ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
04 มีนาคม 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/483586

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา
สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ก่อกำเนิดจากการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 หลังโค่นจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งสิ้นสุดที่ราชวงศ์โรมานอฟลงได้ ก็ปกครองโดยลัทธิมากซ์–เลนิน ระหว่างปี ค.ศ. 1922 ถึง 1991 ยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ สุดท้ายไม่ว่าจะยิ่งใหญ่คับโลกเพียงใด ก็หนีกฎแห่งการเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ในที่สุดสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตก็แตกสลายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธ.ค.1991 แยกออกเป็น 15 ประเทศ ประกอบด้วย รัสเซีย ยูเครน อาร์เมเนีย เบลารุส จอร์เจีย มอลโดวา คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อาเซอร์ไบจาน เอสโตเนีย ลัตเวีย และ ลิทัวเนีย
การล่มสลายที่เกิดขึ้นส่งผลให้ยุคสงครามเย็นของ 2 ขั้วอำนาจในโลกสิ้นสุดลงไปในตัว ทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนประเทศที่แยกตัวออกมาหลายประเทศ ได้เห็นแง่มุมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ
เริ่มต้นกันที่สหพันธรัฐรัสเซีย เมืองหลวงคือมอสโก ด้วยเหตุที่รัสเซียเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของสหภาพโซเวียต ดังนั้นเมื่อแยกตัวออกเป็นประเทศแล้ว จึงยังคงความยิ่งใหญ่ไว้มากที่สุด ทั้งในแง่ของขนาด และอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะการอยู่ภายใต้ผู้นำคนสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามองคือ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ทุกวันนี้แสนยานุภาพของกองทัพรัสเซียถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ และบทบาทการดำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติมหาอำนาจของโลก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพความแข็งแกร่งของประเทศรัสเซีย ผู้คนก็ยังยิ้มแย้ม แสดงความเป็นมิตรต่อผู้มาเยือน แตกต่างจากภาพที่คิดไว้ว่าประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ผู้คนต้องหน้าตาเคร่งเครียด ดุดัน ที่สำคัญอีกประการคือ รัสเซียมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและอลังการ เป็นเงาสะท้อนความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตไว้แทบจะสมบูรณ์ ทั้งพระราชวังเครมลิน มหาวิหารเซนต์บาซิล จัตุรัสแดงอนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช เป็นต้น
อีกประเทศหนึ่งที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ก็คือ ยูเครน ที่ปัจจุบันถูกจัดให้เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกไปแล้ว ยูเครนจึงมีความผสมผสานระหว่างความเป็นรัสเซียกับความเป็นยุโรปอย่างลงตัว
ประเทศยูเครน ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกเพราะมีสภาพอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม และมีการพัฒนาด้านการผลิตที่ดี การไปเยือนยูเครน พุ่งเป้าหมายการเดินทางไปที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงที่มีความสวยงาม เกิดจากการผสมผสานของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ กรุงเคียฟ คือศูนย์กลางของวัฒนธรรมสลาฟตะวันออก โดยประวัติศาสตร์ของประเทศยูเครน กล่าวถึงชาวสลาฟ ว่าเป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากในแถบนี้ มีเมืองเคียฟเป็นศูนย์กลาง จนกระทั่งในระยะต่อมาจึงมีชาวรุส (Rus) ซึ่งอพยพมาจากแถบสแกนดิเนเวีย ได้เข้ามายึดครองและรวบรวมดินแดนแถบนี้ โดยได้สถาปนาอาณาจักรเคียฟรุส (Kiev Rus) ขึ้น และนับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด

คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์คงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมวัดถ้ำเคียฟ หรือ Monastery of the cave ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศยูเครน มีอายุนานเกือบพันปี เป็นที่ตั้งของโบสถ์ที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันหลายโบสถ์ และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกด้วย
นอกจากสถาปัตยกรรมเก่าแก่แล้ว เรื่องราววิถีชีวิตของคนยูเครนก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งสถานที่ที่จะสามารถเรียนรู้ความเป็นชาวยูเครนได้เป็นอย่างดี ก็คือ ถนนคนเดิน แอนดริวิปสกี้ (Andriyivsky) นั่นเอง ซึ่งลักษณะของชาวยูเครนอาจแบ่งออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน คือ คนรุ่นเก่า ที่มีบุคลิกของชาติสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ คือ มักพูดน้อย ยิ้มน้อย ดูน่าค้นหา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ คนรุ่นใหม่ที่เปิดกว้าง และมีความเป็นยุโรปอย่างเห็นได้ชัดเจน
หันมาดูประเทศที่แยกออกมาอยู่ในทวีปเอเชียกันบ้าง นั่นก็คือ คาซัคสถาน ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยพื้นที่ขนาด 2.7 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก แต่พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่กึ่งทะเลทราย (Steppe) จึงมีประชากรอยู่แค่ประมาณ 17 ล้านคนเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ตามเมืองสำคัญๆ ไม่กี่เมือง

คาซัคสถาน มีเมืองอัสตานา หรือ แอสตานา เป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเมืองที่สร้างขึ้นมาใหม่ จึงมีความทันสมัย สวยงาม มีความเป็นระเบียบ และสะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี แต่อุปสรรคใหญ่เห็นจะเป็นเรื่องสภาพอากาศที่มีความหนาวเย็นถึง -35 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว ทำให้แอสตานา ติดอันดับ 2 ของเมืองหลวงที่หนาวที่สุดในโลก คนส่วนใหญ่จึงยังอยากใช้ชีวิตอยู่ที่อัลมาตี้(Almati) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิมมากกว่า
เมือง “อัลมาตี้” (Almati) หรือคนรุ่นเก่าๆ ของที่นั่นจะเรียกว่า “อัลมา อะต้า” (Alma-Ata) นอกจากจะเป็นเมืองที่ใหญ่ ที่สุดแล้ว ยังเป็นเมืองหลวงเก่าที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง จุดสำคัญคือสภาพอากาศไม่โหดร้ายเท่าที่แอสตาน่า
คนเชื้อชาติ “คาซัค (Kazakhs)” จะมีใบหน้า แววตา และผิวพรรณ ที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ เป็นส่วนผสมระหว่างชนเผ่าเติร์ก และมองโกล ขณะที่เด็กรุ่นใหม่จะมีความเป็นรัสเซียผสมเข้าไปด้วย
ประเทศสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ “อุซเบกิสถาน” ซึ่งสมัยสหภาพโซเวียตรุ่งเรือง ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นชุมทางการค้า เป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมต่อทั้งด้านการค้า และวัฒนธรรมระหว่างจีน ตะวันออกกลาง และกรุงโรม
อุซเบกิสถาน มีประชากรประมาณ 28 ล้านคน ในพื้นที่ 450,000 ตารางกิโลเมตร คนที่นี่มีเชื้อชาติ อุซเบก เป็นส่วนใหญ่ และนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก
