ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29 มกราคม 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478292

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์
“การทำธุรกิจปัจจุบันต้องเปลี่ยนเยอะเพราะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจต้องมองในทุกมิติ ต่อไปถ้าพูดถึงสามารถ จะนึกถึงเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้ต่างจากเดิม แต่เปลี่ยนวิธีคิดมุ่งสู่ดิจิทัล และสร้างรายได้ระยะยาวมากกว่าการซื้อมาขายไป”
คำพูดของหัวเรือใหญ่ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ในวันประกาศทิศทางธุรกิจปี 2560 ที่ว่า “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” สะท้อนถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของกลุ่มสามารถ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ยุค 4.0
แต่อีกนัยสำคัญยังสะท้อนได้ถึงการดิ้นรนปรับธุรกิจเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขันในธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
จุดพลิกผันสำคัญของกลุ่มสามารถภายใต้ทิศทางใหม่นี้ ไฮไลต์อยู่ที่บริษัท สามารถ-ไอโมบายที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงโมเดิลธุรกิจมากที่สุด แม้ว่าวัฒน์ชัยจะยังไม่ยอมเผยรายละเอียด เนื่องจากจะมีการเปิดแถลงข่าวการเปลี่ยนแปลงของสามารถ-ไอโมบายในเดือน มี.ค.นี้ แต่สิ่งที่เห็นชัด คือ การพลิกจากตลาดแมสมาเจาะตลาดนิชมาร์เก็ต เพื่อหนีการแข่งขันในตลาดเรดโอเชียนไปสู่ตลาดใหม่หรือบลูโอเชียน จะเป็นสิ่งที่เปิดขึ้นแน่นอน
ทั้งนี้ แม่ทัพกลุ่มสามารถยอมรับว่า รายได้ของสามารถไอ-โมบายหดหายลงไปเกินครึ่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8,000 ล้านบาท เมื่อต้นปี 2559 แม้จะไม่บอกเป็นตัวเลขชัดๆ แต่สามารถประเมินได้จากยอดขายเครื่องโทรศัพท์มือถือที่เคยทำได้ปีละ 4 ล้านเครื่อง เหลือเพียง 1 ล้านเครื่องเท่านั้น
ก่อนหน้านี้หรือประมาณต้นปี 2559 กลุ่มสามารถเคยประกาศปรับธุรกิจสามารถ-ไอโมบายมาแล้ว ด้วยการแบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับมือถือและธุรกิจที่ไม่ใช่มือถือ การพลิกโฉมช็อปที่เปลี่ยนชื่อจาก ไอโมบาย เป็น โอเพ่น (Open) เพื่อทลายข้อจำกัดสู่การขยายตลาดสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ บริการเติมเงินเปิดศูนย์ซ่อมมือถือ ฯลฯ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นความชัดเจนมากนัก
ขณะที่การปรับสามารถไอ-โมบายครั้งใหม่ปีนี้ ได้แบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย กลุ่ม Mobile & Security ที่เน้นการหนีตลาดที่แข่งขันสูงไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือนิชมาร์เก็ตประเดิมด้วยการเปิดตัวแบล็กโฟนทู โทรศัพท์ที่เน้นความปลอดภัย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเจรจากับพันธมิตรเพื่อจำหน่ายโทรศัพท์อินเตอร์แบรนด์อีก 1-2 ราย ตลอดจนการทำมือถือเฮาส์แบรนด์
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโอเปอเรเตอร์และอินฟราสตรัคเจอร์ ได้แก่ ธุรกิจ MVNO บนเครือข่ายแคท ภายใต้ชื่อ Open MVNO ที่จะเดินหน้าต่อและเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงการเตรียมเปิดตัวเครื่องมือสื่อสารเฉพาะกลุ่ม หรือทรังก์ โมบาย (Trunked Mobile) ซึ่งมองว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ยังไร้คู่แข่งชัดเจน เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กร ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ
กลุ่มที่ 3 กลุ่มดิจิทัล อี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากการเปิดตัวบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Zazzet ที่จะเปิดให้บริการในเดือน มี.ค.นี้ รวมถึงการมองเป้าหมายรุกธุรกิจฟินเทคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเห็นแนวโน้มการเติบโต
