วิ่งแข่งกับเวลา บทเรียนในตำราของเด็กจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409286

วิ่งแข่งกับเวลา บทเรียนในตำราของเด็กจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เช้าทุกวันที่ผมนั่งรถเมล์ไปทำงาน เนื่องจากป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่พักผมเป็นช่วงปลายสาย และการจราจรตอนเวลาเร่งรีบก็ติดขัด ต้องรอรถนานมาก พอบทจะมา รถเมล์สายเดียวมาติดๆ กันหลายคัน

และเพราะรถเมล์ปักกิ่งห้ามแซงกันเอง และต้องจอดในทุกป้าย ช่วงที่รถมาติดๆ กัน รถคันแรกที่จะเข้าป้ายมักแน่นเอี้ยด คันที่สองแน่นรองลงมา ตามมาด้วยคันที่สามคันที่สี่ที่ต่อท้ายมา คันที่ห้าไม่มองดูก็รู้ว่าเกือบโล่ง

ผมเองตัดสินใจไม่ยาก ที่จะรอขึ้นคันที่ 3 คันที่ 4

ขึ้นง่าย แถมได้นั่ง

แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมคือ พ่อแม่พี่ป้าน้าอาและผองเพื่อนร่วมรอรถเมล์ชาวจีนแทบทุกท่าน พยายามเบียดเสียดยัดเยียดตัวขึ้นรถเมล์คันที่ 1 ทั้งที่รู้ว่าเอี้ยดแต่คงยังขอลอง จนพ่ายแพ้ต่อการพยายามเบียดตัวขึ้นไปบนรถ จึงยอมเลิกละความพยายามไปขึ้นคันที่ 2 (ซึ่งแน่นรองลงมา)

พอถึงคันที่ 3 ก็เหลือแต่ผมและน้องชาวไทยที่ทำงานด้วยกันเท่านั้น

จัดว่าเป็น Culture Shock สั้นๆ ในปักกิ่ง…

ปกติเวลาผมอยากรู้จักผู้คนของประเทศอื่นๆ นอกจากจะสังเกตจากการพูดคุยกับคนประเทศนั้นๆ ผมมักเริ่มสังเกตจากอะไรง่ายๆ สองสามอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือเรียน

การลองพลิกดูหนังสือเรียนของแต่ละประเทศ หลายครั้งจะทำให้เราเห็นที่มาที่ไปและเบื้องหลังได้มีมิติขึ้น

เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่ในประเทศต้องการสอนให้เด็กเป็น มักเป็นความเฉพาะตัวของกลุ่มชาวต่างประเทศนั้นด้วยเช่นกัน

ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ชาวจีนมีบุคลิกหลายอย่างที่เป็นที่ซุบซิบติดปากชาวไทย ส่วนเขาผ่านชีวิตมาด้วยคำสอนแบบไหน ยังไม่ค่อยมีพูดถึงกัน

วันนี้ผมจึงนำตัวอย่างแบบเรียนของเด็กจีนบทหนึ่งมาให้อ่าน

บทเรียนนี้เป็นบทความที่เขียนโดยนักเขียนชาวไต้หวันที่ชื่อ หลินชิงเสวียน แม้จะเขียนโดยชาวไต้หวัน แต่ก็ถูกบรรจุอยู่ในแบบเรียนสำหรับเด็กประถมของจีนแผ่นดินใหญ่

นับเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราเห็นเบื้องหลังความคิดแบบคนจีน

บทความนี้มีชื่อว่า “วิ่งแข่งกับเวลา” พูดถึงการสูญเสียคุณยายไปในวัยเด็กของชายคนหนึ่ง กับคำอธิบายเรื่องนี้ของคุณพ่อ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง…

วิ่งแข่งกับเวลา

ยายผมเสียเมื่อตอนผมเรียนอยู่ประถม ตอนคุณยายมีชีวิตอยู่ คุณยายรักผมมากที่สุด ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงหายเศร้าใจ แต่ละวันที่ผมวิ่งในสนามกีฬาที่โรงเรียนไปรอบแล้วรอบเล่าจนเหนื่อยกองอยู่กับพื้น ผมนอนร้องไห้อยู่บนพื้นหญ้า

วันที่แสนเศร้าต่อเนื่องอยู่ยาวนาน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจผมอย่างไร แทนที่พวกเขาจะหลอกผมว่าคุณยายหลับไป เขากลับบอกความจริงกับผมว่า “คุณยายจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้ว”

“อะไรคือจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้วหรอครับ” ผมถาม

พ่อบอกว่า “ทุกสิ่งในกาลเวลา ไม่มีวันย้อนกลับมา เมื่อวานผ่านไปแล้ว ก็จะกลายเป็นเมื่อวานตลอดไป ลูกจะกลับไปเมื่อวานไม่ได้อีกแล้ว แต่ก่อนพ่อเองก็เป็นเด็กแบบลูก ตอนนี้พ่อก็ย้อนกลับไปเป็นเด็กอย่างลูกไม่ได้อีกแล้ว สักวันลูกก็ต้องโต สักวันลูกก็ต้องแก่เหมือนคุณยาย สักวันเมื่อลูกผ่านวันเวลาทั้งหมดไป ลูกก็ต้องจากไปไม่กลับมาเหมือนกับคุณยาย”

คุณพ่อให้ปริศนากับผม ปริศนานี้เมื่อเทียบกับในหนังสือเรียนที่บอกว่า “ปฏิทินแขวนบนผนัง แต่ละวันฉีกทิ้งไปหนึ่งแผ่น ทำให้จิตใจฉันเร่งรีบ“ และ “เวลามีค่าดั่งทองคำ ทองคำซื้อเวลาไม่ได้” หรือเมื่อเทียบกับ “เวลาวิ่งเร็วเหมือนธนู อาทิตย์และพระจันทร์วิ่งเร็วเหมือนรถด่วน” ยังทำให้ผมรู้สึกถึงความน่ากลัวมากกว่า และก็ยังรู้สึกถึงรสชาติบางอย่างที่อธิบายไม่ออกยิ่งกว่า

หลังจากนั้น แต่ละวันที่ผมกลับบ้านตอนเลิกเรียน ตอนอยู่ในลานกว้างมองเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลงใกล้ยอดเขาทีละนิดๆ ก็รู้ว่าวันหนึ่งกำลังจะผ่านไปแล้วจริงๆ ถึงพรุ่งนี้จะยังมีพระอาทิตย์ขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่มีทางเป็นพระอาทิตย์ของวันนี้อีกต่อไปแล้ว

ผมมองเห็นนกบินอยู่บนฟ้า พวกมันบินเร็วมาก พรุ่งนี้พวกมันจะบินผ่านเส้นทางเดิม แต่ก็ไม่ใช่วันนี้อีกต่อไปแล้ว และบางทีนกที่บินผ่านเส้นทางเดิมในวันพรุ่งนี้ ก็อาจจะไม่ใช่เจ้านกแก่ แต่เป็นเจ้านกน้อยตัวใหม่

เวลาที่บินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้แค่ทำให้ผมรู้สึกเร่งรีบ แต่ยังเศร้าใจ มีวันหนึ่งที่ผมเลิกเรียนกลับบ้าน มองเห็นพระอาทิตย์ตกดิน จึงตัดสินใจไปว่า “ผมจะกลับบ้านให้เร็วกว่าพระอาทิตย์” ผมเดินอย่างเร่งรีบ เมื่อยืนหอบตอนอยู่ในลานบ้าน ยังมองเห็นพระอาทิตย์เหลืออยู่ครึ่งใบ ผมดีใจจนกระโดดขึ้น วันนั้นผมชนะพระอาทิตย์แล้ว หลังจากนั้นผมมักจะเล่นเกมแบบนี้ บางครั้งวิ่งแข่งกับพระอาทิตย์ บางครั้งก็แข่งกับลมหนาว บางครั้งผมใช้เวลา 10 วัน ทำการบ้านตอนปิดเทอมเสร็จหมด ตอนนั้นผมอยู่ประถม 3 มักจะเอาการบ้านของพี่ชายซึ่งอยู่ประถม 5 มาทำเพิ่ม แต่ละครั้งที่แข่งชนะเวลา ผมมีความสุขจนไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร

ตลอดเวลา 20 ปีหลังจากนั้น เพราะผมทำแบบนี้จึงได้ประโยชน์มากมาย ถึงแม้ผมจะรู้ว่ามนุษย์เราไม่สามารถวิ่งเร็วเกินเวลาได้ แต่ก็สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกก้าว ถ้าหากออกแรงเพิ่มขึ้นอีก บางครั้งก็จะวิ่งได้เร็วกว่าเดิมอีกสองสามก้าว แม้ว่าอีกสองสามก้าวจะเป็นจำนวนเล็กน้อยมาก แต่ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ถ้าหากอนาคตผมอยากจะสอนอะไรให้กับลูก ผมจะบอกกับเขาว่า สมมติว่าลูกวิ่งแข่งกับเวลาไว้ตลอด ลูกจะประสบความสำเร็จ

หลายครั้งการนั่งอ่านแบบเรียนเด็กๆ ก็ทำให้เห็นผู้ใหญ่ ได้เห็นความต่างของวิธีคิดมากกว่าเรื่องซุบซิบสนุกสนาน

แน่นอนครับ ไม่ใช่ทุกบทเรียนจะสะท้อนว่าสังคมนั้นๆ เป็นเช่นไร จึงต้องยอมรับว่าการพลิกดูบทเรียนหลังจากได้สัมผัสคนจากประเทศนั้นๆ พอควรแล้วน่าจะได้ผลดีกว่า เพราะบางบทเรียนก็อยู่โดดๆ ลอยๆ อยู่ โดยไม่มีผลอะไรกับคนในชาติ เพราะเป็นอนาคตอันไกลโพ้นที่ผู้ใหญ่พยายามจินตนาการให้กับเด็กโดยไม่มีสภาพความเป็นจริงรองรับ

อาทิตย์แห่งวันเด็ก จึงขอนำบทเรียนเด็กจีนมาให้ดูกันว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และหวังว่าเด็กไทยจะเป็น “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” กันนะครับ

 

Leave a comment