‘โดนแทงเย็บ 50 เข็ม เฉียดปอด’ ที่ไม่ลืม ของ รณภร คณิวิชาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409304

‘โดนแทงเย็บ 50 เข็ม เฉียดปอด’ ที่ไม่ลืม ของ รณภร คณิวิชาภรณ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หากชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่งจะเคยสัมผัสกับการเสี่ยงภัยและประสบอุบัติเหตุเกือบคร่าชีวิต จึงถือว่าเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันแล้ว ชีวิตของ หนึ่ง-รณภร คณิวิชาภรณ์ หนุ่มสุดคูล Mixology มาดเท่เจ้าของธุรกิจแคเทอริง บริษัท เมเว่น วัย 34 ปี นักแสดงและพิธีกรก็คงเต็มไปด้วยรสชาติและสีสันที่หลากสี เพราะตั้งแต่รณภรยังเป็นเด็กเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 ก็เคยขี่จักรยานตกท่อ อีกครั้งในวัย 18 ปี เขาเคยประสบอุบัติเหตุขับรถเบนซ์ชนอัดกับเสาตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสหวิดเสียโฉมมาแล้ว และในวัย 23 ปี เขาเคยโดนแทงเฉียดปอดไปนิดเดียว เหตุการณ์แต่ละครั้งถือว่าโชคช่วย เพราะสามารถรอดชีวิตมาได้ แม้จะฝากรอยบาดแผลไว้ตามร่างกาย แต่ก็ให้แง่คิดดีๆ กับเขามากมาย

สำหรับครั้งที่จำไม่ลืม ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวัยเพียง 18 ปี ในขณะนั้นเขาใช้ชื่อว่า พิธาน เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยมีงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ผลงานภาพยนตร์ชิ้นแรกๆ ของเขาคือ ยุวชนทหาร ค่ายแกรมมี่ฟิล์ม และได้ออกผลงานเพลงกับค่ายอาร์เอส โปรโมชั่น สมัยนั้นในนาม “ทรี พลัส วัน” วงบอยแบนด์ เขามีตำแหน่งร้องแร็ป และผลงานชิ้นนี้เองที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด ขณะที่เขามีผลงานเพลงในวัย 23 ปี เกิดเหตุการณ์โดนโจรย่องเบาแทงจนได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสที่ราวนมด้านซ้ายเฉียดปอด ซึ่งหากคนร้ายไม่หยุดแทง ณ วันนี้ก็คงไม่มี Mixology เลื่องชื่ออย่างแน่นอน

โจรย่องเบาขึ้นบ้านครั้งที่ 2 ในรอบเดือน

เหตุการณ์ที่ไม่ลืมวันนั้น เขาจำได้แม่นว่าเป็นวันแม่ 12 ส.ค. 2547 เวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นวันหยุดไม่มีงานร้องเพลง รณภรจึงนอนพักผ่อนดูหนังอยู่ในบ้านเพียงลำพัง ส่วนคุณแม่ออกไปชมภาพยนตร์กับน้องชาย และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อคนร้ายบุกเข้ามาในบ้าน

 

“หากไม่มีงานผมชอบพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปผจญกับรถติดบนท้องถนน วันหยุดจึงชอบนอนเล่นดูหนังแบบเงียบสงบในบ้าน เครื่องปรับอากาศรวมทั้งไฟก็ไม่เปิด หน้าต่างพร้อมประตูบ้านก็ปิดเงียบ เปิดหนังดูเบาๆ ในห้องนอนบนชั้น 2 ดูลักษณะภายนอกบ้านเหมือนไม่มีคนอยู่ในบ้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นบ้านผมเคยโดนโจรย่องขึ้นบ้าน โดยมันง้างเหล็กดัดเข้าทางหน้าต่างห้องผมเข้าไปขโมยของภายในบ้าน ซึ่งวันนั้นผมไม่อยู่บ้าน แต่คุณพ่อโทรมาบอกว่ามีโจรขึ้นบ้านขึ้นไปทางห้องผม พอผมกลับไปบ้านเห็นข้าวของในห้องกระจัดกระจาย แล้วจำได้ว่าต่างหูเพชรของคุณแม่ที่ผมยืมไปใส่แล้ววางอยู่บ้านโต๊ะหัวเตียงหายไป ซึ่งก่อนหน้านั้นละแวกบ้านผมมีโจรขึ้นบ่อยมาก ครั้งแรกไม่ตั้งใจจะไปแจ้งตำรวจ เพราะคิดว่าคงทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อโจรขึ้นบ่อย ผมรู้สึกไม่ว่างใจในความปลอดภัย พอโจรขึ้นบ้านผมก็ขอแจ้งความเสียหน่อย คุณตำรวจก็ได้ให้เบอร์โทร สน.ใกล้ๆ บ้าน หากมีอะไรให้โทรสายตรงหาได้เลย”

ได้ยินเสียงกุกกักห้องข้างๆ

ขณะที่หนุ่มหนึ่งนอนดูหนังอยู่ในห้องชั้น 2 อยู่นั้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบๆ เขาก็ได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ ดังกุกกักๆ แต่ไม่ได้เอะใจ เพราะที่บ้านหน้าต่างมักมีลมพัดตึง ปุ้งปั้ง หรือมีเสียงกระรอกวิ่งเล่นบนหลังคาเป็นปกติ เขาไม่ได้คิดอะไร ก็นอนดูหนังเพลินๆ ไปเรื่อยๆ แต่รู้สึกหิวน้ำจึงหยุดเครื่องเล่นภาพยนตร์แล้วเปิดประตูออกไปเพื่อหาน้ำดื่มที่ชั้นล่าง ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงห้องข้างๆ ซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ มีเสียงตึงๆ แล้วมีคนวิ่งตัดหน้าเขากำลังลงบันไดไปด้านล่าง ณ วินาทีนั้น ด้วยสัญชาตญาณต้องการจับโจรย่องเบา รณภรกระโดดเข้าล็อกคอ แล้วเกิดเหตุการณ์ชกต่อยกันตลอดทางตั้งแต่บันไดลงมาสู่ชั้นล่าง

“นาทีที่ผมเห็นโจรครั้งแรกผมคิดว่าเป็นรายเดิม เพราะครั้งที่แล้วได้อะไรไปไม่เยอะ และเขารู้ทางหนีทีไล่ดี ผมจึงคิดว่าคนนี้แหละ พอผมคว้าคอเขาได้ผมซัดเลย แต่เขาพยายามหนี แต่ผมตั้งใจจะจับเขาไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ง่ายเกินไป คิดว่าแรงผมเยอะ คิดว่าเขาจะอยู่มือผม อาจเป็นเพราะผมดูหนังบู๊เยอะเกินไป ผมจึงสู้ แม้เขาพยายามหนีลงบันได ผมก็ยังตามซัดคว้าคอเสื้อเขา แล้วเกิดการชกต่อยกันไปมา ตอนนั้นผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว มันชุลมุนมากๆ เหมือนในหนังเลย”

 

ขณะต่อสู้รณภรได้กลิ่นเหม็นคาดว่าเป็นคนเก็บของเก่าขาย ซัดกันนัวจนลงมาถึงชั้นล่าง ซึ่งคุณแม่ของเขาเป็นศิลปินนักวาดภาพ มักทำงานศิลปะเพนต์ภาพลงบนกระเบื้องบนโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่กลางบ้าน บนโต๊ะมีอุปกรณ์ระบายสี กรรไกร จาน ชาม ถ้วย คัตเตอร์วางเต็มไปหมด

เจอโจร-โดนแทง

“ช่วงที่วิ่งต้อนกันไปมารอบๆ โต๊ะทำงานของคุณแม่ต่างฝ่ายต่างหยิบจาน ชาม ถ้วยกระเบื้องบนโต๊ะปาใส่กัน แล้วก็วิ่งหนีกันไปรอบๆ โต๊ะ ผมจำได้ว่าผมหยิบถ้วยฟาดใส่เขาจนเกิดบาดแผล แต่โจรยังไม่หยุด ยังสู้สวนกลับมา จังหวะนั้นชุลมุนมากๆ นาทีที่โจรหยิบกรรไกรขึ้นมาตอนไหน ผมไม่รู้ แต่จำได้ว่าผมวิ่งไปรอบๆ จนผมรู้สึกเหนื่อย แล้วเขาหยิบกรรไกรมาแทงผมตอนไหนไม่รู้ ผมก็เอามือปัดป้องจนมือมีบาดแผลเลือดเต็มไปหมด ช่วงจังหวะหนึ่งผมล้มลงกับพื้น แล้วโจรก็มาคร่อมที่ตัวผมแล้วก็บีบคอผมแน่นจนรู้สึกหายใจไม่ออก มือไม้อ่อน มือร่วงลงพื้น แทบหมดสติ ผมจำได้ว่าไม่มีแรงแม้จะหายใจวินาทีนั้นคิดว่าผมจะตายแล้ว”

แล้วนาทีวิกฤตก็มาถึง แม้แทบสิ้นสติ แต่รณภรก็ยังคงมองเห็นภาพที่โจรเงื้อกรรไกรขึ้นสูงเตรียมแทง แต่อยู่ดีๆ โจรร้ายก็เปลี่ยนใจ ผละแล้ววิ่งหนีไป

 

“ตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าผมโดนแทงผมคงตายแน่ๆ พอโจรมองหน้าผมแล้วก็ทิ้งกรรไกร วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน ผมก็ค่อยๆ ลุกเดินตะกายขึ้นไปชั้นบนไปห้องคุณพ่อ เพื่อไปหยิบปืนมาป้องกันตัวหากโจรย้อนกลับมาอีกครั้ง ก้มลงมองตัวเองเห็นเลือดเลอะเต็มตัวไปหมด คิดว่าตอนนั้นผมใกล้จะตาย เพราะรู้สึกเหนื่อยและเลือดเต็มตัว ตอนนี้ผมมีปืนอยู่ในมือเพื่อสู้กับมันแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาวิ่งออกไปจากบ้านแล้วหรือยัง ผมจึงล็อกห้องคุณพ่อก่อนไปหยิบปืนที่คุณพ่อซ่อนไว้ พอหยิบปืนได้ผมค่อยๆ แย้มประตูออกแล้วมองลงไปตรงบันได เห็นไม่มีใคร แต่จะลงมาข้างล่างก็สองจิตสองใจ คิดว่าอย่าดีกว่า เพราะผมยังไม่มีแรงมากพอ เพราะร่างกายขาดออกซิเจน และคิดไปว่าถ้าโดนแย่งปืน เราอาจไม่รอด ก็เลยยังอยู่ข้างบนและโทรศัพท์แจ้งตำรวจเบอร์ที่เคยให้ไว้ และโทรบอกคุณแม่ แล้วผมค่อยๆ ลงจากบ้านเพื่อไปเปิดประตู แต่ไม่ทัน เห็นตำรวจค่อยๆ ปีนจากหน้าบ้านเข้ามา ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกชาอยู่ และมีเลือดเต็มหน้า เลือดบางส่วนไหลเข้าตาด้วย เพราะหางคิ้วด้านซ้ายของผมแตกเป็นแผลค่อนข้างใหญ่ เลือดที่มือก็ไหลเยอะมาก จนปืนที่เตรียมไว้ป้องกันตัวต้องส่งไปล้างทำความสะอาดที่ร้าน เพราะเลือดเต็มไปหมด”

หลังจากตำรวจมาถึง สักพักก็มีรถพยาบาลฉุกเฉินขับตามหลังมา ซึ่งตอนนั้นด้วยอาการชา รณภรไม่รู้ว่าเขาโดนแทงที่ราวนมด้านขวาเพราะไม่รู้สึกเจ็บ ทีมพยาบาลรีบตรวจเช็กร่างกายและแจ้งว่าเขาโดนแทง ก็ทำการห้ามเลือด จากนั้นตำรวจก็ให้เขาขึ้นรถพยาบาลรีบไปทำการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ใกล้เขตพระโขนงที่เกิดเหตุ

เย็บรวม 50-60 เข็ม

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอได้ตรวจพบว่ารอยกรรไกรที่แทงนั้นลึกเฉียดปอด ซึ่งหากโดนปอดบริเวณหน้าอกขวาอาจอันตรายถึงชีวิต นอกจากนั้นเขายังมีแผลบริเวณหัวคิ้วด้านซ้ายเป็นแผลฉกรรณ์ มือซ้ายและมือขวามีร่องรอยบาดแผลจากคมกรรไกรเต็มไปหมด

 

“จำได้ว่าวินาทีแรกที่แม่มาพบผมที่บ้านก่อนที่เราจะขึ้นรถพยาบาลไปด้วยกัน แม่ก็นิ่งๆ แต่พอขึ้นรถมาได้แม่จับมือผมไว้ตลอด ขณะที่อยู่บนรถพยาบาลซึ่งขับเร็วมากจนผมคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถชนแทนไหม (ยิ้ม) พอถึงโรงพยาบาลคุณหมอตรวจแล้วบอกว่าแผลลึกและคมกรรไกรเฉี่ยวปอดไปนิดเดียว ต้องเจาะท่อเพื่อถ่ายเลือดและเอาอากาศที่เข้าไปออกมา ก่อนเจาะมีฉีดยาชา ซึ่งตอนโดนแทงผมไม่รู้สึกกลัวเท่าตอนโดนเจาะเพื่อเอาเลือดและอากาศออกมาจากช่องซี่โครง โมเมนต์นั้นมันน่ากลัวมากๆ แม้จะรู้สึกชา แต่ตอนนั้นผมรู้สึกจะหายใจเข้าออกก็ไม่ได้ รู้สึกทั้งแน่นและอึดอัดเหมือนผมจะตาย วินาทีนั้นภาพเก่าๆ ลอยขึ้นมาหมด ทั้งช่วงเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว ผู้หญิงที่ผมเคยแอบชอบ แต่ยังไม่เคยบอกเขาเลย ช่วงแฟนบอกเลิกลอยขึ้นมาหมด พยาบาลก็บอกให้ผมพยายามหายใจ และหายใจช้าๆ แม้จะเป็นเวลาไม่กี่วินาทีช่วงเจาะ แต่ผมคิดว่านานมากๆ ตัวเกร็งจนตัวงอ พยาบาลต้องค่อยๆ คายมือออก”

เสร็จจากการเจาะปอด เขาถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉินไปนอนห้องไอซียูเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 1 คืน

“ผมไม่ได้มีอาการโคม่า แต่ผมได้ยานอนหลับจึงหลับพักผ่อนได้ แต่รู้สึกตัวตอนกลางดึก รู้สึกปวดปัสสาวะมากๆ จะให้พยาบาลมาช่วยก็รู้สึกอาย จึงต้องนอนฉี่แบบตัวเอียงๆ อยู่บนเตียง ซึ่งค่อนข้างทุลักทุเลพอควรครับ จากนั้นผมได้ย้ายไปพักที่ห้องธรรมดา นอนรักษาตัวอยู่ประมาณ 5 คืน ช่วงเวลานั้นก็มีทั้งนักข่าวมาเยี่ยมและสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม แต่ช่วงนั้นผมพูดมากไม่ได้ เพราะรู้สึกเหนื่อยและหอบหายใจ เพราะผมไม่สามารถทำอะไรหนักๆ ได้ เพราะปอดมีลมเข้าจึงทำให้เหนื่อยง่าย เวลานอนพักก็มีท่อยางเจาะจากลำตัวไปถึงขวดระบายเลือดด้านล่าง เวลาเคลื่อนไหวไปไหนก็ลำบากมากๆ คุณหมอบอกว่าผมถูกเย็บแผลไปทั้งหมดประมาณ 40-60 เข็ม เพราะโดนแทงทั้งตรงนิ้วมือด้านขวาซ้าย ตรงข้อมือขวาซ้าย ตรงซี่โครงและตรงคิ้ว”

 

บทเรียนจำฝังใจ

แม้ปัจจุบันรอยบาดแผลที่ถูกแทงบริเวณราวนมด้านขวาจะทิ้งไว้เพียงรอยจางๆ แต่ก็ให้แง่คิดดีๆ กับเขา ซึ่งทำให้ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น

“หลังกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน ผมก็ยังต้องกลับไปให้คุณหมอทำแผลทุกวัน เพราะคุณหมอปิดผ้าก๊อซกันน้ำไว้ และผมจำไม่ได้ว่ามีการเย็บแผลที่เจาะที่ปอดหรือเปล่า สำหรับโจรย่องเบาผมคิดว่าน่าจะเป็นคนรับซื้อของเก่า หรือคนเก็บขยะในละแวกนั้น แต่ว่าถึงวันนี้ผมไม่รู้สึกโกรธเขานะครับ ผมมองแง่ดีว่า โชคดีที่เรารอดมาได้ แต่ถ้าเป็นอะไรไปก็คิดว่าโอเคเราโชคร้าย แต่แง่ดีคือ จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดได้หลายอย่าง คือ เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตามในชีวิตผมต่อจากนี้ อย่าเอาตัวเข้าไปแลก ณ ปัจจุบันสมมติเวลาผมเจอคนทะเลาะกัน ผมจะหลีกเลี่ยง หรือย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมควรหลบอยู่ในห้อง เพราะการที่เราคิดว่าตัวเองเก่งมันไม่มีประโยชน์ มีแต่ผลเสีย เกิดตายหรือตาบอดขึ้นมาวันนี้ของผมก็จะเปลี่ยนไป หรือถ้ามันแทงผม ผมจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นผมอายุแค่ 23 ก็คิดว่าเราเอาอยู่ นั่นคือการประเมินตัวเองผิด แม้ว่าผมจะออกกำลังกายร่างกายฟิตดี แต่เราคิดง่ายๆ ว่าเราจะจับเขาได้ และคิดว่ามันจะอยู่นิ่งให้จับ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันก็สู้เหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ปลอบใจว่า ดีที่รอดมาได้ แม่ก็สอนว่า อะไรก็อย่าไปแลกกัน มันไม่คุ้ม ผมก็คิดว่าเราเองก็โชคดีที่แม่กับน้องไม่อยู่ ถ้าอยู่บ้านวันนั้นจะเป็นอย่างไรนะ”

นอกจากโดนแทงจนมีรอยแผลเป็นแล้ว ช่วงที่รณภรกลับมาอยู่บ้านใหม่ๆ ผลกระทบต่อสภาพจิตใจจากเหตุการณ์ต่อสู้กับโจรย่องเบาก็คือ เวลาอยู่บ้านคนเดียว แล้วมีเสียงลมตีกระจกหน้าต่าง เขาจะรู้สึกกลัว เป็นอยู่ราว 3 เดือน อาการหวาดกลัวก็ค่อยๆ หายไปเอง

“เหตุการณ์นั้นทำให้ผมได้คิดอะไรมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ควรเสี่ยง ตอนนี้ผมทำงานในผับตอนกลางคืน ถ้าเกิดเหตุทะเลาะกันผมไม่เอาเลย ผมจะเอาตัวออกไปไกลๆ เพราะผมรู้ว่าการเอาตัวเข้าไปยุ่งไม่ดีเลย มีแต่เสียกับเสีย ยิ่งโดนลูกหลงยิ่งไม่คุ้ม ซึ่งตั้งแต่เด็กยันโตอายุ 34 ผมเจออุบัติเหตุบ่อย เรียกว่าคุณแม่ทำประกันอุบัติเหตุเอาไว้คุ้มมาก เคยทั้งขี่จักรยานตกท่อได้บาดแผลมาเต็มตัว เล่นละครเวทีตอนเด็กๆ เสาก็ล้มใส่ หรือโตหน่อยสู้กับโจรชีวิตก็ประมาท” ซึ่งเหตุการณ์ที่เขาต่อสู้กับโจรกลับไม่ได้ถือว่าแย่ที่สุดในชีวิต ยังมีเหตุการณ์ขับรถชนเสาตอม่อบีทีเอสหน้าปากซอยอารีย์เขาก็เคยมาแล้ว

 

ขับรถชนเสาตอม่อบีทีเอส

อายุ 18 ปี รณภรเพิ่งเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ และเพิ่งขับรถยนต์ได้ไม่นาน มีเหตุต้องขับรถไปร่วมงานวันเกิดของรุ่นพี่ย่านสะพานควาย เวลาเที่ยงคืนเขาจำได้ว่าดื่มเหล้าประมาณ 2 แก้ว แล้วขับรถออกมา ด้วยมีแอลกอฮอล์อยู่ในเส้นเลือดนิดๆ เขายอมรับว่าเกิดความคึกคะนอง ขับด้วยความเร็วประมาณ 100 กว่าๆ ขับผ่านอนุสาวรีย์ชัย มุ่งหน้าถนนพหลโยธินเพื่อไปสะพานควาย จังหวะขับมาเลนขวาสุดด้วยความเร็ว พอมาถึงซอยอารีย์ มีรถกระบะจากอีกฝั่งหนึ่งวิ่งตัดหน้าเพื่อเข้าซอยอารีย์อย่างกระชั้นชิด วินาทีนั้นรณภรต้องหักหลบไปเลนยูเทิร์นอย่างเร็ว และคิดว่าจะหักหัวออกมาทางซ้ายได้ทัน แต่ด้วยความเร็วที่มากเกินไปทำให้เขาขับเบนซ์อัดเข้ากับเสาตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสเข้าพอดิบพอดี

“จังหวะที่ชนผมหลับตาแล้วรู้สึกถึงแรงกระแทก ผมเห็นกระจกรถทั้งบานร้าวและแตก พวงมาลัยรถหักยู่เข้ามาอยู่ใกล้หัวเข่าผมนิดเดียว แล้วเครื่องยนต์และคันเร่งก็ยู่เข้าใกล้ตัวผมทั้งหมด แล้วภาพตรงหน้าผมก็ดับไป ผมมารู้สึกตัวอีกทีตอนมีคนมาเคาะกระจกและพยายามดึงตัวผมออกจากรถ แต่เปิดประตูไม่ได้ ผมจึงบอกให้เขาไปเปิดประตูอีกด้าน แล้วค่อยๆ ดึงตัวผมออกไป ครั้งนั้นผมจำได้ว่าบาดเจ็บที่บริเวณปาก เลือดไหลออกมาเยอะมาก ต้องเย็บเหงือกด้านบนริมฝีปาก ตอนถูกลากออกมาจากรถผมแทบยืนไม่ไหว หาโทรศัพท์ไม่เจอ ต้องปีนเข้าไปหยิบมือถืออีกรอบแล้วโทรบอกที่บ้านว่าขับรถชนนะ แล้วมีรถพยาบาลรับผมไปโรงพยาบาลราชวิถี แวบแรกเห็นกระจกรถ เห็นรถแล้วก็คิดในใจ กูยังไม่ตาย พอถึงโรงพยาบาลต้องเย็บปากเย็บคาง เย็บเหงือกข้างใน เย็บหัวเข่าซึ่งมีไขมันและเอ็นปลิ้นออกมา พอทำแผลเย็บแผลเสร็จคุณหมออนุญาตให้ผมกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้”

อุบัติเหตุครั้งนั้นแม้ไม่ต้องสูญเสียถึงชีวิต แต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ควรขับรถเร็ว และที่สำคัญคือเมาแล้วอย่าขับ ขับรถอย่างปลอดภัย และอย่าขับรถแบบคึกคะนอง

“ดื่มแล้วไม่ควรขับรถ อันตรายเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราขับเองเสียชีวิตเอง แต่หากไปทำคนอื่นเสียชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย มันเป็นวามรับผิดชอบของคุณ ฉะนั้นเมาอย่าขับเด็ดขาดครับ” รณภร กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ Scruffy Apron Western Comfort Food เอ็มควอเทียร์ ชั้น 6 the Helix Building ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ 02-003-6262-3 เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ

 

Leave a comment