ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
11 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494383

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
การระบาดของสินค้าปลอม โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังที่คุกคามแบรนด์ต่างๆ มาโดยตลอด เนื่องจากสินค้าดังกล่าวสามารถนำกลับมาขายใหม่ได้เรื่อยๆ ผ่านช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ และความพยายามไล่ล่าหาสินค้าแบรนด์เนมราคาถูกของผู้บริโภค ยิ่งทำให้ปัญหาสินค้าปลอมลุกลามหนักขึ้นกว่าเดิมจนล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า เม็ดเงินในธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอมอยู่ที่ถึง 4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท)
แม้ในปัจจุบันบรรดาผู้ซื้อพยายามคัดกรองสินค้าปลอมด้วยตัวเองก่อน เช่น การนำกระเป๋าที่วางจำหน่ายไปเปรียบเทียบกับกระเป๋าของแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยเย็บ ขนาดตัวอักษร หรือป้ายแบรนด์แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากสินค้าปลอมเลียนแบบของแท้ได้แทบจะเหมือนจริง จนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้
ด้วยเหตุนี้ สตาร์ทอัพไอทีบางแห่ง เช่น Entrupy จากสหรัฐ จึงทดลองพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบสินค้าปลอม โดยใช้ Deep learning ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก โดยเลียนกระบวนการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์ ทำให้เครื่องจักรและซอฟต์แวร์สามารถจดจำและจำแนกภาพหรือเสียงได้
อุปกรณ์แบบพกพาของ Entrupy สามารถระบุสินค้าปลอมได้ เพียงแค่ถ่ายภาพส่วนต่างๆ ของกระเป๋า เช่น หมายเลขซีเรียล
นัมเบอร์ วัสดุ ตะเข็บบนกระเป๋า ด้วยความละเอียดสูงมาก แล้วใช้เทคโนโลยี Deep learning เปรียบเทียบกับรูปภาพกระเป๋าของแท้บนฐานข้อมูล เมื่อตรวจสอบพบว่ากระเป๋าดังกล่าวเป็นของแท้ ผู้ใช้จะได้รับใบประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการ
วิธยุทธ์ ศรีนิวาสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Entrupy เปิดเผยว่าผลการสแกนสินค้าปลอมของอุปกรณ์ดังกล่าวมีความแม่นยำสูงถึง 97.1% ทำให้ได้รับความเชื่อถือและการสนับสนุนเงินทุนจากบรรดาแบรนด์ต่างๆ กว่า 130 แห่ง เช่น ดิออร์ ชาแนล หลุยส์ วิตตอง
ทั้งนี้ Deep learning ไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวที่มีการนำมาใช้แยกแยะสินค้าปลอม โดยก่อนหน้านี้ อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากจีน จับมือกับแบรนด์ชื่อดัง เช่น หลุยส์ วิตตอง ซัมซุง และมาร์ส เพื่อทดลองใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า กวาดล้างการจำหน่ายสินค้าปลอมออกไปบนแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าของบริษัท
อาลีบาบาระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถสแกนสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ถึง 10 ล้านชิ้น/วัน ซึ่งช่วยจัดการสินค้าปลอมไปได้ถึงกว่า 380 ล้านชิ้น และปราบผู้ค้าของปลอมไปได้ 1.8 แสนราย ในช่วงเวลา 12 เดือนจนถึงเดือน ส.ค. 2016
อย่างไรก็ดี เจ้าของแบรนด์บางราย อย่าง เนชลา มาทัม-ฟินน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง เดอะ ฟิฟธ์ คอลเลคชั่น มองว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบสินค้าปลอมเพียงอย่างเดียวยังไม่พอสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าว โดยรัฐบาลและผู้บริโภคจำเป็นต้องมีส่วนร่วมช่วยเหลือภาคธุรกิจด้วยเช่นกัน
รัฐบาลควรออกมาตรการจัดการสินค้าปลอมอย่างเด็ดขาด เพื่อจัดการผู้จำหน่ายสินค้าปลอม ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ต้องไม่สนับสนุนการซื้อสินค้าปลอมเช่นกัน