“โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป” พาประเทศพ้นรัตติกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412147

"โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป" พาประเทศพ้นรัตติกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่ระยะที่สองตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองแล้วเสร็จไปกว่า 90% เส้นทางการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ยังขมุกขมัวจับต้องได้ยาก จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า “รัฐประหาร” ครั้งนี้จะเสียของหรือไม่ ​กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2560

สุรินทร์ พิศสุวรรณ​ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ว่าเป็นห่วงกับการให้ความสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างทางอำนาจของแผ่นดิน ในรูปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนอาจไม่ให้ความสำคัญพอกับปัญหาระยะยาวของประเทศ​ ทั้งที่เป็นปัญหาที่พูดมาก่อนการรัฐประหาร

ที่สำคัญปัญหาระยะยาวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม นำไปสู่การเผชิญหน้า ทั้งเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคม และสะท้อนออกมาในรูปของ “ภูมิภาค” ​กับ “กรุงเทพฯ”​ มีคนออกมาบนถนนเป็นแสน เป็นล้านคน เป็นเวลาต่อเนื่องจนทำให้ประเทศสูญเสียทิศทาง สูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และสูญเสียความสามารถที่จะแข่งขัน ​

“ผมอยู่อาเซียนมา 5 ปี ทำงานกับนายกฯ​ ไทย 5 คน ทำให้เรื่องระยะยาว กระบวนการตัดสินใจ นโยบายที่จะเข้าร่วมเตรียมตัวแข่งขันกับคนอื่น ในกรอบประชาคม ไม่ได้คิดได้ทำ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อเนื่องเพราะรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง คนมีอำนาจตัดสินใจไม่ต่อเนื่อง นโยบายไม่ต่อเนื่อง ​บุคลากรส่วนใหญ่มาจากระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะคิดอะไรยาวได้

…ผมเคยพูดออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า วันนี้วิ่งได้ซีแปด พรุ่งนี้ก็วิ่งขอซีเก้า โดยไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเต็มความรู้ความสามารถแบบที่เรียกว่า มืออาชีพ ให้สมกับตำแหน่งงานที่เพิ่งได้มา มันจึงเป็นระบบราชการที่ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของประเทศ​ ในเวที
ที่กว้างขึ้นต้องแข่งขันกับคนอื่นที่เขาต่อเนื่อง มีความรู้สามารถประสบการณ์​ในประเด็นต่างๆ”​

สุรินทร์ เปรียบเทียบว่า ความไม่ต่อเนื่องทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลูกไปยิงจนเข้าประตูได้ เราไปล้มกลางทาง เราไปเปลี่ยนคนกลางทาง ไม่มีกำลังวิ่งต่อ เพราะมันเป็นเส้นสายที่ส่งลงไปเอาลูกหลานลงมาเล่น ไม่ใช่มืออาชีพไม่มีทางสู้เขาได้ แต่บนเวทีภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศเวลานี้ มืออาชีพมาเล่นอย่างต่อเนื่อง และเขาซ้อมมาอย่างโชกโชน

สุรินทร์ อธิบายว่า การที่เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไปจนลืมปัญหาระยะยาวของประเทศ ​เช่น ระบบบราชการ ​ทั้งการรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์จนอึดอัดหายใจไม่ออก เรื่องการศึกษา การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ​นวัตกรรม คอร์รัปชั่นซึ่งก็มาจากระบบอุปถัมภ์ มาจากระบบการเล่นพรรคเล่นพวก มาจากกระบวนการไม่โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ​ถ้าตัวบุคคลผู้กำหนดนโยบาย และตัวผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกันจะนำไปสู่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย เพราะคิดแต่นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่า​นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ​เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่ง​ขัน

“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาว​ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งในขณะนี้​ ที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนมีโอกาสจนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกิดการปฏิรูป ​ถ้าหากทำไม่ได้ ​ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก แถมปัญหาเหล่านี้จะสะสมต่อไปจนหมักหมมและแก้ยากยิ่งขึ้น”​

