที่จะรับยารอบต่อไป และยังต้องนอนให้เป็นเวลา และต้องขับถ่ายให้ได้ทุกวันด้วย
“การทำคีโมคือการเข้าค่ายของจิตใจกับร่างกาย หลังจากที่เราไม่ได้สนใจมันมานาน คราวนี้เราต้องสนใจตัวเอง แม้ว่าการทำคีโมจะแสบและทรมาน เหมือนมีน้ำกรดไหลเข้าไปตามเส้นเลือด ก็ต้องอดทนและเข้าใจ และไม่ปฏิเสธการรักษา”

หลังจากให้คีโมผ่านเส้นเลือดที่แขนสลับกันซ้ายขวาได้ไม่นาน หมอจำเป็นต้องเปลี่ยนให้เธอใส่พอร์ตหรือท่อให้ยาบริเวณหน้าอก เพราะเส้นเลือดของเธอไม่แข็งแรงจึงต้องตัดทางตรงให้ยาไหลไปสู่หลอดเลือดใหญ่ สรุปแล้วเธอรักษาด้วยการทำคีโม 26 ครั้ง รักษาด้วยแอนติบอดี 16 ครั้ง และฉายแสง 18 ครั้ง ซึ่งระหว่างที่รักษาอยู่นั้น นอกจากอาการแพ้ยาและดื้อยาแล้ว เธอยังพบเรื่องที่ไม่คาดฝัน มะเร็งได้ลามเข้าไปในหัวใจซึ่งเป็นเคสที่พบเพียงร้อยละ 1 ของผู้ป่วยมะเร็ง และมีคนรอดเพียง 3 ใน 10 คนเท่านั้น
“หัวใจมี 4 ห้อง ดันมีก้อนมะเร็งไปอยู่ที่ห้องขวาล่างอยู่เกือบเต็มห้องหัวใจ ทำให้เลือดไม่ถูกปั๊มไปที่ปอด และเมื่อปั๊มไม่ได้ก็เกิดอาการเหนื่อยง่าย ขนาดหัวใจโตขึ้น 2 เท่า พอหมอตรวจเจอก็เข้าห้องผ่าตัดทันที ใช้เวลาผ่าตัด 5 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว คนจะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อ แต่โชคดีที่ร่างกายฟื้นตัวเร็วจึงส่งผลดีต่อการรักษา” เธออธิบาย
มรสุมครอบครัว
บทเรียนจากการเป็นโรคร้ายไม่ได้ก่อให้เกิดความเครียดหรือความกังวล แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความเปลี่ยนแปลง เธอกล่าวว่า มะเร็งช่วยดัดนิสัย เปลี่ยนความคิด และแปลงพฤติกรรมตั้งแต่ตัวเธอเองถึงคนในบ้าน
“เวลาที่เราผ่านเรื่องหนักๆ ในชีวิตแล้ว จะทำให้ครอบครัวหันมามองกัน และทำให้รู้ว่าเวลาในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าขนาดไหน แม้ว่าระหว่างทางจะมีความไม่เข้าใจกัน มีเรื่องของความรู้สึกที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกคนสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ ปรับทัศนคติให้เข้าใจกันได้” เธอกล่าวเพิ่มเติม
เบลล์ต้องกินยา 70 เม็ด/วัน ยาบางตัวทำให้นอนไม่หลับ ยาบางตัวทำให้กินข้าวไม่ลง ยาบางตัวมีผลต่อฮอร์โมนซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ รวมถึงการทำคีโมยังทำให้สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลง
“ช่วงที่ผมร่วงเป็นช่วงที่เบลล์จิตตกที่สุด” เธอกล่าว “ตอนอาบน้ำแล้วมันร่วงเป็นกระจุก มันทำให้เรารู้สึกกลัว กลายเป็นว่าเรากลัวความจริงที่ต้องเป็นแบบนั้น นี่เรามาถึงจุดที่มันใกล้ตายจริงๆ หรอ สุดท้ายจึงตัดสินใจให้พ่อโกนผมให้หมดเลย พอโกนเสร็จเหมือนได้เกิดใหม่ เป็นความรู้สึกใหม่ มันโล่ง สบาย เบา กลายเป็นว่าเรามองตัวเองในกระจกแล้วมันสวยกว่าตอนที่เห็นผมร่วง”
เธอยังเชื่อว่า ผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้กลัวเรื่องโรค แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เขาอ่อนแอกว่าเดิมคือปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เพราะคนป่วยทุกคนอยากเป็นคนปกติ เขาไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง แต่ต้องการพลังบวก ไม่ใช่พลังลบ ดังนั้นประเด็นการสนทนากับผู้ป่วยจึงไม่ใช่เรื่องป่วย แต่พวกเขาต้องการคุยเรื่องอื่นให้ลืมโรคที่เป็นอยู่ไปชั่วคราว

ชีวิตใหม่
เบลล์รักษาตัวอยู่ 3 ปี ตั้งแต่อายุ 26-29 ปี ย้ายการรักษามา 7 โรงพยาบาล และเพิ่งหายขาดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2558 ที่ผ่านมา เธอถือว่าเป็นโบนัสชีวิตครั้งใหญ่หลังจากทำงานหนัก (รักษาตัว) มาตลอด วันนี้เธอประสบความสำเร็จแล้ว
“อะไรที่คุณชอบทำแล้วมันไม่ดีก็ให้เลิก” เธอแนะนำถึงการใช้ชีวิต “แล้วหาอะไรที่มันดีแต่ต้องฝืนทำ ให้ทำบ่อยๆ เช่น การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าจะกินต้องกินให้หลากหลาย จะได้กระจายความเสี่ยงและจะได้ไม่เจอสารพิษตรงนั้นบ่อยๆ อะไรที่เลิกไม่ได้ก็ให้ลดลงจนเลี่ยงได้” เบลล์ยังกล่าวด้วยว่า คีย์เวิร์ดแรกของคนเป็นมะเร็ง คือ ต้องยอมรับความจริง เพราะหากยอมรับมันไม่ได้ ทุกอย่างก็จะไปต่อไม่ได้
หลังจากนั้น เบลล์ได้เขียนหนังสือเรื่อง I Cancel my Cancer เพื่อให้คนทั่วไปได้อ่าน โดยเฉพาะคนในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะทุกคนมีสิทธิป่วย เพราะโรคไม่เลือกเพศ วัย เวลา และฐานะ อย่างที่ได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า
“ฉันหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต แม้ในยามที่ชีวิตของคุณสิ้นหวังที่สุด ยามที่คุณมองไม่เห็นทางออกของปัญหา หรือยามที่ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้…เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นกับฉันมาแล้ว”