‘ฤทธี-นริศรา กิจพิพิธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:37 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410606

‘ฤทธี-นริศรา กิจพิพิธ’

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สองพี่น้องทายาทธุรกิจ บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร “ฤทธี กิจพิพิธ”กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ปีนี้อายุ 33 ปี และ “นริศรา กิจพิพิธ” กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ ปีนี้อายุ 29 ปี ทั้งคู่มีหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบกันชัดเจน คนหนึ่งจะต้องคอยดูภาพรวมของธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อขยายกิจการให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่น้องสาวต้องรับผิดชอบเรื่องงานหลังบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการเงินทั้งสองคนถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ช่วยคุณพ่อ “ธัญชาติ กิจพิพิธ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นำบริษัทระดมทุนและจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะครบ 1 ปีในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้

 

‘น้องสาวที่พร้อมสนับสนุน’

ฤทธี : แม้อายุจะห่างกับน้องสาว 4 ปี แต่ก็สนิทและเล่นด้วยกันตามประสาเด็กๆ เพราะมีพี่น้องกันแค่ 2 คน แต่ทุกอย่างเริ่มเป็นไปตามกลไกของมัน หรือเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพี่ชายอย่างมาก เมื่อต้องไปเรียนไฮสคูลที่ประเทศแคนาดาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เป็นเวลา 4 ปี เนื่องจากต้องไปอยู่กับครอบครัวคนเอเชียที่นั่น แต่มารู้ทีหลังทีละอย่างว่าครอบครัวที่นั่นทำไม่ดี ไม่ว่าจะเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ก็ให้ไม่ครบ เจอหลายๆ อย่าง แต่ความที่ยังเป็นเด็กและไปอยู่ต่างประเทศทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติต้องเจอเรื่องอย่างนี้และไม่ได้บอกใคร ตอนนั้นแค่ไม่อยากกลับบ้านที่นั่น รู้สึกโดดเดี่ยว และแย่ไปเลย น้องสาวยิ่งไม่ได้เล่าเพราะเขาก็ยังเด็กกว่ามาก จนสุดท้ายเมื่อทางบ้านที่ไทยรับทราบข้อมูล ก็ได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่ไทยเมื่ออายุ 15 ปี

พอย้อนไปดูเหตุการณ์นั้นทำให้รู้ว่า คิดว่ามันเป็นปัญหา เหตุการณ์ฝังใจครั้งนั้น ก็สอนให้รู้จักเข้มแข็งอดทน รู้จักการเป็นนักเจรจา กลายเป็นเหมือนตัวเองเป็นคนที่สู้ชีวิตมากเพราะก็ผ่านอะไรมาเยอะเช่นกัน และทำให้เป็นพื้นฐานของชีวิตว่าจะต้องรู้จักกับการปรับตัว เพราะถ้าปรับตัวได้ก็จะทำให้เรียนรู้อะไรได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีจนทำให้กลายเป็นคนมีความมุ่งมั่นจนได้เป็นดุษฎีบัณฑิตด้านวิศวกรรมพลังงานจากสหรัฐ หรือเป็น “ดอกเตอร์” ถึงทุกวันนี้

ช่วงวัยรุ่นความสัมพันธ์กับน้องสาวอาจจะห่างกันไปบ้างเพราะสวนทางกันตลอดเวลา และน้องสาวก็มาอยู่ในช่วงที่ไม่ได้รับรู้ว่าครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน น้องจะรู้เรื่องและรับรู้ตอนที่บ้านมีฐานะมีเงินพร้อม แต่เธอโอเคนะ เพราะสุดท้ายที่บ้านจะสอนให้ลูกรู้จักดูแลตัวเองให้ได้ เพราะตอนแรกน้องสาวจะเป็นคนที่ติดแม่มาก ไปไหนมาไหนก็จะไปกับแม่ตลอด ซึ่งก็เท่ากับว่าสามารถดูแลตัวเองได้ดีไม่น้อย

จริงๆ กับน้องสาวเหมือนจะคอยดูแลกันและกันห่างๆ มีอะไรก็แลกเปลี่ยนคุยกัน และต่างก็คุยกันด้วยเหตุผลต่อกันมากกว่า เมื่อต้องมาช่วยกันทำให้บริษัทที่คุณพ่อสร้างมาเข้าจดทะเบียนใน ตลท.ให้ได้ เหมือนเป็นงานใหญ่ที่เราต้องช่วยกันทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้ ซึ่งถือว่าเธอเป็นงานหลังบ้านให้กับครอบครัว จนทำให้ SCN จดทะเบียนเข้า
ตลท.ได้สำเร็จ

