สาย มจร. “มานัส ทารัตน์ใจ” พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294607

สาย มจร. “มานัส ทารัตน์ใจ” พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

คนในข่าว  :  6 ก.ย. 2560
เซ่นเงินทอนวัด, เงินทอนวัด, พระ มจร, มจร, ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอพศ), พตทพงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอพศ, พตทพงศ์พร พราหมณ์, พตทพงศ์พร พราหมณ์เสน, ย้าย  พงศ์พร เข้าก, เก้าอ้ ผอพศ, ย้าย ผอพศ, อดีตผอพศ, เด้งผอพศ, มานัส ทารัตน์ใจ ผอพศคนใหม่, มานัส อธิบดีกรมการศาสนา, อธิบดีกรมการศาสนา

ผอ.พศ.คนใหม่คนนี้ แม้จะมาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น เขามาทางสายพระเลยทีเดียว! แถมยังเป็นพระจาก มจร.ซะด้วย ถูกใจกันล่ะคราวนี้!!

               เก่าไปใหม่มา วันนี้ ครม.จัดให้ คนไทยได้ “มานัส ทารัตน์ใจ” ที่ย้ายเก้าอี้จาก “อธิบดีกรมการศาสนา” มาขึ้นแท่น “ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” (ผอ.พศ.) คนใหม่เรียบร้อยแล้ว

               หลังจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ ต้องกลายเป็นอดีต ผอ.พศ. แล้วไปนั่งที่ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน

               ก็ถือว่าได้พักผ่อนให้สมกับที่รอคอยมานาน กับงานตำแหน่งที่บอกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิตราชการแล้ว !

ส่วนว่า ผอ.พศ.คนใหม่ รายนี้เพิ่งรับตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา มาไม่กี่เพลา

               คือ จากมติครม. เมื่อ 11 ตุลาคม 2559 จนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ 30 ธันวาคม 2559 กระทั่งนายกรัฐมนตรีลงนามประกาศในราจกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2560

               ก็แปลว่า เพิ่งได้นั่งทำงานเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจสูงสุด อยู่ที่กรมการศาสนามาแค่ตอนต้นปีเท่านั้น

               แต่วันนี้ต้องย้ายมานั่ง ผอ.พศ. ซึ่งเก้าอี้ยัง ร้อนๆ อุ่นๆ จากคนเก่าที่เพิ่งลุกจากไปได้ไม่นาน

               ว่าแล้วมาส่องดูโพรไฟล์ของคนดีคนนี้ ที่เชื่อว่า ครม.มองไม่ผิด! สำหรับการรับไม้ต่อในครั้งนี้ !

               โดยในรายการอาสาตามหาคนดี ออกอากาศทางยูทูบ เคยสัมภาษณ์เขาไว้เมื่อตอนรับตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนาช่วงต้นปี โดย มานัส ทารัตน์ใจ ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองไว้อย่างน่าสนใจ

               เพราะก่อนที่เขาจะได้ชื่อว่าเป็น ผอ.พศ.คนใหม่ที่มาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น บุคคลคนนี้มาทางสายพระเลยทีเดียว !

               แถมยังเป็นพระจาก “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” หรือ มจร. เสียด้วย งานนี้น่าจะถูกอกถูกใจใครหลายคน !

               สำหรับประวัติส่วนตัวนั้น พื้นเพเดิมของ ผอ.พศ.คนใหม่ เป็นคนบ้านหนองครก ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวบวชเรียนตั้งแต่ยังเยาว์วัย

               “ชีวิตผมเป็นชีวิตที่น่าจะแปลกว่าท่านอื่นๆ โดยได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่จริงๆ ในอ้อมกอดนั้นน้อย เพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น หลังจากนั้นไปเป็นลูกศิษย์วัดในหมู่บ้าน คือวัดหนองครก” (www.youtube.com/watch?v=llccCP1V-Qc)

               ราวปี 2512 ขณะมีอายุ 11 ขวบ ก็ได้บวชเป็นสามเณร เรียนจบนักธรรมชั้นตรี อยู่ที่วัด 1 ปี ก็เกิดเหตุที่หลวงพ่อที่อาศัยอยู่ด้วย ได้ย้ายไปอยู่วัดอื่นหลายรูป ทำให้วัดมีอันต้องปิดลง

               แต่บังเอิญ ตนเองขณะนั้นคำนึงขึ้นมาได้ถึงตอนที่ได้ไปสอบนักธรรมชั้นตรี ซึ่งเวลานั้น ได้เห็นพระที่เป็นผู้มาเปิดสอบ และเป็นกรรมการสอบ ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่า “พระมหาที่มาจากกรุงเทพฯ”

               ก็รู้สึกว่ามีความสง่างาม และอยากเป็นบ้าง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ไปปรึกษากับโยมพ่อ ย้ายไปเรียนภาษาบาลี ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านนี้เป็นอันมากทางภาคเหนือ

               ที่สุดก็จำอยู่ที่นี่ถึง 5 ปี จนได้เปรียญธรรม 4 ประโยค หลังจากนั้นไปขออยู่กับ “สมเด็จพระพุทธชินวงศ์”  ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ในปี 2518 อยู่ไปจนอายุก็ถึงครบบวชเป็นพระ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2522

               หลังจากที่เรียนจนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ก็ตัดสินใจว่าต้องการเรียนในเรื่องของการศึกษาทางโลกควบคู่ไปด้วย จึงไปเรียนที่ โรงเรียนบาลีอบรมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดสระเกศ

               เรียนอยู่ 2 ปี ก็ต่อที่โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา อีก 2 ปี จากนั้นไปต่อระดับปริญญาตรี ที่คณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ มจร.

               กระทั่งเดินทางไปต่อยอดที่ต่างประเทศ คือที่ มหาวิทยาลัย “ปูเณ่” หรือในชื่อเก่ารู้จักกันดีว่า “ปูณ่า” ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองปูเณ่ รัฐมหาราษฏระ โดยมีระยะทางห่างจากเมือง “มุมไบ” หรือ “บอมเบย์” เพียง 170 กิโลเมตร

               ที่นั่นเขาเรียนคณะสังคมศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นคณะยอดฮิตของที่นี่ โดยลงเรียนหลักสูตร 2 ปี แต่อยู่ 3 ปี เพื่อเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน

               พอกลับมาประเทศไทย ก็ได้ช่วยงานของทาง มจร. ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลได้รับรองคุณวุฒิการศึกษาแล้ว โดยปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะสังคมศาสตร์อยู่ราวปีครึ่ง

               กระทั่งปี 2534 เกิดความคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะลาสิกขา เพราะคิดว่า แม้จะสึกไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีช่องทางที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา และดูแลในเรื่องของกิจการของคณะสงฆ์ทางอื่นได้ด้วย

               ที่สุด สึกออกมาก็ไปเป็นอาจารย์สอนที่ มจร. คณะสังคมศาสตร์ อยู่จนกระทั่งครบเทอม ก็มีโอกาสได้ไปสอบที่สภาสังคมสงเคราะห์ โดยสอบสัมภาษณ์ผ่านเข้าไปได้

               เวลานั้น เจ้าตัวจะทำงานที่สภาสังคมสงเคราะห์ช่วงเช้า และลาไปสอนหนังสือช่วงบ่าย กระทั่งผ่านไป 6 เดือน ก็ไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการที่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ในกระทรวงศึกษาธิการ เวลานั้น ซึ่งปัจจุบันนี้เป็น “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” กระทรวงวัฒนธรรม

               เป็นอันว่า ชีวิตก็เข้าสู่ระบบราชการ โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน อยู่เป็นข้าราชการยาวนานมาตั้งแต่ปี 2534-2539 จนกระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ก็ได้ขยับตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ

               จนขึ้นบริหารในตำแหน่ง “รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม” แต่ทำได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะขึ้นนั่ง “อธิบดีกรมการศาสนา” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

               แต่เส้นทางชีวิตมักท้าทายคนดี คนเก่งอยู่ตลอด จนมาถึงวันนี้ ที่เขาได้มานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ.คนใหม่ แน่นอนด้านหนึ่ง เมื่อดูจากโพรไฟล์ข้างต้นแล้ว เชื่อได้ว่า ครม.คัดสรรมาอย่างดี ไม่ได้สุ่มจับสลากมาจากไหน

               อย่างที่รู้กันว่า ที่ตรงนี้เป็นงานหนักสุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง จึงน่าติดตามว่า ภารกิจที่ ผอ.พศ.คนใหม่ต้อง “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อะไรเป็นการพิเศษบ้าง ช่างน่าติดตามจริงๆ

**หมายเหตุ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์โดย ดร.ประสิทธิ์ บุตรศรี จาก รายการอาสาตามหาคนดี  Righteous Person’s Stage โดยสำนักงานพระสอนศีลธรรม ม.มหาจุฬาฯ

Leave a comment