กล้องดิจิทัลฮึด ดึงลูกค้าจากสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 06:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541103

กล้องดิจิทัลฮึด ดึงลูกค้าจากสมาร์ทโฟน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ภาพรวมตลาดกล้องดิจิทัลในไทยของปี 2560 ที่มีอยู่ราว 3.1 แสนตัว มูลค่าตลาด 8,600 ล้านบาท อาจเทียบไม่ได้กับมูลค่าตลาดมือถือที่ไอดีซีเคยคาดการณ์ไว้ว่ามีมูลค่ากว่า 1.81 แสนล้านบาท จำนวนเครื่องในไตรมาส 3 ของปี 2560 อยู่ที่ 22.29 ล้านเครื่อง ทำให้ฟูจิฟิล์มหวังจะขอชิงส่วนแบ่งคนชอบเซลฟี่มาให้ได้สัก 1% เท่านี้ก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กล้องดิจิทัลได้มากแล้ว

สิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ผลิตภัณฑ์กล้องดิจิทัล อิมเมจจิ้ง บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลยุทธ์ที่บริษัทหวังจะช่วยฟื้นตลาดกล้องให้ดีขึ้นนั้น คือ กลุ่มคนที่ชอบถ่ายรูปด้วยมือถือและต้องการกล้องเพื่อใช้งานควบคู่กันไป ฟูจิฟิล์มไม่ได้มองว่ากล้องจะเข้าไปเป็นสินค้าทดแทน แค่อยากให้ซื้อไปใช้งานคู่กันกับมือถือที่มีอยู่เดิม

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจก่อนว่าสมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนขาดไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งการที่บริษัทพยายามสื่อสารผ่านแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อย่าง BNK48 ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าสินค้าของบริษัทมีความโดดเด่นในเรื่องการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ ซึ่งคนรุ่นใหม่ชอบการถ่ายรูปแนวนี้ และกล้องมือถือไม่ได้มีความละเอียดหรือการปรับแต่งภาพให้สมจริงได้เท่ากับกล้องจริงๆ

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดกล้องทั้งหมด แบ่งเป็นเซ็กเมนต์กล้องมิร์เรอร์เลส 60% หรือมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท รองลงมา คือ กล้องดีเอสแอลอาร์ 31% และกล้องคอมแพกต์ 9% นั้น จะเห็นได้ว่าตัวเลขของกล้องคอมแพกต์ลดลงเรื่อยๆ เพราะสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ ส่วนกล้องดีเอสแอลอาร์ก็คงที่ ซึ่งในแง่ภาพรวมตลาดกล้อง บริษัทคาดว่า ปีนี้โตกว่า 30% บริษัทจึงจับตลาดที่ราคาแพงขึ้นและคุณภาพก็ดีกว่าเดิม

แม้ว่าฟูจิฟิล์มจะมีส่วนแบ่งตลาดกล้องมิร์เรอร์เลสถึง 34% ของปี 2560 และในปี 2561 บริษัทต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้เป็น 50% จึงตัดสินใจเดินหน้าส่งกล้องตระกูล X-series ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มใช้หรือเอนทรี จนถึงโปรเฟสชั่นแนลมาเติมเต็มทุกกลุ่ม

“เราเปิดตัวกล้องรุ่น X-A5 ในราคา 21,990 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจช่วงนี้”

บริษัทมั่นใจว่าปีนี้เศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชาชนน่าจะดีขึ้น แม้ว่าปีที่แล้วหลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายอาจจะชะลอตัว แต่สินค้าของบริษัทยังมีการเติบโตและราคาขายที่ประกาศออกมานั้นถือว่าเหมาะกับจังหวะของตลาด ลูกค้าไม่ต้องบินไปซื้อที่ญี่ปุ่น เพราะราคาขายอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยต่างกัน

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการทำวิจัยตลาดเกี่ยวกับพฤติกรรมการถ่ายภาพและความต้องการใช้งานกล้อง และส่งข้อมูลไปให้ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ประเทศไทยเป็นต้นแบบในการพัฒนาสินค้าของกล้องตระกูล X-A Series โดยพบว่ากลุ่มลูกค้าระดับเอนทรีนั้น คือ กลุ่มคนที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพ มีอายุระหว่าง 18-29 ปี เพศหญิง มีความชื่นชอบการถ่ายภาพเซลฟี่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการคุณภาพของไฟล์ภาพที่คมชัดแตกต่างจากการใช้แอพพลิเคชั่นจากกล้องมือถือ สิทธิเวช กล่าวว่า บริษัทจะใช้งบ 100 ล้านบาท ทำกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อสื่อสารการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้มีกระแสและสร้างการจดจำมากขึ้น ด้วยการสื่อสารผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น

บริษัทพยายามที่จะสื่อสารตลาดให้มีการตื่นตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะมั่นใจว่าการเป็นผู้นำในตลาดกล้อง หากไม่สร้างการรับรู้หรือเข้าถึงกระแสใหม่ๆ จะยิ่งส่งผลให้ความต้องการสินค้าลดลงและอาจจะหายไปจากธุรกิจได้ และเชื่อว่าการทำเช่นนี้ คู่แข่งก็ต้องเร่งทำตลาดมากขึ้น เมื่อมีการแข่งขันแน่นอนว่าธุรกิจย่อมไปรอด

“หากกลยุทธ์นี้สามารถดึงลูกค้ากลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทมาได้สัก 1% ก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจกล้องจะอยู่รอดได้แล้ว”

ขณะที่บริษัทมีแผนจะเพิ่มทีมงานเพื่อมาเติมเต็มในส่วนของงานกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและเวิร์กช็อปให้เยอะขึ้น เพื่อเดินหน้าตามกลยุทธ์ รวมทั้งเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยมดูทีวีแล้ว ทำให้บริษัทต้องเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ในช่องทางอื่นๆ ทุกช่องทาง

กระแสกล้องแม้จะไม่บูมเท่าในอดีต แต่การจับกระแสไอดอลมาช่วยฟื้นแบรนด์ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ไปต่อในธุรกิจนี้ได้มากน้อยแค่ไหน งานนี้ต้องติดตามลูกฮึดเที่ยวล่าสุดของผู้เล่นหลักหรือคีย์เพลเยอร์ในวงการกล้อง

Leave a comment