ซิสโก้แนะรัฐปั้นสมาร์ทซิตี้ตรงจุด เร่งผลิตคนรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491692

ซิสโก้แนะรัฐปั้นสมาร์ทซิตี้ตรงจุด เร่งผลิตคนรับไทยแลนด์ 4.0

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การพัฒนาประเทศไทยในเรื่องของการเป็นสมาร์ทซิตี้ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นั้น ยังไม่ค่อยมีจุดแข็งที่ชัดเจนเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับในต่างประเทศที่ต้องการเดินหน้าในการเป็นเมืองของนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรม ทำให้การสนับสนุนเพียงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์หรือคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกครัวเรือนถือว่าเป็นเพียงรายละเอียดย่อย แต่ยังมีจุดแข็งที่รัฐควรมองหาว่าต้องการให้แต่ละจังหวัดในไทยมีความโดดเด่นในเรื่องใด

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หรือ การทำสมาร์ทซิตี้ที่ซิสโก้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะประเทศจะได้ก้าวข้ามเรื่องของกับดักรายได้ปานกลางและใช้นวัตกรรมให้มากขึ้น ซึ่งคนไทยเองต้องมองเรื่องของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนคนอื่น รู้จักใช้และอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น ว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าหรือบุคลากรในประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบเดิม

การทำเนชันแนลบรอดแบนด์ที่ภาครัฐผลักดันให้มีในทุกหมู่บ้านนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ควรมองเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นคือเรื่องของการจัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือฟรีไว-ไฟเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคิดแค่เรื่องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะขาดแรงผลักดันด้านอื่นๆ ไม่สามารถต่อยอดให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้อย่างแท้จริง

ถ้าจะเน้นเรื่องของไอโอทีก็ต้องชัดเจนว่าเป็นไอโอทีสำหรับอะไร อย่างเช่น หน่วยงานการท่องเที่ยวต้องการผลักดันให้เมืองหรือจังหวัดใดเป็นสมาร์ทซิตี้ ก็ต้องมีคลังข้อมูลเพื่อให้นักท่องเที่ยว สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเมือง ร้านอาหาร การเดินทางภายในเมืองนั้นได้สะดวก รวมทั้งมีเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานเทคโนโลยีของนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง รวมทั้งปรับใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

ทั้งนี้ การเป็นสมาร์ทซิตี้จำเป็นต้องมีจุดแข็งของเมืองเพื่อเป็นแรงผลักดันเรื่องบทบาทและหน้าที่ของคนในท้องถิ่น ทำให้แต่ละเมืองมีจุดเด่นที่แตกต่างเพื่อสร้างความน่าสนใจและเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีได้อย่างตรงจุด ซึ่งซิสโก้ได้เข้าไปช่วยส่งเสริมในแง่กิจกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองทั่วโลกรวมทั้งอุตสาหกรรมต่างๆ

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจาก ซิสโก้ เข้าไปทำเรื่องสมาร์ทซิตี้ที่ภูเก็ต พบว่า การขาดแคลนบุคลากรยังคงเป็นเรื่องสำคัญ จึงได้จับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการทำเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา เพราะยังขาดบุคลากรอีกมาก ทั้งระดับอาชีวะหรือราชภัฏในการมาเป็นแรงหนุนในระดับปฏิบัติการตื่นตัวในการผลักดันให้เรื่องเทคโนโลยีเป็นภาคบังคับเพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น

ถ้ามองในเรื่องของจังหวัดที่ทำสมาร์ทซิตี้และมีอิมแพ็กเยอะสุดคงหนีไม่พ้นกรุงเทพฯ ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ ถ้าไม่มีทิศทางในการทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ที่ชัดเจน ก็อาจทำไม่สำเร็จเพราะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่หมายถึงความร่วมมือกับหลายภาคส่วนไปจนถึงข้อกฎหมาย แต่ถ้าเดินหน้าทำเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่ทุกคนอยากเข้ามา

ทั้งนี้ ซิสโก้ยังคงผลักดันในเรื่องของการสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 20 ปี ผลิตบุคลากรกว่า 4.4 หมื่นคน เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเป็นดิจิทัลอีโคโนมีนั้นต้องมีคนมารองรับ เพราะแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดยังมีน้อย สถาบันการศึกษายังผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดได้น้อยมาก รวมทั้งทักษะด้านภาษาของคนไทยก็ยังมีไม่มากพอ ซึ่งบริษัทยังคงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง จุฬาฯ เกษตร ฯลาดกระบัง นิด้าและคุยกับทางสถาบันอาชีวะเพิ่มเติม แต่ยังติดที่ต้องปรับหลักสูตรซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน

นอกจากนั้น กระแสของการทำไอโอทีหรืออินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ก็กำลังมาแรง อาจกล่าวได้ว่า ซิสโก้ เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีระดับโลกและเห็นเทรนด์ในเรื่องของไอโอที จึงตัดสินใจซื้อกิจการ Jasper Technologies, Inc. เพื่อต่อยอดธุรกิจด้านไอโอที หลังคาดการณ์แล้วว่าในปี 2563 จะมีการโจมตีองค์กรที่ใช้งานอุปกรณ์เพื่อการทำงานกว่า 25% ขณะที่ภาคธุรกิจวางงบด้านการรักษาความปลอดภัยเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไอดีซีได้คาดการณ์มูลค่าไอโอทีของไทยในปีนี้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท

วัตสัน กล่าวเสริมว่า ซิสโก้พูดเรื่องไอโอทีมา 2 ปีกว่าแล้ว บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม เพราะมองภาพกว้างคือโลกของการเชื่อมต่อซึ่งไอโอทีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์นี้ การทำในเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นต้องดูหลายปัจจัย เพราะซิสโก้ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเทคโนโลยีจึงต้องมีให้ครบวงจรมากกว่าผูกขาดเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ องค์การมหาชน (ETDA) ชี้ว่าไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่มีความเสี่ยงทางไซเบอร์มากที่สุดของภูมิภาคเอเชีย และอันดับที่ 11 ของโลก โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 มีภัยคุกคามถึง 1,017 กรณี ซึ่งภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะระบบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 47.45% ของช่วงเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมาและจากจำนวนไอพีแอดเดรสทั้งสิ้น 8.8 ล้านไอพีที่ใช้งานอยู่ในประเทศไทย มีการติดมัลแวร์มากถึง 2 ล้านไอพี

ดังนั้น สิ่งที่จะผลักดันเทคโนโลยีในอนาคตจะมี 4 เรื่อง คือ 1.โซลูชั่นต้องใช้งานได้ง่าย 2. เมื่อจำนวนอุปกรณ์เกิดขึ้นอย่างมหาศาล จะต้องทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น แมชีนต้องคุยกันได้ 3. ต้องฉลาดกว่าเดิม เมื่อเกิดข้อมูลขึ้น ระบบจะต้องมีความรู้และอิสระในการวิเคราะห์ผลออกมาและ 4.ต้องมีความปลอดภัย รวมทั้งควบคุมการใช้เทคโนโลยีได้ นี่คือแนวคิดที่ซิสโก้จะมุ่งในปีนี้

สิ่งที่สำคัญในการทำไอโอทีคือ เรื่องของความถี่ ควรมีย่านความถี่ที่เอื้อต่อการที่อุปกรณ์จะสื่อสารกันเองได้ อย่างเช่น เทคโนโลยี LoRa® Alliance ที่อยู่บนมาตรฐาน Low Power Wide Area หรือ LPWA ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ สำหรับรองรับอุปกรณ์ไอโอที หากเป็นการใช้งานในไทยควรอยู่ในย่านความถี่ 920-925 เมกะเฮิรตซ์ เพราะเป็นความถี่ที่ใช้งานข้ามประเทศได้

การลงทุนในเรื่องของไอโอทีของภาครัฐยังไม่มากเท่าเอกชน เพราะต้องแข่งขันและอยู่ได้ด้วยตนเอง จึงเห็นหลายบริษัทสนใจเรื่องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน การผลิต เฮลท์แคร์ ค้าปลีก เพราะมีโอกาสนำเทคโนโลยีไปใช้งานสูงมาก

“กลุ่มธนาคารเริ่มทำฟินเทค ส่วนรีเทลก็ทำการตลาดแบบออมนิแชนแนล เพื่อรองรับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป”

วัตสัน เล่าว่า แจ็ค หม่าเอง เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า บริษัทต่างชาติล้วนแต่อยากลงทุนในไทย เพราะผลตอบรับในตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ภาครัฐของไทยเดินหน้าช้า เช่นเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถลงทุนได้ทันที

นอกจากเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น การตื่นตัวในเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ พร้อมลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากเสี่ยงกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ต้องรอดูความชัดเจนในการลงทุนของภาครัฐในปีนี้ว่าจะช่วยจุดกระแสไอโอทีเพิ่มเพื่อเอื้อการลงทุนให้แก่ภาคธุรกิจอย่างไรได้บ้าง

Leave a comment