อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465549

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เอ็ม-อรรถพล อนุรุทธิกร หนุ่มหล่อวัย 38 ปี ผู้เป็นทั้งนักพัฒนาที่ดิน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิรศิลา พร็อบเพอตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ วนา วาริน รีสอร์ต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง ตัวตนของเขาจะเป็นอย่างไร เห็นทีต้องไปพูดคุยด้วยซะแล้ว

“ตอนนี้ผมรับหน้าที่เป็นผู้บริหาร วนา วาริน รีสอร์ต ซึ่งอยู่ที่หัวหิน คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่นตรงที่สภาพแวดล้อมมีความเป็นธรรมชาติแท้ๆ เลย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรงแรมหรือรีสอร์ทในหัวหินจะเป็นแบบโมเดิร์นซะเยอะ แต่รีสอร์ทเราบนเนื้อที่ 130 ไร่ จะเป็นป่าและต้นไม้ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าเป็นที่พักสไตล์กรีนทราเวล ที่มีทั้งบ้านพักที่เป็นบ้านดินเป็นหลังๆ ตกแต่งด้วยไม้ และหลังคามุงจาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ซึ่งมีทั้งหมด 12 หลัง แล้วยังมีบ้านไม้ มีส่วนที่เป็นตึก 35 ยูนิต และโรงแรมสองชั้นอีก 12 ห้อง ที่รองรับการสัมมนาได้ถึง 150-180 คน

การเปิดรีสอร์ทแห่งนี้เป็นธุรกิจที่ผมเริ่มต้นด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมสิมิลาน่า รีสอร์ต ที่เขาหลัก จ.พังงา ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ตอนนั้นผมเรียนปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เอกโฆษณา อยู่ปี 4 ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) จึงได้เริ่มเข้าไปช่วยคุณพ่อและได้เรียนรู้ว่าการบริหารงานนั้นยากมาก ต่างจากงานในวงการบันเทิงที่ผมเคยเข้าไปสัมผัสในช่วงนั้น ทั้งถ่ายโฆษณาและเล่นละครทางช่อง 3 แบบคนละเรื่องเลย ด้วยหน้าที่ที่ต้องช่วยครอบครัว ผมกับงานบันเทิงเลยไปด้วยกันไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจหันมาโฟกัสในเรื่องธุรกิจอย่างเดียวดีกว่า”

เอ็มบอกว่า ช่วงนั้นนอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว คุณพ่อยังเปิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ด้วย พอเรียนจบปริญญาตรี เขาจึงเข้าไปดูแลอยู่หลายปี กระทั่งหมดสัญญาจึงเลิกทำไป เขาจึงเรียนต่อปริญญาโท สาขาอินเทอร์เน็ต อี-คอมเมิร์ซ ที่เอแบคจนจบ

 

“ตอนที่ผมช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมที่เขาหลัก ช่วงนั้นประสบภัยสึนามิพอดี โรงแรมจึงเสียหายไปครึ่งหนึ่ง หลังจากรีโนเวต 2 ปี และเปิดบริการมาอีก 4-5 ปี ก็มีนักลงทุนชาวอังกฤษมาขอซื้อโรงแรมพร้อมที่ดิน ซึ่งแต่เดิมครอบครัวเราก็ทำธุรกิจพัฒนาที่ดินอยู่แล้ว เมื่อทำโรงแรมจนถึงจุดอิ่มตัวเราจึงขายให้เขาไป จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่หัวหิน ก็มีคนมาขอซื้อที่ดินต่ออีก เราก็เลยมองหาที่ใหม่ จนมาเจอที่ดินร้อยกว่าไร่ที่ ต.ทับใต้ ผืนนี้ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าในอนาคตที่ดินแปลงนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไหม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามีถนนตัดผ่าน มีทางลัด แนวโน้มในการพัฒนาน่าจะดี เราจึงตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้ในที่สุด”

เอ็มบอกว่า ไอเดียในการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นรีสอร์ทเริ่มขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แรกๆ ก็ไม่ได้คิดจะขยายให้เป็นรีสอร์ทใหญ่โตขนาดนี้ แต่เพราะเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารโรงแรมมาก่อน เลยคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย

“เราเริ่มสร้างรีสอร์ทมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลา 4-5 ปี จึงเปิดให้บริการได้ เริ่มจากบ้านดินเล็กๆ แค่ 5 หลัง แล้วค่อยเพิ่มมาเป็น 10 หลัง ที่เลือกทำบ้านดินเพราะมันดูแปลกดี แถมพอเข้าไปพักยังรู้สึกเย็นดีด้วย ตอนแรกเราก็ซื้ออิฐดินที่นักโทษเรือนจำทำเพื่อนำมาสร้างบ้านดิน ซื้อทีเป็นคันรถเลย แต่ช่วงหลังเขาผลิตให้ไม่ทัน ผมจึงให้คนงานลองทำดู ซึ่งคุณภาพก็ใช้ได้ เราจึงทำอิฐดินเองตั้งแต่นั้น ตอนบ้านดินเสร็จใหม่ๆ ก็ต้องโปรโมทออกสื่อทั้งทีวี ทั้งสิ่งพิมพ์พอสมควร ระหว่างนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนเริ่มมีคนรู้จักและมีแขกมาเข้าพักมากขึ้น เพราะเราเริ่มโปรโมทลงเพจ FB : VanaVarin และเว็บไซต์ www.vanavarin.com ไปพร้อมกัน

 

ผมจะเรียนรู้จากลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร หรืออยากให้เราปรับปรุงอะไร จากนั้นจะนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น เรียกว่าต้องลงไปคลุกคลีกับพนักงานทุกแผนกเลยก็ว่าได้ ล่าสุดก็ได้รู้ความต้องการของลูกค้า เพราะรีสอร์ทของเราติดป่าติดภูเขาซึ่งดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงน่าจะมีกิจกรรมมารองรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ เราจึงต่อยอดให้เป็นรีสอร์ทกรีนทราเวล โดยเปิดกิจกรรมขี่จักรยานให้ลูกค้าที่มาพักได้ออกกำลังกาย แอบอิงธรรมชาติและต้นไม้ไปพร้อมกัน”

เอ็มเสริมว่า ตอนนี้สนามขี่จักรยานที่มีระยะทาง 3 กม.รอบรีสอร์ททำเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งลูกค้าที่เข้าพักสามารถนำจักรยานใส่รถยนต์มาเอง หรือจะมาเช่าที่รีสอร์ทแล้วปั่นไปตามเส้นทางก็ได้เช่นกัน

“นอกจากเส้นทางจักรยานแล้ว รีสอร์ทยังต่อยอดในเรื่องกรีนฟาร์ม โดยปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบไม่ใช้ดินอีกด้วย ซึ่งผักที่ปลูกก็เช่น บัตเตอร์เฮด กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ฯลฯ ซึ่งตอนแรกตั้งใจให้ลูกค้าที่มาพักได้กิน แต่ทำไปทำมาผลผลิตกลับมีเยอะจนกินไม่ทัน จึงต้องนำไปขายและเปิดเป็นธุรกิจอีกตัวหนึ่ง (หัวเราะ) โดยมีแหล่งส่งขายในตัวอำเภอหัวหิน ซึ่งช่วงแรกของการปลูกผักไฮโดรฯ นี้ค่อนข้างจะยาก ต้องศึกษาและเรียนรู้จากความผิดพลาดมาเยอะ แต่ด้วยความที่ผมชอบศึกษาและทดลองอยู่เสมอ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกชอบและอินกับมันไปแล้วครับ

อย่างที่รู้กันดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจและการบริหารงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจออุปสรรคให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่อาจเพราะผมได้เริ่มต้นเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมตอนอายุ 25 ปี ผมจึงมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมอาจเป็นคนใจเย็นด้วย จึงมักเข้าใจในคุณค่าของผู้อื่น ไม่ว่าจะลูกน้องหรือคนรอบข้างก็ตาม ผมจึงไม่ค่อยซีเรียสกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก ซึ่งปัญหาหลักๆ เลยก็คือเรื่องคนนี่แหละ แต่ถ้าเรามีระบบจัดการที่ดีก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

แม้ปัจจุบันนี้ วนา วารินฯ จะมีพนักงานถึง 70 คน แต่ผมใช้วิธีบริหารงานแบบเข้าถึงทุกคนเหมือนเขาเป็นครอบครัว พนักงานส่วนใหญ่ของผมเป็นชาวบ้านในพื้นที่ เวลามีปัญหาอะไรเราต้องค่อยๆ แก้ไขด้วยความใจเย็น อย่างบางคนมีปัญหาครอบครัวซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา บางครั้งเราก็จะลงไปช่วยแก้ไขให้เท่าที่เราสามารถทำได้ (ยิ้ม) จะว่าเป็นการซื้อใจก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แค่อยากให้งานสามารถดำเนินต่อไปด้วยดีมากกว่า”

 

หนุ่มหล่อเสริมว่า เนื่องจากครอบครัวของเขาทำธุรกิจพัฒนาที่ดินให้มีมูลค่าเพิ่มมานาน ดังนั้นการเปิดโรงแรมหรือเปิดรีสอร์ทขึ้นมา จึงเหมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าของที่ดินแห่งนั้นให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

“อย่างที่บอกว่าเรามีที่ดินที่หัวหิน 130 ไร่ แต่เราใช้พื้นที่ทำรีสอร์ทไปแค่ 40-50 ไร่เท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ราคาที่ดินก็เริ่มปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการพัฒนาที่ดินโดยเปิดรีสอร์ทแล้ว ผมยังเห็นว่าในบริเวณที่ดินใกล้เคียงกันนี้ก็กำลังตั้งหน่วยราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และอื่นๆ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรีสอร์ทของเราด้วย ในอนาคตผมจึงคิดไว้ว่าอยากจะพัฒนาที่ดินส่วนที่เหลือให้เป็นคอมมูนิตี้ที่คนในหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถมาใช้ได้ แล้วอาจจะสร้างบ้านและที่พักอาศัยด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอเดียนี้ยังเป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกทีก็ได้ครับ”

เอ็มทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาทำงานเกือบทุกวัน โดยอยู่ประจำที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องขับรถไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-หัวหินอยู่เสมอ แถมบางครั้งอาจจะต้องเดินทางไปดูแลธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งเปิดไว้ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเขาได้ไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินเก่ามาพัฒนาให้เป็นโฮมสเตย์บ่อยๆ อีกด้วย

“ถ้ามีเวลาว่างจากงานจริงๆ ผมไม่ลืมที่จะออกกำลังกายด้วยการเล่นเวต รวมทั้งปั่นจักรยานรอบรีสอร์ทที่หัวหิน อย่างเมื่อก่อนผมจะชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แต่พออายุเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา นานๆ ไปวิ่งทีก็มีปัญหาเรื่องข้อเท้า ผมจึงหยุดวิ่งไป

สำหรับเรื่องท่องเที่ยวก็แล้วแต่จังหวะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเที่ยวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยอาจจะได้ไปบ่อยกว่า เพราะด้วยการทำงานของผมที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจึงต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าได้ทั้งทำงานและได้ทั้งพักผ่อนไปด้วยในคราวเดียวกัน”

 

Leave a comment