ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/people/297535
สายแกร่ง!! “ชัชชาติ” เลือกแล้ว ไม่โหนรถไฟสาย คสช.
ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” อูย หน้าแตกยับงานนี้!!
เปรี๊ยะ!! เสียงหน้าแตกของใครไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ น่าจะเป็นสื่อมวลชนที่พากันนำเสนอรายชื่อของ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” โดยระบุตัวโตว่ามี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย จนเป็นข่าวใหญ่ ซึ่งน่าจะชัวร์แล้ว! เพราะเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้ลงนาม
แต่ปรากฏว่า ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองสรุปว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” !!
“ตัวผมเองไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ ผมจึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” แน่นอนมุมหนึ่งเจ้าตัวอาจเห็นกระแสต่อต้านจากคนฝั่งเพื่อไทย ถิ่นเก่าที่เคยร่วมงานด้วย เขาจึงเลือกที่จะไม่นั่งเก้าอี้ดังกล่าว
แต่ไม่ว่าจะยังไงเมื่อมาลงเอยที่การปฏิเสธ ซึ่งได้ระบุในโพสต์เดียวกัน “อย่างหล่อ” ว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือ การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” อันเป็นคำกล่าวของไมเคิล พอร์ตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์ แถมยังทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเราครับ”
ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ “ดูดี..ดูแพง” มากขึ้นในสายตาใครหลายคนจากที่ยอมรับอยู่แล้ว ก็ยิ่งเทใจให้มากเข้าไปอีก
ย้อนไปดูเรื่องราวของเขา รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ในด้านการศึกษา ชัชชาติ คนนี้ เรียกได้ว่าอยู่แถวหน้าของประเทศทั้งเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นในระดับอุดมศึกษาก็ยังจบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แถมยังไปจบป.โท สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ตามมาด้วยดีกรีดอกเตอร์สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี 2530
คนไทยเริ่มรู้จักเขาเป็นวงกว้างช่วงที่มาทำงานการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่่เดิมทีเขาเคยช่วยงานและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัครโดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ
กระทั่งช่วงปี 2555 ว่ากันว่าเขาได้รับการทาบทามทางโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีปู ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงเป็นก้าวของชัชชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว
ความน่าทึ่งหนึ่งคือ ที่สุดแม้เขาจะได้ขึ้นเก้าอี้เจ้ากระทรวงเต็มตัวในปี 2555 แต่ช่วงแรกในตำแหน่งรัฐมนตรี เขาคือรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด แต่มาภายหลังเขาคนเดิมนี้แหละกลับกลายเป็นรัฐมนตรีที่คนไทยน่าจะรู้จักและยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง
ด้านหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัวลุกขึ้นมานำเสนอตนเองในภาพลักษณ์ “รัฐมนตรีติดดิน” ที่ลงพื้นที่ดูงานด้วยตนเอง ทั้งนั่งจักรยานยนต์รับจ้าง โหนรถเมล์ นั่งรถสองแถว โดยสารรถไฟ จนช่วงนั้นสื่อออนไลน์พากันนำเสนอเรื่องของเขาแทบทุกวัน
แถมที่เป็นสีสันในโลกออนไลน์คือ ภาพที่ชัชชาติ เข้าไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดแห่งหนึ่งที่สุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่าจนมีผู้คนนำไปเป็น “มีม” เพื่อล้อเลียน หรือชื่นชมในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก จนเขาได้รับฉายาว่าเป็น “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” แถมยังลามไปถึงขนาดเกิดเป็นแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือของเขาเองโดยเฉพาะ
ที่ต้องยอมรับคือบทบาทในเก้าอี้เจ้ากระทรวงคมนาคม ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ของประเทศเป็น “ดูโอเศรษฐกิจ” คู่กับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และร่วมกับประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ ในการทำเรื่องรถไฟระบบราง
และทั้งหมดคือภาพที่คนไทยจดจำว่า ชัชชาติ นั้นเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ
จนมาถึงบทบาทอันโดดเด่นช่วงต้นปี 2557 ในการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยกับ “โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศ” ก็เป็นอภิมหาโครงการที่แม้จะมีเสียงสนับสนุนมาก
แต่เสียงคัดค้านกลับดังมากกว่า จนถึงกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการไต่สวนวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถึงกับระบุว่าประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็น ให้ชะลอโครงการรถไฟความเร็วสูงไปก่อน
อย่างไรก็ดี มาถึงวันนี้โครงการนี้ถูกนำกลับกล่าวถึงบ่อยๆ ในท่วงทำนองว่า น่าจะคุ้มกว่าที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเดินหน้าอยู่ เพราะของเดิมไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า ฯลฯ
แต่ในเมื่อสิ้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้ว ชัชชาติก็หันมาทำงานในภาคเอกชนแทน และมีชีวิตหลังการเมืองที่เรียบง่ายเฉกเช่นเคยเป็น
คือตื่นก่อนพระออกบิณฑบาต ราวตี 4 กว่าๆ จากนั้นไปวิ่งที่สวนลุมฯ ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วไปทำงานด้วยรถไฟฟ้า พอเลิกงานก็กลับมาสอนการบ้านลูก ก่อนจะหัวถึงหมอนไม่เกิน 3 ทุ่ม
กระทั่งมามีชื่อในเก้าอี้ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เขาเลือกจะเมินใส่ ด้วยคิดแล้วว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย!!