How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656636

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์Work From Home แบบไม่โทรม!! แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) แน่นอนว่าต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้อง (VDO Conference) กันอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไม่ต้องเดินทางออกไปไหน ไม่ต้องพบเจอใคร หลายคนอาจละเลยเรื่องการดูแลเสื้อผ้า หน้า ทรงผม ทำให้ไม่พร้อมสำหรับการเปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ เพราะไม่อยากโชว์หน้าสด หน้าโทรม หน้าไม่พร้อม 

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำถึงความกังวลดังกล่าวจึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามมาแนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference) กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในกลุ่มชิโซะ (Shiso) พร้อมชวนเซเลบริตี้สาวสวยมาเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ว่า “การดูสุขภาพร่างกายและผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) เมื่อไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องพบเจอใคร ก็อาจละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวได้เท่าที่ควร ผิวจึงเกิดความเสื่อมโทรม ดูไม่สดใส สาเหตุอาจเกิดได้หลายปัจจัย เช่น

  • การไม่ทาครีมบำรุงผิว รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา ก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดผด เกิดสิว
  • การไม่ทาครีมกันแดด เพราะคิดว่าอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่จริงแล้วรังสียูวีเอ (UVA) ก็สามารถสะท้อนทะลุกระจกเข้ามากระทบผิวเราได้ นอกจากนั้นยังมีแสงจากหลอดไฟในบ้าน หน้าจอมือถือ และแสงจากคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว
  • การไม่ทำความสะอาดผิว หรือทำความสะอาดผิวไม่หมดจด เพราะคิดว่าไม่ได้แต่งหน้า แต่ครีมกันแดดที่เราทาผิวไปนั้นหากล้างด้วยน้ำธรรมดาจะล้างออกได้ไม่หมด เมื่อล้างออกไม่หมดเกิดการสะสมทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้
  • ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็ล้วนส่งผลทำให้เกิดปัญหาผิวเสื่อมโทรมได้เช่นกัน

แน่นอนว่าการเวิร์คฟอร์มโฮมนั้นต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้องกันอยู่เกือบจะทั้งวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวต่างๆ เราจึงควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลตัวเอง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่มีความโดดเด่นในการมอบความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและความเสื่อมสภาพของผิว เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงไม่ละเลยขั้นตอนการทำความสะอาดและดูแลผิว เช่น

  • การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยเฟซวอช วันละสองครั้งก็เพียงพอ ไม่บ่อยจนเกินไป ผิวจะได้ไม่เกิดการระคายเคือง
  • การใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังการล้างหน้า โดยเช็ดไปตามแนวรูขุมขนบนใบหน้า จากหน้าผากไปทางด้านข้างขมับ บริเวณใต้ตาเช็ดลงไปที่บริเวณกรอบหน้า โดยจะทำให้ผิวสะอาดและพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
  • การเลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าหากผิวมันก็ควรที่จะเลือกครีมที่มีเนื้อบางเบา หากมีผิวแห้งก็เลือกเนื้อครีมที่มีความเข้มข้น เน้นให้ความชุ่มชื้นเพื่อเติมน้ำให้กับผิว การเลือกครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวก็จะช่วยให้ผิวเราได้รับการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญไม่ลืมทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสียูวีเอที่อาจจะทะลุส่องมาถึงผิวเราได้
  • ผ่อนคลายผิวอาทิตย์ละครั้งด้วยมาส์กเพื่อฟื้นฟูผิวให้สว่างสดใสยิ่งขึ้น หรือในระหว่างวันหากผิวดูอ่อนล้า ก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้

ด้านเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวให้สดใสแข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ ปรมา ไรว่า เผยว่า “ช่วงนี้ต้องเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทำให้ต้องอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ เกือบทั้งวัน ก็อาจจะมีอารมณ์เบื่อบ้าง รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นบ้าง แต่เราก็ต้องปรับตัวเพราะเป็นสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานที่บ้านแต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ นอกจากความพร้อมเรื่องงานแล้วการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ต้องพร้อมด้วย ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้า โดยจะพิถีพิถันกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษ เริ่มจากล้างหน้าด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและคิ วามมันส่วนเกิน แล้วตามด้วยแอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว เพราะเมื่อผิวมีสุขภาพดีจะทำให้เรามั่นใจและพร้อมทำงานในทุกๆ วัน”

ถัดมาที่ พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล เล่าวว่า “ช่วงนี้ก็เริ่มชินกับการเวิร์คฟอร์มโฮมแล้ว การที่เราไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ทำให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถแบ่งเวลาให้กับงานต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงมีเวลาเหลือที่จะไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้นด้วย สำหรับวันที่ไม่มีประชุมหรือถ่ายงาน เราก็จะไม่แต่งหน้าเลยเพื่อปล่อยผิวให้ได้พัก โดยเราจะใช้ด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นโอเวอร์ไนท์มาส์กสำหรับฟื้นฟูสภาพผิวระหว่างที่เรานอนหลับ และหากวันไหนที่ต้องประชุมทางออนไลน์เราก็จะใช้รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสให้พร้อมก่อนการประชุมแค่ใช้เวลาเพียง 15 นาที”

ปิดท้ายที่ ธัญรดี พลาฤทธิ์ เผยว่า “สถานการณ์โควิดแบบนี้แน่นอนว่าเราก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานพอสมควร โดยหันมาเน้นการทำงานออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้งานดำเนินได้อย่างรวดเร็วไม่มีติดขัด และด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหาร พันธมิตรคู่ค้า รวมถึงลูกค้า ก็จะมีการนัดประชุมทางออนไลน์กันเป็นประจำเพื่ออัพเดตงานและสถานการณ์ต่างๆ  โดยในวันที่ต้องประชุมทางออนไลน์ เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่งตัวให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปพบเจอใคร แต่เราก็ชอบแต่งหน้าทุกวันเพื่อให้ดูสวยงาม แต่เราก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อชำระเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดตามด้วย แอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและกระชับรูขุมขน พร้อมบำรุงผิวด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเต็มเติมความชุ่มชื้นสู่ผิว”

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656692

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?!ทวิตเตอร์เผย 4 วัฒนธรรมการพูดคุยทรงพลังของชาวทวิตภพ

ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาพูดคุยและคอนเน็คกัน ทำให้เกิดชุมชนต่างๆ และผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง คนไทยเข้ามาบนทวิตเตอร์เพื่ออัปเดตว่ามีอะไรที่กำลังเกิดขึ้น #WhatsHappening ตลอดจนเข้าร่วมบทสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง กีฬา รายการทีวี ภาพยนตร์ ความงาม หรือสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนจะเข้ามาค้นหาและแชร์เรื่องราวที่เป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดของหัวข้อเรื่องนั้นๆ ตลอดจนเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์

บทสนทนา ถือเป็นหัวใจของทวิตเตอร์ จะเห็นได้ว่าเพียงทวีตเดียวสามารถสร้างอิมแพ็คไปในวงกว้าง ทวิตเตอร์จึงได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาลงลึกในกว่า 64,000 ทวีตบนทวิตเตอร์ประเทศไทย เพื่อค้นหาพลังของทวีตและชาวทวิตภพมีวิธีกำหนดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างไรผ่านชุมชนและบทสนทนา

นายมาร์ติน ยูเรน หัวหน้าแผนกงานวิจัย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลกของทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า “เป้าหมายของทวิตเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่มคือการได้ทราบถึงมุมมองที่ถูกต้องแม่นยำในบทสนทนาของคนไทยบนทวิตเตอร์ บางครั้งบางบทสนทนาก็สามารถส่งเสียงได้ดังกว่าบทสนทนาอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ บทสนทนาของคนไทยมีความหลากหลายและมีชีวิตชีวา ผลจากงานวิจัยของทวิตเตอร์แสดงให้เห็นว่า หัวข้อในการสนทนามีการทับซ้อนกันอย่างน่าสนใจจนทำให้เกิดเป็นธีมทางวัฒนธรรมหลัก 4 รูปแบบ ซึ่งการค้นพบของเราในครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจชุมชนที่หลากหลายบนทวิตเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับแบรนด์ไทยและต่างชาติได้ทราบถึงหัวข้อและธีมของการสนทนาอันเป็นเอกลักษณ์บนทวิตเตอร์ในประเทศไทย”

การวิจัยนี้พบวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการพูดคุยบนทวิตเตอร์ประเทศไทย 4 รูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อบทสนทนาที่มีความชัดเจน 11 หัวข้อ แสดงให้เห็นว่า การแสดงออกของชาวทวิตภพสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยในขณะเดียวกันสะท้อนความชอบและความสนใจต่างๆ ในบทสนทนาอย่างหลากหลายและกระจายในวงกว้างมากซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนบนทวิตเตอร์ในประเทศไทย

1. บันทึกส่วนตัว – การพูดคุยในชีวิตประจำวัน, ความรักและความสัมพันธ์ และการสะท้อนมุมมองความคิด

ธีมวัฒนธรรมการพูดคุยนี้นับได้ว่ามีพื้นที่บนทวิตเตอร์มากที่สุดโดยมีสัดส่วนถึง 45% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย และเป็นหัวข้อที่ผู้คนเข้ามาร่วมพูดคุยในชีวิตประจำวัน โดยมีการแชร์เรื่องราว

เกี่ยวกับกิจวัตรการเดินทาง และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการที่ผู้คนบอกเล่าเรื่องจริงจากใจและทวีตเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของข้อบกพร่องของตัวเอง ความปรารถนาต่างๆ และการมีช่วงเวลาที่ดีกับคนสำคัญของพวกเขา

ชาวทวิตภพมักจะแชร์ปัญหาที่พบเจอในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองความคิดต่างๆ ซึ่งเรื่องราวที่เอามาแชร์อาจจะเป็นแค่เรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการปวดหัวหรืออาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนถึง การชอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจนแทบทนไม่ไหวและอยากให้ฤดูฝนมาถึงไวๆ

2. “เชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน” ต้องมาที่ทวิตเตอร์ – เหตุการณ์ปัจจุบัน, แพสชั่น และตลาดนัดออนไลน์

ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย จากงานวิจัยพบว่า การเชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน มีสัดส่วน 35% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย คนไทยได้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกระตือรือร้นเพื่อให้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนของเขาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเพื่อเป็นการอัปเดต #WhatsHappening ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คนไทยมักจะทวีตเกี่ยวกับหลากหลายเหตุการปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เรื่องโควิด-19 สกุลเงินคริปโต ไปจนถึงการเมืองในประเทศและในแถบภูมิภาคนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี กีฬา อาหาร หรือการช้อปปิ้ง ชาวทวิตภพมักจะแชร์แพสชั่นที่มีต่อหัวข้อเรื่องดังกล่าวบน ทวิตเตอร์ หรือเรื่องของความงาม อาหาร ร้านอาหาร และเทรนด์แฟชั่นล่าสุด คนไทยมีความกระตือรือร้นที่จะรีวิวสินค้าที่พวกเขาซื้อมาหรือสถานที่ที่ได้ไปมา สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ทวิตเตอร์คือสถานที่ในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี อาทิ อาหารพวกโฮมคุ้กกิ้ง ขนมหวาน เสื้อผ้า สินค้าจากบรรดาแฟนด้อมและงานฝีมือ คนไทยสามารถทำให้ทวิตเตอร์ กลายเป็นตลาดนัดออนไลน์ ที่พวกเขาสามารถทำได้ทั้งนำเสนอสินค้าและแสดงความคิดสร้างสรรค์บนทวิตเตอร์

3. สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ – แกลอรี่ศิลปะ, คนดังและแฟนด้อม, และความหวังและความฝัน

บทสนทนารูปแบบนี้มีสัดส่วน 16% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย ชาวทวิตภพจะทวีตข้อความเกี่ยวกับความสนใจที่มีร่วมกัน ซึ่งสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ด้วย การทำ แกลอรี่ศิลปะ เหมือนเวลาที่ทำอัลบั้มรูปภาพหรือการทำหนังสือ scrapbook เพราะคนที่ใช้ทวิตเตอร์ชอบแชร์ สถานที่สวยๆ หรือสิ่งของที่สวยงามในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพคาเฟ่ บ้านสวยๆ วิวธรรมชาติ ชายหาดสวยๆ และอื่นๆ คนดังและแฟนด้อม เป็นอีกหนึ่งหัวข้อของบทสนทนายอดนิยม ซึ่งเป็นการสนทนาที่สนุกสนานและมีสีสันเป็นอย่างมาก การทวีตถึงศิลปิน K-Pop โดยเฉพาะศิลปินชาวไทยอย่างแบบแบม (@BamBam1A) และ #Lisa จากวงแบล็กพิงค์ (@BLACKPINK) จนถึงศิลปินในประเทศอย่างเป๊ก ผลิตโชค(@peckpalit), วง 4EVE (@4eveOfficial) และเรียกได้ว่าคนไทยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเซเล็บดาราไทย

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังคงอยู่และสร้างความยากลำบากให้กับหลายๆ คน ทวิตเตอร์ยังเห็นว่าคนไทยมีความหวังและความฝัน เห็นได้จากธีมหลักของบทสนทนาที่ผู้ใช้งานจะทวีตถึงความหลังในอดีตถึงทริปที่เคยไปเที่ยวและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปเม้นต์ถามคนอื่นๆ ว่า “หลังหมดโควิดแล้ววางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน”

4.การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้าง – การเฉลิมฉลอง และ พลังบันดาลใจ

การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้างคิดเป็นสัดส่วน 4% ของบทสนทนาทั้งหมด โดยใจความของบทสนทนาในธีมนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ในอีกด้านทวิตเตอร์ก็เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ของการเฉลิมฉลอง ชาวทวิตภพมีความภูมิใจในการแบ่งปันความสุขและเฉลิมฉลองในทุกเหตุการณ์ อาทิ งานฉลองสำเร็จการศึกษา การได้เกรดดีๆ วันเกิด หรือ การฉลองครบรอบ ฯลฯ

คนไทยนั้นต่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารีในการทำให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ในแบบของ พลังบันดาลใจ ทวิตเตอร์จึงเปรียบเสมือนเครือข่ายในการช่วยเหลือสนับสนุนกัน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทวีตข้อความทั่วๆ ไปที่เป็นการส่งพลังบวกให้กับทุกคนในชุมชนโดยรวม ไม่ได้เป็นการระบุเจาะจงถึงบุคคลใดแต่เป็นการให้กำลังใจกับคนอื่นๆ ที่ต้องการทำลังใจอาจเลื่อนทวีตผ่านมาเห็น

มากดติดตาม @TwitterThailand เพื่ออัปเดตกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์ประเทศไทยกันได้เลย!

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง…ไม่พังแน่! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656606

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง...ไม่พังแน่!ในช่วงที่ผ่านมา ว่าที่บ่าวสาวอย่างคุณอาจกำลังใช้เวลากับการเลือกแบบแหวนแต่งงานอยู่ที่บ้าน ซึ่งหลังจากที่เหตุการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ เป็นช่วงที่เราได้ยินกันว่าการจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวหลายคู่ ต้องปรับเปลี่ยนไปจากแบบแผนเดิมที่เคยมีมา บางคู่ละเว้นประเพณีและลำดับพิธีแต่งงานบางส่วนออกไป บางคู่เสาะหาไอเดียการจัดงานแต่งงานแบบใหม่ ๆ

ครั้งนี้เรามี 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงานในยุคโควิด ไอเดียสุดปังมาฝากคู่บ่าวสาว โดยคุณวิธ สุดใจอำพัน จากร้านเพชร Above Diamond เพื่อให้ทุกท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ได้จัดงานแต่งงานอย่างเหมาะสมลงตัว ได้มีโมเมนท์สวมแหวนแต่งงาน และที่สำคัญได้มีความสุขไปกับทุกคนในครอบครัว เหมาะสมที่สุดกับยุคโควิดช่วงนี้ มาดูกันเลย!

9 เทรนด์จัดงานแต่งงานสุดปังยุคโควิด

1. จัดงานแต่งงานเล็ก ๆ แบบไมโครเวดดิ้ง

การจัดงานแต่งงานแบบเล็ก ๆ หรือ “ไมโครเวดดิ้ง” (Micro Wedding) คือ งานแต่งที่มีจำนวนแขกไม่มากไม่น้อยประมาณ 40-50 คน กำลังเหมาะสม เป็นเทรนด์การจัดงานแต่งในยุคโควิดที่กำลังฮิตที่สุด เพราะมีการปรับขนาดงานแต่งให้เล็กลงมา โดยเชิญเฉพาะแขกคนสนิทที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ เท่านั้น … คุณยังสามารถมีงานเลี้ยงฉลอง มีพิธีแต่งงาน และ แลกแหวนแต่งงานได้ตามปกติ เพียงแค่จัดในขนาดงานที่เล็กลงมาเท่านั้น เป็นตัวเลือกที่เรามักเห็นคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกทำกัน เหมาะสำหรับคนที่วางแผนแต่งงานในยุคโควิดที่สุด และยังสามารถช่วยคุณจัดงานแต่งงานแบบประหยัดได้อีกด้วย!

2. DIY จัดงานหมั้นเล็ก ๆ จัดงานแต่งแบบเรียบง่าย เน้นพิธีสู่ขอ และสวมแหวนแต่งงาน

พูดถึงการจัดงานแต่งงาน คุณคิดว่าสิ่งไหนที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณมากที่สุด? พิธีไหนที่ตัดออกไปไม่ได้? ในยุคโควิดนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถ DIY ลำดับพิธีงานแต่งงานของคุณในแบบที่คุณต้องการได้มากที่สุดแล้ว จินตนาการถึงโมเมนท์ที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณ คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ เพียงแค่มีงานหมั้น พิธีแต่งงานทางศาสนาหรือตามประเพณีความเชื่อที่บ้าน บางบ้านเน้นแค่พอมีพิธีสู่ขอ และ แลกแหวนแต่งงาน แหวนเพชร แหวนทอง มอบสินสอด จดทะเบียนสมรส และเลี้ยงฉลองทานข้าวในบรรยากาศครอบครัว เพื่อให้งานแต่งงานรวบรัดที่สุด โดยเน้นความสุขไปที่การได้มีครอบครัวใหม่สร้างขึ้นและมีญาติ ๆ คนรู้จักมาร่วมแสดงความยินดี ก็ถือว่าครบ ลงตัวที่สุด

3. จัดงานแต่งงานกลางแจ้ง เน้นอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ถ่ายเทเพียงพอ

หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญ สำหรับการจัดงานแต่งงานในยุคโควิด หนีไม่พ้น “การเว้นระยะห่าง” ซึ่งตีโจทย์ออกมา แปลว่าสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้องการก็คือ “การจัดงานแต่งงานกลางแจ้ง” เพื่อให้อากาศถ่ายเท คู่บ่าวสาวจะได้เฉลิมฉลองการแต่งงานในสวน หรือ Outdoor ที่ช่วยตัดความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อในห้องแคบออกไป พร้อมกับได้ภาพแต่งงานสวย ๆ สวมแหวนแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศหุบเขา หรือ แต่งงานในสวนสไตล์อังกฤษ แบบอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งธีมงานหรือรูปแบบงานจะออกมาเป็นแบบใดก็ไม่มีปัญหา เน้นปลอดภัยไว้ก่อน และแต่ง Backdrop บรรยากาศสวย ๆ ตามใจคู่บ่าวสาวชอบ ไม่ต้องซ้ำใคร

4.ระบุที่นั่งอย่างชัดเจน และจัด Pod Seating

นอกจากจะเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างในงานแต่งงาน และจัดงานแต่งงานกลางแจ้งแล้ว ในยุคโควิดนี้ คู่บ่าวสาวยังฮิตที่จะจัดโต๊ะที่นั่งแบบ Pod Seating หรือ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ เป็นโต๊ะทานข้าวสำหรับ 2 ท่าน อาจเป็นโต๊ะกลมหรือโต๊ะเหลี่ยม คลุมผ้าขาวและตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศงานแต่งงาน แต่เป็นการจัดที่นั่งให้นั่งได้ไม่เกินโต๊ะละ 2 ท่าน … เพราะโดยปกติในงานแต่งงาน แขกมักมากันเป็นคู่ จำนวน 2 ท่านอยู่แล้ว ซึ่งเราจะได้เห็นการตกแต่งงานแต่งงานแบบเก๋ ๆ ที่เป็นโต๊ะแยกเล็ก ๆ สำหรับ 2 ท่าน สวย น่ารัก กำลังดี

5. จ้าง Formal Dinner Service หรือ Fine Dining มาฉลองที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้าน หรือ ภายในบ้าน คุณก็สามารถจัดงานแต่งงาน เลี้ยงฉลองได้เต็มที่ไปด้วยเทรนด์การจ้าง Catering หรือ ร้านอาหารชื่อดัง ให้เชฟมาทำอาหารในทานในงานเลี้ยงที่บ้านแบบ Fine Dining หรือ จะจ้าง Catering เป็นคอร์ส หรือ เป็นบุฟเฟ่ต์ก็ได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ฉลองพิธีแต่งงานและทานอาหารดีดีพร้อมหน้าพร้อมตาไปกับคนที่คุณรู้ใจมากไปกว่านี้แล้วว่าไหม?

6. Live Stream Wedding

แม้ว่าเพื่อน ๆ หรือ ญาติผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนร่วมงานอาจจะมาร่วมกับคุณในช่วงเวลาที่คุณจะสวมแหวน แลกแหวนแต่งงาน ไม่ได้ แต่คุณก็ยังสามารถ Live Streaming ให้คนที่คุณรักชมภาพบรรยากาศสด ๆ ในการสวมแหวน พิธีหมั้น พิธีมอบสินสอด และ โมเมนท์น่ารัก ๆ ความสนุกต่าง ๆ ในงานแต่งงานของคุณได้ เป็นการแบ่งปันบรรยากาศถ่ายทอดสด และคุณยังสามารถให้เพื่อน ๆ ที่คุณรักร่วมแสดงความคิดเห็น เชียร์เจ้าบ่าวตอนเล่นเกมกั้นประตู ผ่าน Live Streaming ได้อีกด้วย

7. บอกลาพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม

ในยุคโควิด คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะตัดลำดับพิธีงานแต่งงานแบบดั้งเดิมบางข้อออกไป เช่น การเชิญประธานขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาว, ตัดเค้กแต่งงาน, งานเลี้ยงแต่งงาน, After Party หรือแม้แต่พิธีแต่งงานทางศาสนา เพื่อให้เหมาะกับข้อจำกัดในช่วงโควิด … เรามักเห็นหรือจะได้เห็นว่าคู่บ่าวสาวบางคู่เลือกที่จะตัดสิ่งที่ทำไม่ได้หรือไม่สมควรทำออกแล้ว แล้วโฟกัสไปที่การจัดงานแต่งงานสไตล์ที่พวกเขาชอบ และเป็นตัวของพวกเขาอย่างแท้จริงแทน เราอาจจะไม่ได้เห็นพิธีแต่งงานแบบให้เจ้าสาว Walk Down เข้าสู่งาน, ไม่มีซุ้มกระบี่, ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวโปรยดอกไม้

8.อาหารกลายเป็นไฮไลท์หลักของงานแต่งงาน

เราจะเห็นว่าคู่บ่าวสาวอาจให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทานอาหารอร่อย ๆ ในงานแต่งงาน มากกว่าการทานอาหารแบบรวดเร็ว ลดการใส่ใจพรีเซนเทชั่นงานแต่ง การพูดบนเวที การเปิดฟลอร์เต้นรำ หรือ After Party แบบก่อนยุคโควิด … คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่อาหารของแขกมากกว่า โดยให้งานแต่งงานนี้เปรียบเสมือนกับการเชิญแขกคนสำคัญมาทานอาหารดีดี ในบรรยากาศอันงดงามหรืออบอุ่นแบบงานแต่งงาน ชูโรงด้วยการจ้างเชฟร้านดัง หรือ โรงแรมดัง มาเนรมิตรประสบการณ์พิเศษ ทำให้งานแต่งงานของคุณดูเซ็กซี่ ซู่ซ่า รับรองว่าใครเห็นก็พูดต่อกันเป็น Talk of the Town … โควิดทั้งที แต่งานแต่งนี้ไม่กร่อยนะจ้ะ

9.จัดงานแต่งงานอย่างประหยัด ทุ่มงบไปกับสิ่งที่คุณให้คุณค่า

และด้วยเทรนด์ฮิต การจัดงานแต่งงานยุคโควิด ที่เราได้บอกคุณไปก่อนแล้ว 8 ข้อด้านบนนี้ ที่คุณจะเห็นได้ว่า เทรนด์ที่กำลังมาคือการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญหรือสำคัญน้อยกว่าออกไปด้วยเหตุผลความจำเป็นบางประการ คุณจะเห็นได้ว่าคุณมีโอกาสมากมายที่จะได้จัดงานแต่งงานในแบบที่คุณอยากได้ การจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานอาจเป็นอีเวนท์เดียว วันเดียว เดี๋ยวเดียวก็จบ … คู่บ่าวสาวบางคู่จึงสามารถตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก และสามารถเพิ่มงบมากขึ้นไปที่ “แหวนแต่งงาน” ให้คนที่คุณรัก โดยอาจวางแผนเก็บแหวนวงนี้เป็นมรดกให้กับลูกสาวหรือลูกชายในอนาคต หรือเก็บไว้เป็นของขวัญให้คนรักของคุณได้จดจำ เมื่อเราทำทุกอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่าได้เซฟงบ แล้วมีเงินเหลือ เพิ่มแหวนคู่ หรือ แหวนแต่งงาน ลงทุนกับราคาเพชร อีกสักนิดอีกสักหน่อยให้เต็มกะรัต ให้คู่ควรกับความรักที่คุณตั้งใจมอบให้เจ้าสาวที่รักของคุณ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงาน มาแรง สุดปัง ในยุคโควิดนี้ หวังว่าคู่บ่าวสาวจะได้ไอเดียดีดีในการจัดงานแต่งงานยุคโควิดนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานแต่งงานของคุณ และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณด้วย

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656604

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

สาวโสดคนหนึ่ง ทำงานหนัก หาเงินเพื่อเลี้ยงตนเอง ช่วงหยุดยาวจึงอยากไปขับรถเล่น พักผ่อนอยู่กับธรรมชาติตามป่าเขา เธอชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปด้วย แต่เพื่อนเธอไม่ว่างและขับรถไม่เป็น เพื่อนเธอจึงปฏิเสธ แต่เธอพยายามรบเร้าอยู่หลายครั้งจนเพื่อนใจอ่อน โดยชวนแฟนของเพื่อนไปด้วย ช่วยขับรถระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่เป็นอะไร เพื่อนเธอบาดเจ็บสาหัส แฟนเพื่อนเสียชีวิต เธอเสียใจมากและโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ หากว่าไม่ชวนเพื่อนและแฟนของเพื่อนไปด้วย ก็คงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เธอรู้สึกผิดอย่างมาก นึกขึ้นมาทีไร เจ็บปวด เสียใจ และอยากย้อนเวลากลับไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันย้อนเวลาไม่ได้ และชีวิตเธอก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิดในใจลึกๆ กลายเป็นคนซึมเศร้า ศักยภาพถดถอย ไม่อาจพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้ ชีวิตไม่มีความสุข เพราะเธอคิดว่าเธอคือต้นเหตุ

ในช่วงชีวิตเราย่อมต้องมีเหตุการณ์ในทำนองนี้ที่ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต และส่งผลเสียต่อทั้งตนเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยคิดว่าตนคือต้นเหตุ เพราะคิดว่าหากว่าตนไม่ทำอย่างนั้น มันก็คงไม่มีเรื่อง มันเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกัดกินใจตนเองและเสียใจมายาวนาน จนเป็นรากฝังลึกลงเป็นปมในใจ ความรู้สึกผิดนี้ ตนก็พยายามจะลืมๆ มันไป แต่ทำไม่ได้ มันแวะเวียนมาบ่อยๆ นึกถึงทีไร รู้สึกผิดหวังในตนเอง คิดอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่มันเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกผิดนี้มันบั่นทอนจิตใจ ความรู้สึก ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อเหตุการณ์เชิงลบที่เข้ามากระทบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน คิดมาก วิตกจริต และบ่อยครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ แล้วรู้สึกท้อถอย จมอยู่กับความผิดหวัง ไม่สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ส่งผลให้บุคคลไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

  • บ่อยครั้งที่ท่านมีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้านำเสนอ ขาดความเชื่อมั่น คิดไปว่ามันจะเข้าท่าหรือ เดี๋ยวก็คงโดนด่ากลับมาอีก แล้วก็ล้มเลิกไป
  • ทำไมตนจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป เวลามีคนเตือน ตนจึงรู้สึกหวั่นไหว
  • ทำไมตนจึงเปราะบาง ขาดภูมิต้านทาน ไม่หนักแน่น ไม่ยืนหยัด ไม่อดทน ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานได้
  • คิดเองไม่เป็น คอยแต่จะตามคนอื่น กลัวพลาด ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก
  • ทำไมเวลาใครได้รับการชื่นชม ตนรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของๆ ตนไป
  • ทำไมตนจึงปฏิเสธไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัวเอง บ่อยครั้งทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • ตนเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำไมไม่สามารถสร้างทีมงานให้ไปในแนวทางเดียวกันได้ ตนจึงเสียโอกาสก้าวหน้า ผลงานไม่เข้าตา องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วท่านคิดว่าอะไรที่คอยฉุดรั้งศักยภาพท่านไว้ ท่านสงสัยไหมว่าทำไม รากของปัญหาคืออะไร แล้วจะแก้ยังไง?

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา โดยปกติ คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกัน และก็โดยทั่วไปที่คนเราย่อมต้องมีความพลาดพลั้ง หรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปในอดีต แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาก็คือว่า คนเรามักจะเอาความพลาดพลั้งจากการที่ไม่ถึงเป้าหมายในเชิงรูปธรรมที่วัดได้ หรือเอาความพลาดพลั้งในอดีตที่ตนได้ทำลงไปนั้น มาสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจตนเอง ตรงนี้ซิคือประเด็น!!

ภาวะดังกล่าวคือ ความรู้สึกผิด คิดว่าตนคือต้นเหตุของปัญหา มันเป็นภาวะที่เห็นตนเองติดลบ เห็นว่าตนเองใช้ไม่ได้ รู้สึกว่าตนไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง คิดไปว่าตนขาดประสิทธิภาพ ด้อยกว่าคนอื่น หรือด้อยกว่าที่ตนคิด หรือเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงต่ำกว่ามาตรฐาน ตนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หรือตีความว่าทำไมแค่นี้ถึงคิดไม่ออก ทำไม่สำเร็จ โดยรวมก็คือ ตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง

เมื่อเห็นตนเองไร้ค่า จึงเกิดความสงสัยในตนเอง ขาดความเชื่อมั่น ทำให้ภายในอ่อนแอ เปราะบาง ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวไปตามกระแสหรือสิ่งที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเวลาที่มีแรงกดดันจากภายนอก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคาดหวังสูง จึงรับไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้งภายใน กลายเป็นแรงกดดัน มากๆ เข้าก็เลยคิดมาก วิตกจริต กดดันตนเอง หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ซึมเศร้า และในบางกรณีกลับมาทำร้ายตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนไปเอาความพลาดพลั้งในอดีตมาทำร้ายตัวตนของตนเองอย่างเข้าใจผิด ปัญหาของบุคคลจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น ที่เอาความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดมาทำร้ายตนเอง มาทำลายคุณค่าตนเอง

เมื่อมีความพลาดพลั้งเกิดขึ้น และหากบุคคลใดมีกรอบความคิดว่าความพลาดพลั้งคือความผิดแล้ว ความรู้สึกดังกล่าวมันจะเข้ามาโจมตีที่ตัวตนของบุคคลคนนั้น และสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง สร้างความหวั่นไหวขึ้นภายใน บุคคลที่ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นความรู้สึกผิดนี้ไปได้ จึงไม่สามารถขับศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องเสียหายที่เกิดจากความเข้าใจผิดต่อความพลาดพลั้ง และนี่คือสาเหตุหลักที่คอยฉุดรั้งศักยภาพของบุคคลให้ถดถอย ไม่สามารถนำตนเองได้อย่างน่าเสียดาย และเป็นรากของปัญหาในทุกความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้น ความสามารถในการปลดปล่อยศักยภาพจึงมาจากการที่ตนเห็นตนเองเป็นใคร อย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงทางออกของปัญหาในประเด็นความรู้สึกผิดต่อตนเองนี้ เราพบว่าทุกการแสดงออกมาจากกรอบความคิด (หรือภาพในใจ) หรือ Mindset กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย คนเราผ่านมาทั้งเรื่องบวกและลบมากมายทั้งชีวิต ในส่วนที่เป็นลบนั้น มันคือความรู้สึกผิดต่อตนเอง แต่นั่นมิใช่ปัญหา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราไปรับรู้และเข้าใจมันผิด ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในภาวะถดถอยนั้นเป็นเพราะว่า ตนยังเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเอง

เราจึงควรมาทำความเข้าใจกับตัวตนของตนเองเสียใหม่ โดยย้อนกลับเข้ามาภายในเพื่อทำความเข้าใจตนอง ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ห้ามปฏิเสธ หากเรายอมรับมัน นั่นเท่ากับว่าเรายอมรับตนเอง มันเป็นการเข้าใจตนเอง ให้อภัยตนเอง มันคือการเห็นคุณค่าตนเอง ภาวะนี้เท่านั้นที่บุคคลจะสามารถก้าวข้ามพ้นภาวะติดลบภายในใจไปได้ ภายในบุคคลจึงเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่นและมีความมั่นคงภายใน ความมั่นคงภายในนี้เองจะเป็นก้าวสำคัญที่บุคคลจะเริ่มปรับฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาได้ การเห็นคุณค่าตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การสร้างการนำตนเองเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign นิยามความรักที่ไร้กาลเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656547

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign นิยามความรักที่ไร้กาลเวลาผลงานการคอลลาโบเรชั่นของสองแบรนด์ดังอย่างแบรนด์เครื่องประดับ Sirus Tanya ไฟน์จิวเวลรีคุณภาพสูง และแบรนด์ชุดแต่งงาน Vatit Itthi มอบนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลองความรักและสะท้อนความงดงามตามแบบฉบับของผู้หญิงยุคใหม่

การคอลลาโบเรชั่นระหว่างแบรนด์สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับการร่วมงานกันของสองแบรนด์ดังอย่าง แบรนด์เครื่องประดับ “ไซรัส ธัญญา” (Sirus Tanya) ไฟน์ จิวเวลรีคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยดีไซน์เหนือกาลเวลา และ แบรนด์ชุดแต่งงาน “วทิต อิทธิ” (Vatit Itthi) ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดพิเศษผ่านทักษะความชำนาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นำมาถ่ายทอดพร้อมมอบนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลองความรักและสะท้อนความงดงามตามแบบฉบับของผู้หญิงยุคใหม่

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign คือแคมเปญที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่เรียบหรูและร่วมสมัย ผ่าน ชุดเจ้าสาว คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 2021 คอลเลกชั่นชุดเจ้าสาวที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ Vatit Itthi มีทั้งหมด 35 ลุค ในสไตล์คลาสสิกไปจนถึงความร่วมสมัยผสมผสานกับอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่แสดงออกถึงความมีรสนิยมที่ดี ในการแต่งกาย ซึ่งยังคงถ่ายทอดผ่าน 3 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ความสง่างาม (elegance), วิจิตรศิลป์ (artistry), และสุทรรศนนิยม (optimism) ผสานเข้ากับ ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น เซ็ทเครื่องประดับสำหรับแต่งงานคอลเลกชั่นแรกของแบรนด์ ไซรัส ธัญญา ซึ่งยังคงสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลา หลอมรวมเข้ากับความร่วมสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยงานฝีมืออันประณีตถูกนำมาต่อยอดอย่างสมบูรณ์แบบโดยช่างฝีมือระดับสูงเพื่อรังสรรค์เครื่องประดับสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาและเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ ในคอนเซ็ปต์ PROMISE OF A LIFETIME ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ศิรัส ธัญญวัฒนกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไซรัส ธัญญา กล่าวว่า “เราต่างมีภาพผู้หญิงในอุดมคติคนเดียวกัน เป็นผู้หญิงที่มีความเรียบหรูในขณะเดียวกันไม่หวือหวามากจนเกินไป ซึ่งทำให้การทำงานร่วมกันครั้งนี้มีความพิเศษมาก”

วทิต วิรัชพันธุ์ และ อิทธิ เมทะนี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ วทิต อิทธิ เผยว่า “วทิต อิทธิ และ ไซรัส ธัญญา มีความเชื่อและปรัชญาคล้ายกันในแง่ของพื้นฐานการออกแบบและรสนิยม ทำให้รู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้และคอลเลกชั่นแต่งงานครั้งแรกของแบรนด์ ไซรัส ธัญญา”

Sirus Bridal Collection ได้รังสรรค์แหวนเพชร “Sirus Promise Engagement Ring” แหวนแต่งงานไอคอนนิคของคอลเลกชั่นนี้ อัญมณีล้ำค่าที่ส่องประกายโดดเด่นด้วยเพชรที่เจียระไนทรงเอมเมอรัล ประกบด้วยเพชรแทปเปอร์บาร์เก็ตทั้งสองข้างและฝังเพชรบาเก็ตรอบตัวเรือนแพลตตินั่มทั้ง 3 ด้าน เป็นการสะท้อนความเป็นเลิศด้านฝีมืออันแสนประณีตในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ความคลาสสิกของแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวมีหกหนามเตยยกชูเพชรจากตัวเรือนทำให้เพชรรับแสงส่องประกายได้อย่างเต็มที่ แสดงถึงความงดงามในความเรียบง่ายและการให้คำมั่นสัญญาของความรักชั่วนิรันดร์ จับคู่กับ สร้อยคอรีเวียร์ (Rivière) เพชรเจียระไนทรงกลมและทรงเอมเมอรัล เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วย ต่างหูเพชรน้ำงามทรงแฟนซี ชุดแต่งงานถูกตัดเย็บแบบ one-of-a-kind โดดเด่นไม่เหมือนใคร เสริมความสง่างามให้น่าจับตามองด้วยเครื่องประดับอันวิจิตรบรรจงเพิ่มกลิ่นอายความโรแมนติกมากยิ่งขึ้น

ชุดเดรสเจ้าสาวผ้าชีฟองจับพลีท (Pleating) รอบตัวในซิลูเอททรงเรขาคณิตปักลายดอกไม้ 3 มิติเพิ่มวอลลุ่มให้กับดีเทลแขนเสื้อ สวมใส่คู่กับชุดเครื่องประดับเพชรและไพลินสีน้ำเงินรอยัล บลู (Royal Blue Sapphire)

นอกจากนี้ กลีบดอกไม้ถูกนำมาร้อยเรียงปรากฏเป็นชุดเดรสสั้นผ้าไหมออแกนซ่าตัดเย็บเป็นชั้นสวยงาม โอบรับด้วย สร้อยคอเพชรเจียระไนทรงไข่ทั้งหมด 128 เม็ด จับคู่เข้ากับ สร้อยข้อมือเพชรและแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวทรงไข่แบบคลาสสิก ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

นอกจากชุดเครื่องประดับเจ้าสาวแล้ว ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น (Sirus Bridal Collection) ยังนำเสนอเครื่องประดับสำหรับบุรุษ อาทิ แหวน สร้อยข้อมือ คัฟลิงค์ และเข็มกลัด ประดับเพชร สัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาแห่งความรักชั่วนิรันดร์อีกด้วย

พบกับ ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น (Sirus Bridal Collection) ได้ที่ Sirus Tanya สาขา สยามพารากอน ชั้น1 โทร 083-313-8222 , สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น G โทร 063-220-4888 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://sirustanya.com , Instagram: @sirustanya_official

#SirusTanyaxVatitItthi

#SirusBridal

#VATITITTHIWedding

CASIO เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุด คอลเลคชั่นใหม่ที่โดนใจสายสตรีทแฟชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656356

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 14:02 น.

CASIO เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุด คอลเลคชั่นใหม่ที่โดนใจสายสตรีทแฟชั่นเพราะแฟชั่นมันอยู่ใน DNA สาวกแบรนด์ในตำนาน CASIO ต้องตื่นเต้นกับคอลเลคชั่นใหม่ โดนใจสายสตรีทแฟชั่นแน่นอน

ถ้าคุณคือคอสตรีทแฟชั่นนี่คือสิ่งที่เราไม่อยากให้คุณพลาด CASIO สุดยอดแบรนด์นาฬิกาสำหรับสายสตรีท เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุดที่น่าจับจองเป็นที่สุด เอาใจสาวกแบรนด์ในตำนานที่หลงรักในสไตล์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใครอย่าง G-SHOCK และ Baby-G ที่เรียกได้ว่าจะสวมเพื่อ Work from home หรืออัพลุคเท่ออกนอกบ้านก็มีสไตล์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างครบครัน

Highlight Model

 G-Shock G-Steel GST-B400 Carbon Core Guard Series

ดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่บ่งบอกถึงความเท่ โฉบเฉี่ยว ทะมัดทะแมง แข็งแกร่ง และทนทานสไตล์สปอร์ต ด้วยโครงสร้างใหม่ล่าสุดโดยใช้คาร์บอนเป็นวัสดุหลัก แต่ยังคงความบางเบาของตัวเรือนเพียง 12.9mm. ที่เรียกได้ว่า บางที่สุดในกลุ่ม G-Steel เลยทีเดียว จึงสามารถสวมใส่ได้สบายและคล่องตัวในทุกการเคลื่อนไหว มีให้เลือกถึง 4 รุ่น ครบครันทั้งสายสแตนเลสสตีลและสายเรซิน หรือเคลือบ IP สีดำ (ตามรุ่น) อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับ Bluetooth และมีระบบ Tough Solar ชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จึงช่วยประหยัดพลังงานกว่าเดิมถึง 55% และใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

G-Shock Hidden Coast Series: GA-900 / GA-2000 / GA-2100

อีกรุ่นยอดนิยมที่นักเดินทางจะต้องรู้จัก เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากการแสวงหาดินแดนติดทะเลอันไกลโพ้นที่ไม่มีใครเคยเดินทางไปถึง ด้วยการเลือกใช้โทนสีจากชายฝั่งซึ่งถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติอันงดงามแต่เรียบง่าย อาทิ สีน้ำตาล สีเขียว สีขาว สีน้ำเงินคราม และสีส้มอ่อน นำมาผสมผสานสอดคล้องกันกับรายละเอียดในดีไซน์จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของซีรีส์นี้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่น GA-900HC-3ADR และ GA-900HC-5ADR ที่บอกเล่าจิตวิญญาณของสายสตรีทได้อย่างเด่นชัดพร้อมแบตเตอรี่ที่ทำงานอย่างทนทานยาวนานถึง 7 ปี, รุ่น GA-2100HC-2ADR และ GA-2100HC-4ADR หนึ่งในรุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นทั้งเรื่องสีสันและความบางเฉียบที่สุดของ G-Shock รวมถึงรุ่น GA-2000HC-3ADR และ GA-2000HC-7ADR ด้วยโครงสร้างคาร์บอนจึงมีความแข็งแรงทนทานและยังสามารถเปลี่ยนสายได้อีกด้วย

Baby-G BGA-280 Series The New Color (4,000 THB) 

เพิ่มความสนุกในทุกลุค ด้วยความหวานเย็นของสีพาสเทลดุจไอศกรีม ผสานกับดีไซน์แบบสตรีทที่เอาใจสาวๆ ให้หลงรักทันทีที่แรกเห็น มอบลุคหวานๆ แต่สนุกสนาน อ่อนเยาว์ ทันสมัย คล่องตัว และทะมัดทะแมง พร้อมเพิ่มดีเทลลูกเล่นที่การเล่นสีกรอบหน้าปัดแบบสองชั้น มิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายลุค ทั้งเปรี้ยว หวาน เท่ หรือแม้แต่ชุดทำงาน ตัวหน้าปัดมีทั้งแบบอะนาล็อคและดิจิตอลเพื่อการอ่านเวลาที่ง่ายดายและแม่นยำ ในขณะที่ตัวเรือนและกรอบทำจากเรซินจึงให้สัมผัสที่เบาสบาย นุ่มผิว และแน่นอนว่างานเรืองแสงด้วยไฟ LED ก็ต้องมา! เพราะนี่คือจุดเด่นอีกจุดที่สร้างความสะดุดตาให้กับผู้สวมใส่ และยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร 

และทั้ง 3 รุ่นนี้เองที่ CASIO พร้อมเผยโฉมอย่างเต็มรูปแบบในงาน Siam Paragon Watch Expo 2021 ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกของ G-Shock หรือ Baby-G ที่เน้นความเป็นสตรีทสไตล์อย่างเต็มเปี่ยม หรือจะเป็นคนรักนาฬิกา CASIO ที่ครบครันทั้งฟังก์ชั่นและแฟชั่น สวมใส่ง่ายและดูดีในทุกโอกาสก็ตาม เหล่านี้คือไอเท็มใหม่ล่าสุดที่น่าจับจองและไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวง!

แล้วพบกันที่ ณ บู๊ท CASIO G-SHOCK ภายในงาน Siam Paragon Watch Expo 2021 ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 18 มิถุนายน – 11 กรกฎาคม 2564 ติดตามข่าวสารที่ Facebook : Casio Watches Thailand หรือ www.casio-cmg.com

#GSTEEL #GSHOCKTH #BABYG #CASIOCMG #SiamParagonWatchExpo2021

เปิดตัว GARMIN BRAND SHOP แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656353

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 13:40 น.

เปิดตัว GARMIN BRAND SHOP แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯGARMIN LOVER ไม่ควรพลาด! GARMIN เปิดตัว GARMIN BRAND SHOP แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพ พร้อมสินค้าใหม่ล่าสุด “FORERUNNER 55” จีพีเอส สมาร์ทวอทช์ ที่พร้อมสนับสนุนให้การวิ่งเป็นนิวแฮบิท

แบรนด์ GARMIN หนึ่งในผู้นำด้าน Smart Watch และ Wearable Device ภายใต้การนำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ ซีเอ็มจี (CMG) เปิดตัว GARMIN BRAND SHOP แห่งใหม่ล่าสุด ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ครั้งแรกของการรวบรวมสินค้าที่เป็นของใช้ตามไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ GARMIN สำหรับ GARMIN LOVER

ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ถูกรวบรวมให้เป็นโซนไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ GARMIN แห่งแรกในไทย นาฬิกาสมาร์ทวอทช์จาก GARMIN ที่มีให้คุณได้เลือกมากมายหลากหลายรุ่น และพื้นที่สำหรับลองมิกซ์และแมตซ์สายนาฬิกาช่วยเพิ่มความสนุกเพื่อคอมพลีทลุคของคุณแบบจัดเต็มเป็นครั้งแรก ที่ GARMIN BRAND SHOP แห่งนี้

พร้อมกันนี้ GARMIN เปิดตัว FORERUNNER 55 จีพีเอส สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับนักวิ่งทุกระดับ เพื่อสนับสนุนให้การวิ่งเป็นนิวแฮบิท (New Habit) ผ่านการพัฒนาจีพีเอสสมาร์ทวอทช์เพื่อตอบโจทย์เหล่านักวิ่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนถึงฟีเจอร์ติดตามสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง

GARMIN BRAND SHOP มีอะไรใหม่ที่ GARMIN LOVER ไม่ควรพลาด!

·สินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ถูกรวบรวมให้เป็นโซนไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ GARMIN แห่งแรกในไทย ครั้งแรกของการรวบรวมสินค้าที่เป็นของใช้ตามไลฟ์สไตล์ จากแบรนด์ GARMIN สำหรับ GARMIN LOVER เพื่อเอาใจแฟนคลับตัวจริงของการ์มิน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด กระบอกน้ำเก็บความร้อน กระเป๋าเป้สะพายหลัง ให้คุณได้เลือกช้อปอย่างจุใจ

·นาฬิกาสมาร์ทวอทช์จากการ์มิน ที่มีให้คุณได้เลือกมากมายหลากหลายรุ่น

·พื้นที่สำหรับลองมิกซ์และแมตซ์สายนาฬิกา ที่สามารถเพิ่มความสนุกช่วยคอมพลีทลุคของคุณแบบจัดเต็ม โซนสำหรับลูกค้าทดลองเปลี่ยนสายนาฬิกาอย่างง่าย ๆ ได้ด้วยตัวเอง ที่มีสายนาฬิกาให้เลือกช้อปอีกหลายสิบแบบ รับรองว่าจะเปลี่ยนวันจำเจของคุณให้มีสีสันตลอดทั้งสัปดาห์

·การมาถึงของ FORERUNNER 55 สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ถูกครีเอทภายใต้คอนเซ็ปต์ “EXERCISE IS THE BEST NUTRITION, RUNNING IS THE SIMPLEST WAY TO START – การออกกำลังกายเป็นสารอาหารที่ดีที่สุด การวิ่งคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้น” เนื่องจากการ์มินจึงตั้งใจสนับสนุนให้การวิ่งกลายเป็นนิวแฮบิท (New Habit) เพราะเราเชื่อว่า การวิ่งคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นออกกำลังกาย และการออกกำลังกายเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดที่สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง FORERUNNER 55 55 จึงมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ครบถ้วนเพื่อตอบโจทย์เหล่านักวิ่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยจุดเด่น ดีไซน์ใช้งานง่าย เพียงกดปุ่มเดียวก็พร้อมเริ่มต้นไปกับทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเริ่มวิ่งหรือเดิน และติดตามข้อมูลเวลา ระยะทาง ความเร็ว ฝีเท้า และอัตราการเต้นของหัวใจได้โดยตรงจากข้อมือ มาพร้อมกับฟีเจอร์จัดเต็ม ตั้งแต่ฟีเจอร์เทรนนิ่งสำหรับนักวิ่งครอบคลุมตั้งแต่ก่อน ระหว่างและหลังการวิ่ง อาทิ Daily Suggested Workout, PacePro Lite, Track Run, Recovery Time ไปจนถึงฟีเจอร์ติดตามสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ที่ GARMIN BRAND SHOP เซ็นทรัล ลาดพร้าว ยังมีดีลสุดพิเศษสำหรับลูกค้าในแคมเปญ GARMIN Mid Year Saleที่มอบข้อสุดพิเศษมากถึง 5 ต่อ แฟนๆ GARMIN สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลโปรโมชั่น ได้ที่ทางเฟซบุ๊ค Garmin by CMG หรือ Line OA @garminbycmg

8 Soft Skills ช่วยมนุษย์เอาชนะ AI #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656324

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 08:10 น.

8 Soft Skills ช่วยมนุษย์เอาชนะ AIDPU เผยผลวิจัย “ทักษะอนาคตของกำลังแรงงานในประเทศไทย” ระบุซอฟต์สกิล (Soft Skills) ช่วยมนุษย์เอาชนะ AI ชี้มหาวิทยาลัยคือด่านสำคัญช่วยลดต้นทุน Upskill และ Reskill ขององค์กร

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยงานวิจัย “ทักษะอนาคตของกำลังแรงงานในประเทศไทย” พบว่า มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับ AI และในอีก 30 ปีข้างหน้า AI จะเก่งกว่ามนุษย์อีกพันเท่า ชี้ทางรอด “ซอฟต์สกิล” (Soft Skills) คือเครื่องมือสำคัญช่วยมนุษย์ชนะปัญญาประดิษฐ์ สร้างโอกาสใหม่ๆ ในสายอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยเป็นเสมือนด่านหน้าที่สำคัญในการบ่มเพราะ Soft Skills ผลิตบุคลากรตอบสนองตลาดแรงงานในอนาคต ช่วยองค์กรลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการ Reskill และ Upskill ให้พนักงาน

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า “ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ เมื่อ AI สามารถทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ ตามความเก่งของ AI ในแต่ละยุค ดังนั้นมนุษย์จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดจากการพัฒนาอย่างล้ำหน้าของ AI  ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้ตระหนักถึงการ Reskill และ Upskill ทักษะของบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น”

“มีการคาดการณ์ถึงการทำงานในอนาคตว่า AI จะทำงานร่วมกับมนุษย์และทำงานแทนมนุษย์ได้หลากหลายและรวดเร็วกว่าหลายเท่า  โดยเฉพาะงานที่มีรูปแบบซ้ำๆ (Routinized) งานที่มีกระบวนการทำงานและขั้นตอนที่ตายตัว แต่ทักษะด้าน Soft skills หรือทักษะทางสังคม ยังคงเป็นสิ่งที่ AI ยังพัฒนาได้ไม่เท่าทันมนุษย์ หากมนุษย์จะทำงานร่วมกับหรือทำงานให้เก่งกว่า AI ต้องพัฒนาทักษะ Soft skills ที่จำเป็น เช่น ทักษะการวิเคราะห์ในระดับสูง ทักษะทางสังคมในการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI  ในอีกมุมมองหนึ่ง มีงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าในหลายประเทศมีการแย่งชิงแรงงานทักษะที่มีทักษะการวิเคราะห์ในระดับสูง เช่น Data Scientist, Solutions Engineer, UX Designer, Software QA Engineer, Software Developer และ Front End Developer ซึ่งรูปแบบการทำงานจะมุ่งเน้นเป็นแบบ Freelance มากขึ้น ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นจะต้องมีการเรียนการสอนที่สามารถตอบสนองความต้องการของแรงงาน และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างแรงงานที่พร้อมในการทำงานในอนาคต”

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้ทำการศึกษา เรื่อง “ทักษะอนาคตของกำลังแรงงานในประเทศไทย” เพื่อศึกษาว่าแรงงานในอนาคตว่าควรมีชุดทักษะ (Skill Set) อะไรบ้าง โดยศึกษา Skill Set สำหรับแรงงานในอนาคตของไทยใน 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงพัฒนา AI (2020 – 2029) ช่วงทำงานร่วมกับ AI (2030 – 2059) และช่วงอยู่ร่วมกับ AI (2050 –2060)

จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า

ช่วงที่ 1

ช่วงพัฒนา AI (Evolving with AI) ตั้งแต่ปี 2020-2029

เป็นช่วงที่ AI ยังไม่เก่งเท่ามนุษย์ ยังไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ยังคิดและตัดสินใจไม่เก่งเท่ามนุษย์ จึงสามารถทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้เท่านั้น เช่น งานที่มีการประมวลผลข้อมูลซ้ำๆ งานมีรูปแบบการคำนวณที่เหมือนกัน และไม่ต้องใช้การวิเคราะห์เฉพาะสถานการณ์ ดังนั้น ทักษะที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ในยุคนี้ คือ ทักษะในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งต้องใช้สัญชาติญานความเป็นมนุษย์ในการคิดและตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ตายตัว กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking /Design Mindset) ทักษะการคิดปรับเปลี่ยนเชิงประยุกต์ (Adaptive Thinking) ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) ทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม (Collaboration)  และ ทักษะในการรับมือกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย (Cross Culture)

ช่วงที่ 2

ทำงานร่วมกับ AI (Working with AI) ตั้งแต่ปี 2030-2049

เป็นช่วงที่มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น มนุษย์มีความจำเป็นต้องเพิ่มทักษะ และการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทักษะที่จำเป็นในช่วงเวลานี้คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analytical Skill) และทักษะการสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการ (Value Creation Skill) ถือเป็นทักษะด้านศิลปะทางความคิดที่ต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่ง AI จะยังไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้แบบ 100%

ช่วงที่ 3

อยู่ร่วมกับ AI (Living with AI) ตั้งแต่ปี 2050-2060

ผลวิจัยคาดการณ์ไว้ว่า AI จะมีความสามารถมากกว่ามนุษย์พันเท่า ข้อดีคือ สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ มนุษย์ไม่ต้องเหนื่อยทำงานมาก  การใช้ AI มีต้นทุนถูกกว่าการจ้างแรงงานมนุษย์ ส่วนข้อเสียคือ งานบางประเภทจะหายไป มนุษย์ที่มีทักษะเก่า ๆ จะตกงาน และจะมีงานประเภทใหม่เข้ามาทดแทน ดังนั้น ทักษะในช่วงเวลานี้ คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง (Advanced analytical Skill) เพื่อให้สามารถทำอาชีพใหม่ที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้ อาชีพใหม่ที่คาดหวัง คือ ที่ปรึกษาเชิงปรัชญา (Philosophical Consultant) นักออกแบบเวลาว่าง (Free Time Designer) นักออกแบบอาชีพ (Occupation Designer) และนักออกแบบห้องเสมือนจริง (Virtual Room Designer) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ทักษะแรงงานต่างมีความเห็น ว่าหากจะมองถึงสถานการณ์ในช่วงที่ 2 (ทำงานกับ AI) และช่วงที่ 3 (อยู่ร่วมกับ AI) อาจเป็นการคาดการณ์ที่ไกลเกินไป ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานในช่วงที่ 1 (พัฒนา AI) คือตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงปี 2029 ซึ่งพบว่า

ทักษะที่จำเป็นในอนาคตสำหรับแรงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่จึงเป็นทักษะที่มีลักษณะเป็นซอฟท์สกิล (Soft Skills) ได้แก่ 

  1. ทักษะการวิเคราะห์และปรับใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจโครงสร้างของข้อมูล และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปต่อยอดเชื่อมโยงได้  เนื่องจาก ในช่วงเวลานี้ AI จะทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลใน BIG DATA ที่มีอยู่มากมาย มนุษย์จำเป็นต้องมีความรู้ในการนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ได้
  2. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ เป็นการนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ สร้างสรรค์ต่อยอดในการดำเนินธุรกิจ
  3. ทักษะการใช้เครื่องมือด้านดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพสูงสุด  การใช้ชีวิตบนโลกแห่งดิจิทัล เช่นการค้นหาข้อมูล การจดบันทึก บนสื่อดิจิทัล เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นการทิ้งร่องรอยบนโลกดิจิทัลเพื่อช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของมนุษย์ได้มากขึ้น?
  4. ทักษะการปรับตัว ทั้งวิธีการทำงาน กรอบแนวคิด การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดเวลา (Lifelong Learning)
  5. ทักษะการบริหารจัดการคน เนื่องจากในอนาคตการทำงานเป็นทีมถือเป็นปัจจัยสำคัญ
  6. ทักษะด้านการมีเหตุผลในการคิด เพื่อเสริมสร้างให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ สามารถนำมาจัดวางเป็นโปรแกรมบนดิจิทัลต่อไปได้
  7. ทักษะความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ในระดับยีนและ DNA เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในอนาคต
  8. ทักษะด้านภาษา การฝึกฝนทางด้านภาษาที่หลากหลาย เพื่อช่วยเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาวิจัยยังได้สะท้อนถึงปัญหาและอุปสรรคที่จะส่งผลต่อการพัฒนาแรงงานในอนาคตพบว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนในการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยีและทักษะของแรงงาน  หลายๆ องค์กรอยากลงทุนเรื่องการสร้างทักษะให้แก่แรงงาน แต่ยังไม่ได้มีแผนที่ชัดเจน ไม่มีแนวทาง ไม่ทราบว่าควรพัฒนาทักษะอะไร ไม่มีเครื่องมือในการวัดทักษะเดิมของพนักงาน โดยมีสัดส่วนขององค์กรที่ยังไม่คิดถึงแผนการพัฒนาทักษะแรงงาน หรือมีแผนบ้างแต่ยังไม่ได้ลงมือทำกว่า 48%  หรือบางองค์กรที่ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็พบว่าบุคลากรยังขาดความรู้และไม่มีสมรรถนะที่จะเข้าใจเรื่องของ AI จึงไม่สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดได้ และยังพบว่าประเทศไทยขาดการปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงทำให้บุคลากรขาดการเพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่ๆ นอกจากนี้ยังขาดแรงจูงใจด้านค่าตอบแทนหรือการคุ้มครองสิทธิบัตรทางปัญญาให้กับผู้สร้างนวัตกรรม คนที่เก่งด้านเทคโนโลยีจึงไปทำงานให้กับประเทศอื่น รวมถึงยังขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีสร้างภาพลักษณ์ให้ประชาชนมองว่า AI คือนวัตกรรมที่จะมาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่นวัตกรรมที่จะมาทำให้คนตกงาน

“ผลจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้  ทำให้เราตระหนักได้ว่าความสามารถของมนุษย์เมื่อทำงานร่วมกับ AI นั้น จะเกิดประสิทธิภาพที่เป็นเลิศ องค์กรจึงต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงานอยู่เสมอ แต่เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม การเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องมีการปรับและพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความจำเป็นของอนาคต โดยการปลูกฝัง Soft Skills ที่พร้อมสำหรับการทำงานให้กับบุคลากร  ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยทำให้ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ลดน้อยลง เพราะจะสามารถลดต้นทุนในการ Reskill และ Upskill ให้กับองค์กรต่าง ๆ ได้”  ดร. ดาริกา กล่าว

สร้างสรรค์แฟชั่นจากผ้าไทย ไม่ว่ายุคไหนก็ไม่มีคำว่า ‘เชย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656230

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

สร้างสรรค์แฟชั่นจากผ้าไทย ไม่ว่ายุคไหนก็ไม่มีคำว่า 'เชย'โอกาสของคนรักงานดีไซน์มาถึงแล้ว กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ชวนประกวดออกแบบลายผ้าไทยสู่สากลเพื่อการต่อยอดและพัฒนา ภายใต้โครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2564

ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยสู่ความยั่งยืน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมส่งผลงานเข้าประกวดออกแบบลายผ้าไทยสู่สากล เพื่อต่อยอดและพัฒนา (Cultural Textile Awards 2021) ภายใต้โครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2564 โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ้าทอพื้นถิ่นของไทย และนักออกแบบลายผ้าไทยรุ่นใหม่ ให้มีโอกาสนำเสนอความคิดสร้างสรรค์จากผ้าไทย ภายใต้แนวคิดหลัก “สังคมสรรค์สร้าง Social Creation” ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทย และการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย (Thai Texiles Trend Book Spring/Summer 2022) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาสร้างสรรค์ลายผ้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยสู่ความยั่งยืนสืบไป

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อยากเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่และผู้ประกอบการได้สร้างสรรค์พัฒนาผ้าไทยให้ได้รับความนิยมในระดับสากล ส่งเสริมการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยและเครื่องนุ่งห่มตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่นำมาใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยผู้ประกอบการ และนักออกแบบรุ่นใหม่ สามารถส่งผลงานเข้าประกวดภายใต้แนวคิดหลัก “สังคมสรรค์สร้าง Social Creation” ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทย และการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย (Thai Texiles Trend Book Spring/Summer 2022) สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และสิ่งทอสร้างสรรค์ โดยผู้ที่ส่งผลงานร่วมประกวดสามารถตีความได้ไม่จำกัด แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายทอดแรงบันดาลใจ แนวความคิด จนได้ผลงานผ้าไทยที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ ภายใต้การนำเอามรดกทางภูมิปัญญาในท้องถิ่น อาทิ งานหัตถกรรม งานช่างฝีมือ ฯลฯ ซึ่งเป็นการร่วมมือร่วมใจของผู้คนในชุมชนจนก่อให้เกิดเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นมาประยุกต์ใช้ ในขณะเดียวกันผู้ส่งผลงานเข้าประกวดยังสามารถเลือกใช้วัสดุธรรมชาติและสีย้อมธรรมชาติจากท้องถิ่น หรือผสมผสานวัสดุเส้นใยนวัตกรรม รวมถึงเทคนิคต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการได้กำหนดให้มีการใช้วัสดุและการย้อมสีธรรมชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50

โครงการนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงแฟชั่นและผ้าไทยอย่าง คุณจ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ ดีไซเนอร์มากฝีมือแห่งแบรนด์ THEATRE (เธียเตอร์), คุณอู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข เจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH (วิชระวิชญ์) หนึ่งในดีไซเนอร์ไทยที่สร้างชื่อเสียงในเวทีแฟชั่นระดับสากล พร้อมด้วย คุณปืน-สธน ตันตราภรณ์ ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น , คุณโจ-ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ Jo’s Bag (โจแบ็ค) และคุณกุ้ง-เปรมฤดี กุลสุ เจ้าของคอนตอนฟาร์ม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องฝ้ายและการใช้สีในท้องถิ่น มาร่วมให้แนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์แฟชั่นจากผ้าไทยที่ไม่ว่ายุคไหนก็ไม่มีคำว่าเชย

เริ่มจากคุณปืน-สธน ตันตราภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นคนดัง กล่าวถึงแนวโน้มและทิศทางผ้าไทย ผ่าน 6 เทรนด์จากหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทย และการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย (Thai Texiles Trend Book Spring/Summer 2022) ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยกำลังเริ่มมีเทรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งเกิดจากวิธีการคิดของคนไทยเอง จากวิธีการคิดสี การคิดผ้า การใช้ชีวิต กล่อมเกลาจนกลายเป็นเทรนด์ สำหรับปี 2022 โดยเทรนด์แฟชั่นที่เกิดขึ้นในแต่ละฤดูกาลล้วนมีเหตุผลและที่มาเสมอ อย่างช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนจะใช้สีขาวและสีดำ เพราะคนมีเงินน้อยก็มักจะซื้อของที่ใช้แล้วอยู่ได้นาน พอเศรษฐกิจดีขึ้นเสื้อผ้าที่มีสีสันก็จะขายดีมากขึ้นเพราะผู้คนเริ่มสนุกสนาน มันจะผกผันแบบนี้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น 6 เทรนด์หลักประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2022 ประกอบด้วย มหัศจรรย์แห่งคุณค่า (The Wonder of Value Dusit Legacy), ความสง่างามครบมิติ( Holistic Elegance), สังคมสรรค์สร้าง (Social Creation), ความฝันแห่งวันวาน (Nostalgic Dream), ตัวแทนแห่งคลื่นลูกใหม่ (New Wave Ego) และเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า (Change for Redemption) เพราะฉะนั้นวัสดุธรรมชาติที่สำคัญคือภูมิปัญญาชาวบ้าน เพราะสีธรรมชาติกับวัสดุธรรมชาติมีมากขึ้น และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้พยายามผลักดันในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

ด้านดีไซเนอร์มากฝีมือ คุณจ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายมีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องของเนื้อผ้า ลายผ้า และสี ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรืออาจจะเป็นช่วงเวลา อย่างเช้า บ่าย เย็น ทุกสีสามารถใช้ได้หมด เพียงแต่เราจะมองในเรื่องผิวพรรณของผู้สวมใส่มากกว่า เช่น คนผิวขาวควรจะใส่สีอะไร ในเวลาไหน เพราะผ้าฝ้ายไทยที่ย้อมมือมีเสน่ห์ มีความหลากหลาย มีทุกภูมิภาคในประเทศไทย อีกทั้งผ้าสามารถเพิ่มมูลค่าได้ในเรื่องราวที่กว่าจะมาเป็นผ้าสีต่างๆ มีการผสมอย่างไร คนทำผ้าก็จะมีเรื่องราวตั้งแต่ทำผ้าของตัวเอง ย้อมผ้าของตัวเอง ส่วนคนที่ซื้อไปตัดเย็บต่อก็จะมีเรื่องราวของตัวเองได้อีก เด็กรุ่นใหม่จึงควรสร้างสรรค์ผลงานจากเอกลักษณ์ดั้งเดิมกับภูมิปัญญาเดิมมาเป็นส่วนหนึ่งของการประกวด

ปิดท้ายที่ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญเรื่องฝ้าย คุณกุ้ง-เปรมฤดี กุลสุ กล่าวว่า ผ้าพื้นเมืองไม่ว่าจะภาคไหนก็จะมีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้ว นักออกแบบในพื้นที่อาจจะยังไม่มีเวทีที่จะนำเสนอผลงานของตนเอง การออกแบบสามารถนำมาผสมผสานกันได้ ความดั้งเดิมกับความร่วมสมัยจะต้องไปด้วยกัน คนรุ่นใหม่มีมุมมองเรื่องหัตถกรรมอย่างไร และสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานได้อย่างไร ส่วนการย้อมสีธรรมชาติเป็นการย้อมเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ละคนอาจใช้เทคนิคเดียวกันแต่ผลที่ได้ออกมาก็จะไม่เหมือนกัน งานในครั้งนี้หวังว่าทั้งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า ผู้ประกอบการ จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ อยากสืบสาน ต่อยอด และส่งต่อ ท้ายที่สุดอยากเห็นผลงานดีๆ ของทุกคนที่เข้าร่วมประกวด

ทั้งนี้ หลังจากการประกวด กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จะนำผลงานการออกแบบของผู้ได้รับการคัดเลือกมาสนับสนุนเพื่อให้ได้รับการพัฒนาต่อยอด ทั้งการเผยแพร่ให้กว้างขวาง การรณรงค์ให้คนไทยใช้ผ้าไทยและรู้จักผลงานดังกล่าว อีกทั้งจะผลักดันนักออกแบบสู่วงการแฟชั่นระดับประเทศต่อไป

นักออกแบบรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ นิสิตนักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ สามารถส่งผลงานเข้าประกวดโดยไม่จำกัดจำนวน เพื่อชิงเงินรางวัลรวม 450,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร ได้ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กลุ่มเผยแพร่และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชั้น 3 อาคารบริการการศึกษา ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยสามารถศึกษารายละเอียดการสมัคร หลักเกณฑ์การประกวด การส่งผลงาน ได้ทาง https://me-qr.com/data/pdf/149341.pdf หรือ www.culture.go.th และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มเผยแพร่และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โทร. 02-2470013 ต่อ 4305 และ 4319 – 4321 ในวันและเวลาราชการ ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2564

มนุษย์เงินเดือน : 5 ติดชีวิตพัง ตังค์ไม่เหลือเก็บ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656214

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 09:25 น.

มนุษย์เงินเดือน : 5 ติดชีวิตพัง ตังค์ไม่เหลือเก็บสำรวจพฤติกรรมเข้าข่ายเข้าขั้น 5 ติดชีวิตพัง ตังค์ไม่เหลือเก็บ ก่อนเข้าสู่วงจรผ่อนหนักทุกเดือน ฝันร้ายของมนุษย์เงินเดือน

ความชอบและการหลงใหลในสิ่งของ หรือกิจกรรมบางอย่าง เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ละคนมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ไม่มากก็น้อย บางคนถึงขั้นเสพติดสิ่งที่รักอย่างงอมแงม อยากเป็นเจ้าของสิ่งที่ชอบทุกชิ้น แค่ซื้อมาสะสมก็รู้สึกดี ทั้งที่แทบไม่ได้เอามาใช้งานอย่างคุ้มค่า และเกิดอาการตัดใจไม่ได้ต้องซื้อ หรือลงเงินไปกับกิจกรรมที่เราชอบเป็นประจำอย่างไม่เสียดาย ทำให้กระทบกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะใช้เงินไปกับสิ่งที่เรา “ติด” เยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนเอาเงินเดือนไปซื้อจนหมด แต่ยังรู้ไม่สึกฟิน ขอรูดบัตรเครดิตไปก่อน ยิ่งรูดบ่อยๆ  ยิ่งทำให้เราเข้าสู่วงจรผ่อนหนักทุกเดือน ไม่มีเงินเหลือเก็บ เป็นหนี้บัตรเครดิตก้อนใหญ่ไม่รู้ตัว ลองมาดูกันว่าเราเข้าข่าย 5 ติดชีวิตพังตังค์ไม่เหลือเก็บกันบ้างรึเปล่า

1.ติดแบรนด์เนม

กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา และสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ เป็นแฟชั่นในฝันของใครหลายคน ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา Luxury ทำให้การมีสินค้าแบรนด์เนมไว้ใช้ ช่วยอัปลุค ดูรวยสไตล์เซเลบ ซึ่งหากเราไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน การติดแบรนด์เนมตามเทรนด์แฟชั่น ไม่ถือว่าเป็นปัญหา แต่หากใครเงินเดือนไม่สูงนัก การช้อปของแบรนด์เนมหลักหมื่น เดือนละหลาย ๆ ชิ้น อาจทำให้โอกาสเก็บเงินน้อยลงทุกที เพราะเงินหมดไปกับกระเป๋า รองเท้าทุกเดือนนั่นเอง 

2.ติดโปร

เห็นป้ายเซล 50% ที่ไหน เจอโปร 3.3 เมื่อไหร่เป็นต้องกระเป๋าตังค์สั่น กดช้อปออนไลน์ด้วยความมันส์ รู้สึกคุ้มที่ได้ซื้อตอนนี้ กลัวไม่มีโปรดี ๆ อีกแล้ว ทั้งที่รู้ว่า รออีก 2-3 เดือนโปรเดิมๆก็จะกลับมาอีกถ้าลองคำนวณเงินที่เสียไปกับการช้อปช่วงโปรโมชั่นทุกเดือนตัวเลขอาจแตะหลักหมื่นกันเลยทีดียว

3.ติดตี้

สำหรับคนที่ชอบปาร์ตี้ Hang Out ทุกคืนวันศุกร์เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากงานติดบรรยากาศดีๆ Eat & Drink ถี่ ๆ ตลอดเดือน ทุกคนรู้ว่าความชิลย่อมมีราคาของมัน ไหนจะค่ากิน ค่าดริงค์ ยิ่งนั่งยาว ยิ่งสั่งเยอะ เช็กบิลทีแทบสร่างเมา ยิ่งเราติดปาร์ตี้หนักมากเท่าไหร่ เงินที่ควรจะเก็บไว้ ยิ่งไหลออกไปมากเท่านั้น

4. ติดเที่ยว

เมื่อคนเราทำงานหนัก ย่อมต้องอยากพักร่างกันบ้าง  4-5 เดือนออกทริปสักทีไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ถ้าแพ็กกระเป๋าเที่ยวกันทุกเดือนแน่นอนต้องมีทั้งค่ากินค่าโรงแรมค่าตั๋วราคาไม่ต่ำกว่าครึ่งหมื่นต่อทริปแน่ๆใครเป็นสายเที่ยวออนทัวร์ต้องระวังกระเป๋าตังค์รั่วให้มากๆ

5.ติดพนัน

หากใครหลงเข้าไปลองเล่นคาสิโนออนไลน์แล้ว อาจถูกผีพนันสิงได้ง่าย ๆ เพราะช่วงเริ่มต้นเล่นใหม่ๆ หลายคนมักจะได้เงิน ทำให้ติดใจ เล่นเป็นประจำทุกวัน ยิ่งเสีย ยิ่งเล่น เพราะอยากได้เงินคืน บางรายเสียพนันหลักแสน และหากไม่มีจ่าย จะถูกเจ้าหนี้สายโหด ขู่ทำร้ายร่างกาย จนต้องเอาเงินเก็บมาเคลียน์หนี้  แถมเงินเดือนเข้าเมื่อไหร่ก็ไม่เคยเหลือ เพราะอยากเอามาต่อทุน จบด้วยการเป็นหนี้นอกระบบแบบไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณข้อมูล SCB / ภาพ Freepik