ปิดท้ายด้วย กลุ่มที่ 4 ธุรกิจไอ-สปอร์ต ที่ปัจจุบันมีรายได้จากการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกปีละหลายร้อยล้านบาท จะต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวกับกีฬา เช่น การจัดทัวร์จัดอีเวนต์ เป็นต้น พร้อมทั้งมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณไตรมาส 3 ปีนี้ด้วย โดยทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของสามารถไอ-โมบาย คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 4,500 ล้านบาท ในปีนี้
แม้ว่าธุรกิจของสามารถไอ-โมบายจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่กลุ่มสามารถยังมีความหวังจากธุรกิจสำคัญขาอื่นๆ โดยเฉพาะบริษัท สามารถเทเลคอม โดยที่วัฒน์ชัยออกปากว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีทองและโดดเด่นที่สุดของสามารถเทเลคอม เพราะงบประมาณลงทุนจากภาครัฐและการปรับตัวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ จึงคาดว่าปีนี้น่าจะมีการเซ็นสัญญากับภาครัฐมากที่สุด และยังมีงานที่เซ็นสัญญาและรอรับรู้รายได้จากปี 2559 แล้ว 9,000 ล้านบาท
จาก 3 กลุ่มธุรกิจของสามารถเทเลคอม คือ ธุรกิจเน็ตเวิร์กอินฟราสตรัคเจอร์ ธุรกิจเทคโนโลยีประยุกต์ด้านไอซีที และธุรกิจแอพพลิเคชั่นด้านบริการ ภาพรวมทั้งหมดจากเดิมที่เน้นไอซีทีโซลูชั่น จะขยายไปสู่ไอซีทีโซลูชั่นและเซอร์วิสมากขึ้น เพื่อเน้นการบริการและขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก รวมทั้งจะมีการซินเนอร์จีหรือใช้ความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีอยู่มาร่วมกันสร้างสรรสินค้าและการให้บริการลูกค้า ภายใต้เป้าหมายเพื่อยกระดับตัวเองสู่เวิลด์คลาส โซลูชั่น เซอร์วิส
ที่สำคัญ คือ โครงการภาครัฐที่คาดว่าจะมีการเปิดประมูลไม่ต่ำกว่า 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท ปีนี้ สามารถเทเลคอมมองว่าจะสามารถชิงชัยมาได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่าปีนี้จะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท แน่นอน
ในส่วนของธุรกิจ U-trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และTeda ปีนี้ ตั้งเป้ารายได้รวม 4,200 ล้านบาทโดยนอกจากรายได้ประจำจาก CATS ประมาณ1,800 ล้านบาท/ปีแล้ว ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจสายส่งไฟฟ้า โดยล่าสุด Teda ได้เซ็นสัญญาจัดหาและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมมูลค่า
โครงการ 1,200 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือ 2,000 ล้านบาท

ด้านธุรกิจพลังงาน ก็ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนอีกหลายโครงการ อาทิ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศลาว โครงการสายส่งไฟฟ้าที่ประเทศเมียนมา โรงไฟฟ้าขยะ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนนับแสนล้านที่ประเทศกัมพูชา และมีแผนเข้าประมูลในโครงการอื่นๆ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท
ปิดท้ายด้วยสายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ตั้งเป้ารายได้รวม 2,300 ล้านบาท มาจาก บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ ที่ปัจจุบันให้บริการคอลเซ็นเตอร์ 4 ภาษาครอบคลุม 14 อุตสาหกรรม คาดการณ์รายได้ปีนี้ 1,300 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือแล้วกว่า900 ล้านบาท รวมทั้งตั้งเป้ารายได้ในอีก 4 ปีข้างหน้าถึง 2,500 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้อีก 1,000 ล้านบาท ในปีนี้จะมาจากบริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็มผู้ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจกล้องวงจรปิด และบริษัท สามารถวิศวกรรม ในสัดส่วนเท่ากัน คือ 500 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า การปรับตัวครั้งใหญ่ของกลุ่มสามารถครั้งนี้ เป็นการปรับเพื่ออยู่รอดในธุรกิจที่ย่ำแย่ และช่วงชิงโอกาสในธุรกิจที่ยังคงเป็นดาวรุ่งสร้างรายได้ ซึ่งอย่างน้อยวัฒน์ชัยเชื่อมั่นว่า จะทำให้รายได้รวมทั้งกลุ่มปี 2560 นี้ ทำได้ 2 หมื่นล้านบาทแน่นอน แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายปี 2559 ที่ตั้งไว้ 2.4 หมื่นล้านบาทก็ตาม หากแต่เป้าหมายสำคัญ คือ การที่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวนั่นเอง