ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481519

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข
เธอเป็น 2 สาวสวยคู่แฝด ที่มาช่วยกันทำธุรกิจจิวเวลรี่ที่สืบทอดธุรกิจเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณแม่ของเธอที่เป็นผู้ริเริ่มมาก่อนและทำตลาดเฉพาะในประเทศ แต่พอมาถึงยุคของ 2 สาว เธอก็มาทำตลาดส่งออกและมีแบรนด์เป็นของตัวเอง
แอม-ธัญญรส แฝดผู้พี่ และโอ๊ต-ธัญญลักษณ์ แฝดผู้น้อง จากตระกูลภูริปรัชญา ทั้งคู่อายุ 37 ปี แอมแฝดพี่นั้นจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทางด้านเคมี แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านบริหาร ส่วนโอ๊ตแฝดน้องจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษทางด้านเดียวกัน
ทั้งคู่เกิดห่างกัน 6 นาที แอม เล่าว่า ตอนที่คุณแม่ท่านตั้งครรภ์พวกเธอ ตอนแรกท่านไม่ทราบว่าได้ลูกแฝด เพราะอัลตราซาวด์แล้วก็ไม่เห็นเพราะบังกันไว้มิด จนกระทั่งก่อนคลอดไม่กี่อาทิตย์ถึงมาทราบว่าได้ลูกแฝด
เธอทั้งคู่ตั้งแต่เล็กจนโตนั้น แทบจะไม่เคยแยกกันเลยตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นมัธยมฯ ปลาย เรียนโรงเรียนเดียวกันมาตลอด มาแยกกันครั้งเดียวตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่พี่สาวเอนท์ฯ ติดจุฬาฯ ส่วนน้องสาวเอนท์ฯ ติดเกษตรฯ พอจบปริญญาตรีไปต่อปริญญาโท ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ และมาแยกกันอีกครั้งตอนที่ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเอง
แอม เล่าว่า เดิมแม่ของเธอทำจิวเวลรี่ขายในประเทศ โดยผลิตเพื่อส่งให้กับร้านเพชรในกรุงเทพฯ เป็นหลัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตแบบขายส่งมานานเกือบ 40 ปี ซึ่งท่านก็ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องเรียนบริหารหรือออกแบบอะไรเพื่อมาช่วยงาน พ่อแม่ให้อิสระในการให้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ

“จะมาช่วยหรือไม่… ท่านไม่เคยบังคับ แต่พวกเราก็คิดในใจว่าเราอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะชอบงานค้าขายกันมาตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ตอนเราไปเรียนเมืองนอก เราก็เอาของเหลือสต๊อกของคุณแม่ไปขายที่อังกฤษบ้าง ไปขายเพื่อนๆ บ้าง ไปขายตลาดนัดซันเดย์มาร์เก็ต ซึ่งก็ได้เงินดีทีเดียว เรารู้กันเลยว่าในอนาคต ก็ต้องทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็ลองไปเรื่อยๆ ให้รู้ว่าชอบอะไรแน่” แฝดพี่ย้อนอดีตให้ฟัง
ทางด้านโอ๊ต เสริมว่า จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบปริญญาโทกลับมา ตัวเธอไปทำงานบริษัททางด้านเคมีอยู่ปีกว่า แต่เธอไม่ชอบก็เลยออกมาช่วยงานของแม่
“โอ๊ตคิดว่าถ้าจะทำธุรกิจอะไร ควรทำในสิ่งที่เราคุ้นเคยและรู้จักมันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมองว่าเราน่าจะต่อยอดงานของแม่ได้อีก ก็เลยคิดว่าควรจะขยายตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง จึงไปเรียนต่อด้านอัญมณีแบบครอบวงจร ดูเพชรดูพลอย ออกแบบต่างๆ ครบวงจร แล้วก็มาลองออกแบบ ไปออกงานแฟร์จิวเวลรี่ที่ฮ่องกง ปรากฏว่าได้ผลตอบรับที่ดีมาก จึงค่อนข้างมั่นใจว่ามาถูกทาง ก็เลยทำทั้งสองตลาด คือ มีแบรนด์ของตัวเองในการส่งออกและรับจ้างผลิตด้วย จนกระทั่งงานส่งออกล้นมือ แรกๆ ส่งย่านเอเชีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แล้วเริ่มขยายไปสู่ยุโรปอีกหลายประเทศ ส่วนคุณแม่เห็นว่าลูกทำเองได้ดี ก็ปล่อยให้ทำเต็มที่และท่านก็หยุดขายส่งในประเทศไปอย่างสิ้นเชิง” แฝดน้องเล่าอย่างจริงจัง
หลังจากที่แฝดน้องมาช่วยทำตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์ TAMAS เป็นของตัวเอง เธอก็มาลุยงานตรงนี้อย่างจริงจัง ดูแลการตลาด การออกแบบ ทำคนเดียวอยู่ 2-3 ปี จนงานเริ่มเยอะทำคนเดียวไม่ไหว ก็เลยไปชวนพี่สาวให้ลาออกจากงานมาช่วยกัน ซึ่งตอนนั้นพี่สาวทำงานไฟแนนซ์อยู่เกือบ 5 ปี เขามีความสุขกับงานที่ทำ ไม่คิดจะมาทำตรงนี้ ปล่อยให้น้องลุยเดี่ยว เพราะคิดว่าน้องทำได้ ก็ลุยไปเลยเต็มที่ แอม เล่าเสริมต่อไปว่า
“แต่เขาทำได้ 3 ปี มาบอกว่าไม่ไหวแล้วต้องออกมาช่วยกันเถอะ โหลดแล้วจริงๆ จึงต้องออกมาช่วยน้อง เราก็ต้องออกมา โดยรับผิดชอบงานด้านการผลิตและดูโรงงานเป็นหลัก ซึ่งพอเรามาทำด้วยกันมันลงตัว แอมชอบงานผลิตไม่ชอบจุกจิกเจอลูกค้า ชอบทำงานเบื้องหลังเงียบๆ ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ขณะที่น้องชอบพูดชอบเจอคน เขาก็ดูแลการตลาดและการส่งออก เราก็เลยช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างลงตัว” เธอเล่าอย่างมีความสุข