ทุกวันนี้จะแบ่งส่วนงานที่รับผิดชอบกันชัดเจน แต่อย่างเวลาที่จะต้องขยายงานเพื่อการลงทุนให้กับบริษัทมากขึ้น ก็จะใช้เหตุผลว่าทำไมต้องมาขอเบิกงบลงทุนขยายกิจการ เธอก็จะมีเหตุผลว่าทำไมควรจะดำเนินการหรือไม่อย่างไรดี หรือแม้กระทั่งการทำงานกับคุณพ่อที่บุกเบิกธุรกิจนี้ขึ้นมา แต่ช่องว่างระหว่างวัยแนวคิดกับพ่อซึ่งเป็นคนละรุ่นกัน ก็จะมีความแตกต่างกันบ้าง เช่น มองว่าเวลางานก็ต้องเต็มที่ไปเลย ไม่ต้องมีการทำล่วงเวลา การทำงานไม่ได้วัดว่าใครอยู่เย็นสุดแปลว่าทำงานเก่ง ก็ต้องทำความเข้าใจกับคนทำงานที่บ้านทั้งคุณพ่อและน้องสาว เพราะต่างคนอาจจะต่างความคิดแต่ต่างรับฟังกันและจะคุยกัน

 

‘พี่ชายเป็นเจ้านายที่ดี’

นริศรา : ยอมรับว่าตอนเด็กติดแม่มาก แม่ไปไหนก็จะเกาะแม่ไปตลอด เหมือนเป็นลูกแหง่แถมช่วงที่พี่ชายมีปัญหาตอนไปเรียนต่างประเทศแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะยังเด็กมาก เขาเองก็ไม่ได้โทรมาเล่าให้แม่หรือคนที่บ้านฟัง พอโตขึ้นและเริ่มรู้ปัญหาที่เขาเคยเจอ มองว่าเขาเก่งมากที่สามารถแก้ไขปัญหา พี่ชายอึดและอดทนมาก เพราะในสภาพที่เด็ก 10 ขวบที่ต้องเจอตอนนั้นหากเป็นเราก็คงควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

จากที่ทางบ้านเริ่มเห็นว่าพี่ชายก็มีปัญหาแล้ว พอตอนจะส่งไปเรียนให้ได้ภาษาอังกฤษก็เลยเลือกให้ไปตอนที่โตกว่าคือ 14 ปี ไปอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นช่วงจังหวะคาบเกี่ยวที่พี่ชายก็ไปเช่นกัน แต่ไม่ได้เจอกันเพราะไปอยู่กันคนละเมืองเลย แรกๆ เหงามาก

จากนั้นกลายเป็นเวลาที่เธอจะมีช่วงเวลาที่สวนทางกับพี่ชายตลอดเวลา แม้จะชอบเรียนด้านวิศวกรรมเหมือนกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้เจอกันมาก และเมื่อเรียนปริญญาโทจบก็จะเป็นวิศวกรกันหมด ดังนั้นเลยเลือกไปเรียนปริญญาโทใบที่ 2 แต่จะเป็นสาขาใหม่คือ วิศวกรรมการเงินเพราะคิดว่าจะมาช่วยดูเรื่องการเงินให้กับบริษัทได้มากขึ้นในอนาคต

ตั้งแต่ที่พี่ชายไปเรียนต่างประเทศ 10 ขวบ เวลาก็สวนทางกันตลอด แต่ไม่ใช่ว่าจะต่อกับเขาไม่ติดนะ มีอะไรก็พูดคุยและหารือกันบ้าง แต่ไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะเข้าใจว่าเขาก็ต้องมีปัญหาของเขา ซึ่งท้ายสุดก็สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้เจอกันไป ตอนนี้ได้มาทำงานด้วยกันแล้ว เข้ามาทำแล้วก็ชอบ เพราะได้ดูเรื่องเงินลงทุน งบการเงิน ถ้าพี่ชายอยากลงทุนโครงการไหนต้องมาปรึกษา มาขอเงินให้พิจารณา เวลาคุยหรือหารือกันก็จะสุดกันในหนทางตัวเองแต่ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล

สิ่งที่เห็นจากคุณพ่อคือตัวอย่างหนึ่งแล้วในเรื่องของความพยายามและการเอาชนะทุกอย่างให้ได้ ส่วนพี่ชายเราก็มองว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนที่แก้ไขปัญหาได้เก่งเพราะเห็นเขาสามารถแก้ไขปัญหาในหลายสถานการณ์ได้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันก็ชื่นชม

เมื่อโตขึ้นแม้อาจจะไม่ได้เล่นกันแบบเด็กๆ แล้ว แต่หลายครั้งที่เหนื่อยเครียด ไม่รู้จะทำอย่างไรกับงานที่อยากให้สำเร็จ ถ้าเขาเห็นเราพอเริ่มมีอาการหนัก เห็นแมนๆ อย่างนี้เขาก็จะเข้ามากอดทำให้หลายครั้งทุกอย่างหายไปทันที หรือบางทีเขาโทรมาถามเป็นอะไรอย่างไรบ้าง ก็จะทำให้รู้สึกคลายกังวลหรือผ่อนคลายลง

ถ้าจะให้มองถึงพี่ รู้สึกว่าเขาสามารถเป็นเจ้านายที่ดีเพราะเขาเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงที่แม้เป้าหมายที่ตั้งใจจะสำเร็จได้ยาก แต่เขาก็จะมีความมุ่งมั่นที่พยายามขับเคลื่อนให้ถึงเป้าหมายนั้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ก็ผูกพันกัน และพอถึงที่แต่ละคนต้องแยกบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง อาวุธสำคัญของครอบครัวนี้คือ“ใช้เหตุผลในการพูดคุย”

 

Leave a comment