ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
20 มกราคม 2559 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411222

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรนูญ (กรธ.) คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% เสร็จสิ้นไปแล้ว 261 มาตรา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่หลายมุม หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่มานายกฯ ที่ กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอ 3 รายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี
ด้านหนึ่งเพื่อลดข้อครหาเรื่อง “นายกฯ คนนอก” ที่ห่วงว่าอาจเปิดช่องสืบทอดอำนาจให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยให้ประชาชนเป็นผู้คัดเลือกเบื้องต้นว่าจะเห็นชอบกับรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาหรือไม่
ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เช่นนี้จะทำให้เกิดความโกลาหลตั้งแต่แรก เพราะวิเคราะห์แล้วอาจเกิดวิกฤตได้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งทันที พรรคที่ได้คะแนนในสภาไม่มีใครได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง
ดังนั้น พรรคที่คิดว่าจะไม่ได้คะแนนเสียงมากพอที่จะต่อรองให้หัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกฯ ก็อาจจะพยายามใส่ชื่อคน ที่มีบารมี ความสามารถ แต่ไม่คิดลงเลือกตั้ง จากเดิมที่ธรรมเนียมปฏิบัติ หัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกฯ อยู่แล้ว
ศ.ไชยยันต์ อธิบายว่า อาจไม่มีปัญหาได้ ถ้าหนึ่งประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชน สองตอนรณรงค์หาเสียงเปิดชื่อสามคนแล้วมีคนนอก แต่ประชาชนไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้ามีปัญหาประชาชนก็จะอยู่ตั้งแต่ทำประชามติหรือตอนที่พรรคเสนอชื่อคนนอกแล้วประชาชนเห็นว่าเขาต้องการสืบทอดอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เป็นการโยนปัญหานี้มาให้พรรคการเมืองกับประชาชนตัดสิน ถ้าประชาชนเบื่อนักการเมือง กระแสออกมาไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพื่อไทยก็ยังมีคนอื่นๆ อีก 20 กว่าล้านคน สมมติอยากได้ทหารมาคุม ถึงเวลานั้นพรรค ก. เสนอคนนอกมาจะรู้เลยว่าคะแนนออกมาคนอยากได้
“นี่เป็นความฉลาดของ อาจารย์มีชัย ที่จะบอกว่านี่คือเสียงของประชาชน และพรรคขนาดกลางก็จะแฮปปี้ ยังไงหัวหน้าพรรคก็ไม่มีทางเป็นนายกฯ แค่มาสุ่มเสี่ยงกับอารมณ์ของประชาชน ซึ่งน็อตติ้งทูลูส หากประชาชนมองว่านี่เป็นพรรคร่างทรงทหารก็แค่โดนด่าคะแนนน้อยลงแต่เขามีฐานเสียงในมืออยู่แล้ว แต่ถ้าพลิกล็อก คนอยากได้ทหารมาคุมนักการเมืองก็อีกเรื่อง เป็นสิ่งที่อาจารย์มีชัยปล่อยให้ประชาชนเป็นตัดสิน”
ศ.ไชยยันต์ เปรียบเทียบถึงสมัยปี 2535 ครั้งนั้น ณรงค์ วงศ์วรรณ ติดแบล็กลิสต์อเมริกา ขณะที่รองหัวหน้าสามัคคีธรรมหรือหัวหน้าพรรคอื่นไม่มีบารมี มีเพียงแค่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่แต่ถูกสกัด จนทำให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นนายกฯ แต่คำอธิบายอีกชุดบอกว่าทุกอย่างเตี๊ยมไว้หมดแล้ว ส่วนรอบนี้เป็นการเตี๊ยมกันหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่ที่ประชาชนตัดสิน ซึ่งจะต้องตัดสินไปทีละเปลาะตั้งแต่ทำประชามติ
ถามว่านี่เป็นการเดินถอยหลังหรือไม่ ศ.ไชยยันต์ มองว่า ไม่ได้ถอยหลัง แต่เป็นวัฏจักรเป็นวงรอบ เพราะถ้าเดินหน้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะต้องไม่มีเลือกตั้ง ประชาธิปไตยก้าวหน้าสุดท้ายประชาชนต้องเข้ามาประชุมเองโดยตรงเหมือนกรีกโบราณจับฉลากกันเข้ามาทำหน้าที่
“นี่คือความก้าวหน้าหรือเปล่า นี่ย้อนกลับไปสองพันกว่าปีดังนั้นจะบอกว่าก้าวหน้าหรือถอยหลังต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าเดินหน้ามาอย่างไร”
ขณะที่ อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งจุดเด่นจุดด้อย สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นจุดเด่นคือระบบเลือกตั้ง ที่เลือกบัตรใบเดียว เลือกทั้ง สส.เขต สส.สัดส่วน และเลือกนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ มองได้สองด้านด้านหนึ่งเป็นการทำลายพรรคใหญ่ แต่อีกด้านคือการให้เกิดโอกาสพรรคเล็ก อยู่ที่โจทย์ของ กรธ.ว่าอยากได้ผสม หรือรัฐบาลพรรคใหญ่ ส่วนตัวเห็นว่าระบบนี้เหมาะกับพฤติกรรมการเลือกตั้งคนไทย เพราะก่อนหน้านี้เรามีบัตรสองใบ กกต.หาเสียงให้เลือกคนที่รักพรรคที่ชอบ แต่พรรคการเมืองไปหาเสียงเลือกตั้งทั้งคนและพรรคทั้งสองใบ คราวนี้พอให้เลือกตั้งบัตรเดียวทำไมถึงบอกว่าไม่ดี
ขณะที่การให้อำนาจกับองค์กรอิสระเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่ง เพราะประชาชนไม่มีอำนาจตรวจสอบตลอดเวลา สี่ปีถึงจะมีโอกาสสักครั้ง ดังนั้นเมื่อให้อำนาจองค์กรอิสระก็ควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรอิสระเพื่อร่วมตรวจสอบด้วย
จุดดีของร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่ที่ เรื่องการเงิน การคลัง งบประมาณ ที่มีการทำให้เกิดรัดกุม นักการเมืองไม่สามารใช้งบประมาณ หาเสียง หรือทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่ง การใช้งบประมาณจะไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้ในอนาคต แต่จุดที่ยังไม่มีการพูดถึงคือเรื่องการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองแต่ยังไม่ถึงผิดหวัง
อาจารย์อรรถสิทธิ์ มองว่า ที่มานายกฯ ควรมาจาก สส.เพื่อยึดโยงกับประชาชนตามระบบรัฐสภา เพราะหากเป็นนายกฯ คนนอก ที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค จะจัดการปัญหาในพรรคได้ยาก แม้จะให้เสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ แต่ก็จะไม่ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และผิดจากขนบรัฐสภา
อีกทั้งยังอาจมองได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ แต่ก็อยู่ที่ประชาชน กระแสสังคมว่าจะยอมรับไหมตั้งแต่ประชามติ ซึ่งสิ่งสำคัญคือกติกาประชามติที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าจะต้องใช้เกณฑ์เท่าไหร่