ทั้งคู่เล่าว่า พอมาทำตรงแบรนด์ทามาสของตัวเองก็ได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะๆ และภูมิใจว่าจิวเวลรี่จากประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมาก และประเทศไทยก็เป็นอันดับต้นๆ ในการส่งออกจิวเวลรี่และมีฝีมือที่ดีเป็นที่ยอมรับ มีจุดแข็งเรื่องฝีมือช่างที่ละเอียดอ่อนช้อยสวยงาม และช่างเจียพลอยก็ฝีมือดีมากๆ และหากมีจุดเด่นที่ดีตลาดต่างประเทศก็ยังไปได้เรื่อยๆ มีอัตราการเติบโตปีละอย่างน้อย 10% ทุกปี
แฝดน้องฝากถึงแฝดพี่
“พี่สาวเป็นคนจริงจังมากในการทำงาน ไม่ค่อยพูด เขาเก่งเรื่องการบริหารจัดการเป็นอย่างดี บางครั้งการทำงานทำให้เขาเครียด และเจ้าระเบียบมาก และคิดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดูเหมือนดุ เราห่วงอยากให้พี่สาวผ่อนคลายบ้าง ให้พักให้ไปเที่ยวบ้าง กลัวเขาจะเหนื่อยเกินไป มีอะไรก็คุยกันได้ตลอด
“เวลาที่เราจะตั้งท้องจะต้องนัดกันว่าปีนี้จะมีน้องนะ แตะมือกันห้ามท้องพร้อมกัน เพราะเราจะหยุดงานพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกัน ถ้าปีนี้ใครจะวางแผนมีลูกต้องบอกกันไว้ก่อน (หัวเราะ) แต่เราทั้งคู่ก็เหมือนเพื่อน ไม่ได้เป็นแบบพี่น้องทั่วไป เราเหมือนเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ช็อปปิ้งแทนกันได้ เลือกของมาเหมือนกันเป๊ะ”
แฝดพี่ฝากถึงแฝดน้อง
“เขาเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เขาเป็นทุกอย่าง ทั้งเพื่อนทั้งน้อง มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกันตลอด คุยกันตลอด มีปัญหาเราเคลียร์กันวันเดียวจบ แทบจะไม่เคยขัดแย้งหรืองอนกันเลย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นน้องที่น่ารักไม่มีอะไรต้องห่วงเขาเลย
“ตอนนี้เขาอยากมีลูกอีกคน เราก็ให้กำลังใจบอกให้ท้องไปเลย เดี๋ยวพี่ดูแลแทนเอง ไม่ต้องกังวล เรามีจุดหมายเหมือนกัน ใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน เขาทำให้เรามีความสุข เป็นคนที่เราไว้ใจและพึ่งพาได้ โชคดีที่ได้เขาเป็นแฝดน้อง นึกไม่ออกว่าชีวิตถ้าไม่มีเขาจะเป็นอย่างไร? อยากให้เขามีความสุขสมหวังในทุกอย่างที่เขาต้องการ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม