ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 มกราคม 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408736

โดย…ภาดนุ
เชื่อเถอะว่าบางครั้งคนเราก็ต้องกลับไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง ดูอย่างหนุ่มเท่วัย 29 ปี “โต-ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์” ช่างภาพฟรีแลนซ์ซึ่งเคยเป็นหนุ่มชาวกรุงสิ เดี๋ยวนี้เขาหันกลับไปสู่วิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและอยู่ได้อย่างมีความสุข จุดเปลี่ยนในชีวิตของหนุ่มคนนี้อยู่ตรงไหน ถ้าอยากรู้คงต้องไปพูดคุยกับเขาซะแล้ว
“เดิมทีแล้วผมเกิดที่ จ.เชียงราย แต่พออายุได้ 3 ขวบ ก็ย้ายมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ กันทั้งครอบครัว ซึ่งผมก็เข้าเรียนมัธยมที่นี่ และเรียนจบปริญญาตรีด้านวารสารและสิ่งพิมพ์ที่มหาวิทยาลัยสยาม ตั้งแต่สมัยเรียนผมทำงานพิเศษด้วยการเป็นช่างภาพไปด้วย แต่ในช่วงที่ผมเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยยังไม่มีการสอนถ่ายภาพ ผมจึงเรียนรู้เองโดยศึกษาจากหนังสือสอนถ่ายภาพ ถ้าตรงไหนงง ผมก็จะถามจากรุ่นพี่ที่ถ่ายรูปเป็นเพิ่มเติม

“อีกอย่างตอนนั้นผมอยู่ชมรมถ่ายภาพและเป็นช่างภาพอาสาให้กับมูลนิธิกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยด้วย นอกจากนี้ผมยังเข้าไปฝึกงานและเป็นอาสาสมัครถ่ายภาพที่สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่าด้วย ซึ่งต้องทำงานร่วมกับกลุ่มชาวเขาและพี่น้องชาวอาข่า เท่าที่จำได้ผมเคยทำงานประจำแค่ 6 เดือนช่วงที่เรียนอยู่ โดยเป็นช่างภาพที่ศูนย์ถ่ายภาพแห่งหนึ่ง แต่หลังจากเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ผมก็ทำงานเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์มาโดยตลอด งานที่ผมถ่าย เช่น งานพรีเวดดิ้ง งานรับวุฒิบัตรของนักเรียนประถม และอื่นๆ”
โตบอกว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงโดยเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์นับสิบปี แต่วันหนึ่งก็มีจุดพลิกผันเนื่องจากคุณพ่อป่วย ครอบครัวเขาจึงย้ายกลับไปอยู่ที่เชียงราย ซึ่งช่วงแรกเขาก็ยังรับงานถ่ายภาพและพักอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ แต่เมื่อเขากลับไปเยี่ยมพ่อแม่แล้วเห็นว่าทั้งสองท่านก็อายุมากแล้ว ดูท่าทางอยู่กันแค่สองคนน่าจะลำบาก เขาจึงตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ที่เชียงราย เพราะน้องชายเขาก็ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เช่นกัน

“ก่อนจะกลับไปอยู่เชียงราย ผมได้ไปอยู่กับเพื่อนที่เชียงใหม่ซึ่งเขาทำงานเอ็นจีโอ พร้อมกับเปิดร้านกาแฟไปด้วย ผมจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้สังคมและการใช้ชีวิตของคนเชียงใหม่ รวมทั้งเรียนการปั้นถ้วยชามเซรามิกไปด้วย ก็เลยได้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตกาแฟ การชิมรสชาติกาแฟและอื่นๆ ติดตัวมา
“พอผมกลับมาอยู่บ้านที่เชียงราย ผมก็เห็นแม่ปลูกผักออร์แกนิกหรือผักอินทรีย์แบบชาวบ้าน โดยมีพ่อค้ามารับซื้อแค่ราคากิโลละ 10 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกมาก ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าจะอยู่กันไม่ได้แน่ๆ ผมจึงลองนำกระเจี๊ยบ อัญชัน และตะไคร้มาปลูก จากนั้นจึงนำมาแปรรูปเป็น Infusion Tea และให้เพื่อนวาดรูปสีน้ำเป็นรูปโลโก้ให้ แล้วผมจึงนำมาทำเป็นแพ็กเกจจิ้งชายี่ห้อ ‘สวรรค์บนดิน’ ขึ้นมา ซึ่งจะได้อารมณ์ความเป็นชาโฮมเมดที่ละมุนๆ หน่อย”

หลังจากทำชาสมุนไพรออกมาแล้วลองให้เพื่อนๆ และคนรู้จักชิมกันทั่วแล้ว หลายคนก็บอกว่าผ่าน แถมยังบอกว่าอยากให้มีชาที่ทำจากดอกเก๊กฮวยและอื่นๆ ด้วย เขาจึงไปรับซื้อดอกเก๊กฮวยมาจากบนดอยที่ อ.เชียงแสน เพื่อนำมาทำชา จากนั้นจึงส่งชาต่างๆ ไปขายตามร้านขายของฝาก โรงแรมท้องถิ่น และร้านกาแฟทั้งที่เชียงรายและเชียงใหม่ ตอนนี้ทำมาได้ปีกว่าแล้ว ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร
“นอกจากผลิตชาขายแล้ว ผมยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนถ่ายภาพที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายด้วย ส่วนใหญ่ผมจะได้สอนตอนช่วงซัมเมอร์ซะมากกว่า นอกจากนี้ผมยังเปิดฟาร์มสเตย์อีก 3 ห้อง โดยใช้ชื่อว่า ‘สวรรค์บนดิน ฟาร์ม แอนด์ โฮม สเตย์’ ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากพ่อแม่ผมทำห้องเพื่อให้น้องชายกลับมาพัก แต่เราเห็นว่านานๆ น้องชายถึงจะกลับมา แล้วห้องมันว่าง เราก็เลยทำห้องเพิ่มแล้วเปิดเป็นฟาร์มสเตย์ซะเลย (Facebook.com/Sawanbondin.farm)

“คนที่มาพักที่นี่ เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีทั้งสวนอัญชันและแปลงปลูกผักที่สามารถเดินชมได้ ตอนเช้าผู้พักก็อาจจะมาเก็บดอกอัญชันไปจิ้มกับน้ำพริก หรือจะเก็บผักอื่นๆ ไปกินก็ได้ โดยคิดค่าพักคืนละ 600 บาทเท่านั้น ซึ่งห้องพักฟาร์มสเตย์ก็จะอยู่ใกล้ๆ กับตัวบ้านที่ครอบครัวผมอยู่นี่แหละครับ”
โตบอกว่า ชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติยามนี้มีความสุขมาก ซึ่งก่อนจะมาใช้ชีวิตที่นี่เขาก็เคยใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองมาก่อน จึงมีบางครั้งที่ปัญหารถติดหรือผู้คนที่วุ่นวายอาจจะทำให้อารมณ์ของเขากวัดแกว่งไปบ้าง แต่พอมาอยู่ที่นี่ ด้วยสิ่งแวดล้อมที่สดชื่น อากาศที่บริสุทธิ์ จึงพูดได้เต็มปากว่าเขารู้สึกคุ้นเคยซะจนไม่ต้องปรับตัวเลย

“อาจเพราะตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมเคยฝันว่าอยากทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (เอ็นจีโอ) แถมตอนเรียนผมยังเคยเป็นอาสาสมัครไปทำงานบนดอยหรือไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่บ่อยๆ ผมจึงรู้สึกชินกับการใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด แต่ขณะเดียวกันผมก็ชอบงานด้านไฟน์อาร์ตด้วย ตอนนั้นจึงตัดสินใจทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะเรียนต่อด้านนี้ แต่ทำไปทำมาก็ไม่ได้ไปเรียนต่อสักที ผมจึงใช้วิธีหาความรู้ด้วยตัวเองอยู่ตลอด
“ผมรู้สึกว่าพอมาอยู่ตรงนี้ผมปรับอารมณ์ได้มากขึ้น อารมณ์เย็นขึ้น ไม่กดดันกับสิ่งแวดล้อมอย่างรถติด ไม่ต้องกดดันกับความคาดหวังในเรื่องงาน ที่นี่ผมสามารถปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งรอบข้างอย่าง ต้นไม้ ลำธาร ดิน และหิน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิมของมัน แล้วผมยังจัดการเวลาในการทำงานของตัวเองได้ ดังนั้นชีวิตของผมตอนนี้จึงมีความสุขดี แม้มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกตั้งแต่แรก เรามาเพราะความเป็นห่วงพ่อแม่ แต่ตอนนี้พูดได้เต็มปากเลยว่า ผมรักชีวิตท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้มากเลยครับ”

โตทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เขายังโสดสนิท เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยถนัดในเรื่องความรัก จะมีก็แต่เพื่อนๆ เท่านั้นที่ไปมาหาสู่กันเสมอๆ ซึ่งการมาอยู่ที่เชียงรายบางครั้งก็คิดถึงเพื่อนๆ แต่ก็ไม่เหงา เพราะเพื่อนจากกรุงเทพฯ มักจะมาเยี่ยมเยือนเขาอยู่บ่อยๆ อนาคตสำหรับเขาตอนนี้ก็คือทำธุรกิจชาให้ดีที่สุดแบบค่อยๆ ก้าวเดินไป เพราะเป้าหมายสำคัญในชีวิตของเขาก็คือการเข้าใจตัวเองและใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติเดิมแท้ให้มีความสุขที่สุดก็พอ