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เป็นปัญหารุนแรงที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จากข้อมูลพบว่า คนไทย 10 ล้านคน ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือคนที่รายได้ต่อหัวต่อวันต่ำกว่า ​2 เหรียญหสรัฐ ​หรือประมาณ 70 บาท ​ยังไม่รวมกับคนที่มีรายได้ 3-4 เหรียญหสรัฐ ​ใกล้เส้นความยากจนอีก 14-15 ล้านคน จากทั้งหมด 70 ล้านคน

ขณะที่ในการถือครองทรัพย์สินต่างๆ มีข้อมูลที่น่ากลัวคือ ​80% ของที่ดินถือครองโดยคน 20% ขณะที่คน 20% ต่ำสุดถือครองที่ดินเพียง 0.3% เพราะฉะนั้นที่ดินอีกประมาณ 19% แย่งกันอยู่ตรงกลางคือ 60% ที่เหลืออีกด้านหนึ่ง คน 20% เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติ 13 ล้านล้านบาท 51% ขณะที่คนจนสุด 20% เป็นเจ้าของแค่ 4% อีก 60% แย่งส่วนตรงกลางคือ 45% ส่วนคนมีบัญชีเกิน 10 ล้านบาท มี 1.11 แสนบัญชี แค่ 0.01% ของบัญชีธนาคารทั้งหมด แต่ว่าคิดเป็นเงิน 49% ของเงินฝากทั้งหมด

ปรองดองเกิดยากถ้าไม่แก้เหลื่อมล้ำ

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องพัฒนาการศึกษา การมีส่วนร่วมและการพัฒนาอาชีพที่ดีขึ้น เรื่องนี้จำเป็นต้องคิดถึง “โรดแมปหลังโรดแมป” เพราะโรดแมปขณะนี้คิดว่าจะทำอย่างไรถึงประคองประเทศให้พ้นถึงการเลือกตั้ง แต่หลังการเลือกตั้งต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ ​ทั้งเรื่องคอร์รัปชั่น ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม การศึกษา

“ส่วนตัวคิดว่าความปรองดองเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าหากว่าเรายังติดอยู่กับผลประโยชน์และความขัดแย้งในปัจจุบัน เราต้องเขียนวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการจะทำคืออะไร สะท้อนวิสัยทัศน์ของสังคมไทย 10-20 ปีหลังจากนี้ ปี 2579 จะเป็นไง เอาวิสัยทัศน์นั้นมาให้คนทั้งประเทศ​ วิพากษ์วิจารณ์ มีส่วนเป็นเจ้าของ และบอกว่าจากนี้เราจะเดินไปสู่วิสัยทัศน์​สร้างสังคมใหม่”

การสร้างสังคมใหม่จะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งการศึกษา ระบบราชการ การกระจายรายได้ พัฒนาอาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แทนที่จะดีไซน์ระบบเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน เราอาจจะต้องก้าวให้พ้นไปสู่วิสัยทัศน์ หรือตุ๊กตา ระบบสังคมไทย 20 ปีหลังจากนี้ โดยให้คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมที่จะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะทำงานที่ชัดเจนในแต่ะละเรื่อง

สำหรับกระบวนการสร้างความ “ปรองดอง” ที่ผ่านมาเรายังติดอยู่กับภาพของปัจจุบัน มีเรื่องอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ สี ค่าย เกาะเราอยู่ในขณะนี้ เราต้องก้าวพ้นจากตรงนี้​ ต้องโฟกัสไปที่อนาคต เพราะอำนาจขณะนี้ไม่ใช่อำนาจปกติ แต่เกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องโฟกัสไปข้างหน้า ดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

“ผมไม่ทราบว่าองค์กรที่ตั้งขึ้นมาตรงนี้ เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ คิดเรื่องนี้อย่างไรให้ทะลุขั้นตอนวิธีการ แต่ละก้าวย่างที่จะนำไปสู่ภาพใหม่ของสังคมในอีก 20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างสหประชาชาติ เขามีแผน 2030 อีก 15 ปีหลังจากนี้ประชาคมโลกจะเดินไป มี 17 ขั้นตอน ของเราอาจจะต้องคิดถึงภาพนั้นของเราเอง เพราะภูมิภาคไม่รอ เพื่อนบ้านเราไม่รอ ประชาคมโลกเดินไปข้างหน้า”​

อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินว่า คนทั้งประเทศต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ระบบรวมศูนย์อำนาจ ไม่อนุญาตให้เขาได้ริเริ่มเสนอทางออกอะไรใหม่ๆ วิธีคิดก็กระจุกอยู่ตรงนี้ การเลือกคนที่รู้จักมาแก้ปัญหาไอเดียก็อยู่ในกรอบที่เรารู้จัก แถมเราอาจจะชี้นำไปด้วยซ้ำ มันก็จะไม่มีทางแก้ปัญหาที่ครอบคลุมได้ ​

ถามว่าจะสามารถตั้งความหวังกับ “โรดแมปหลังโรดแมป” นี้ได้มากน้อยขนาดไหน สุรินทร์ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญคือต้องปลุกให้ประชาชน 68 ล้านคน ตื่นขึ้นมาบอกว่าประเทศนี้เป็นของฉัน เท่าที่ทำอยู่ในเวลานี้ยังเป็นแค่เพียงคนกลุ่มน้อยที่ได้อำนาจมา ดังนั้นทางเดินข้างหน้าโรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป ต้องเปิดกว้างกว่านี้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากว่านี้ ให้ทุกจังหวัด อำเภอ มีส่วนแสดงออกมากกว่านี้

มองอนาคต​สำคัญกว่าอดีต ก้าวพ้นกับดักตัวเอง

ส่วนจะถึงขั้นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนหรือไม่นั้น สุรินทร์ เห็นว่า ไม่ควรไปวางกรอบจำกัดตัวเองมากเกินไป ควรวางเป็นกรอบกว้าง โดยสามารถเริ่มกระบวนการไปได้เลย แทนที่จะบอกประชาชนว่ารอก่อน เพราะเรื่องเหล่านี้ทำได้เลยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเลือกตั้ง ต้องหาวิธีที่ทำยังไงให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แทนที่จะอยู่แบบอ้อยอิ่งไม่กระตือรือร้น เพราะคนอื่นตัดสินใจ

“เราติดกับปัญหาปัจจุบัน เราคิดที่จะวางโครงสร้างอำนาจไม่ให้ทะเลาะกัน แต่สาเหตุสิ่งที่ทะเลาะกันกลับยังไม่ได้พูด เรายังไม่ได้พูดเรื่องความล้ำ ความไม่มีโอกาส โรดแมปต้องไม่ใช่โรดแมปเพื่อที่จะนำประเทศไปสู่เลือกตั้ง แต่คิดต่อไปว่าหลังการเลือกตั้งจะมีโรดแมปอะไร และผมคิดว่าต้องมีทิศทางองค์กร สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนพร้อมที่จะเข้ามามีส่วน มากกว่าที่จะพาสซีฟเหมือนเดิม

…เราเบลมการเมืองแต่เราไม่มีอะไรทดแทน และไม่มีทางหลีกเลี่ยง สุดท้ายก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนการการเมืองอยู่ดี ทำอย่างไรให้อย่างน้อยๆ เราเห็นทิศทางข้างหน้าว่าประชาชนเขารู้สึกตื่นตัวตื่นเต้น อยากเป็นเจ้าของและเห็นอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน เห็นอนาคตสำคัญกว่าอดีต ทำอย่างไรให้ก้าวพ้นกับดักตัวเองที่ติดอยู่ในขณะนี้”​

สัญญาประชาคมทุกภาคส่วน ร่วมกำหนดอนาคต

ถามว่ารัฐบาลหน้าจะสามารถสานต่อภารกิจนี้ไปจนถึงจุดหมายได้หรือไม่ สุรินทร์ ​กล่าวว่า อาจจะต้องมี​ “สัญญาประชาคม” ที่ต้องมาร่วมกันคิดว่า เราจะละวางความขัดแย้งในอดีต โฟกัสไปข้างหน้า และจะร่วมกันแก้ไขปัญหาประเทศชาติเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะพรรค เฉพาะกลุ่มพวกที่เคยเป็นปัญหาในอดีต แต่จะต้องโฟกัสไปที่ปัญหาใหญ่ๆ

“พูดง่ายๆ ว่าปลุกให้พี่น้องตื่นขึ้นมารุ่งสาง แล้วเขารู้ว่าเขาจะเดินต่อไปอย่างไร ขณะนี้เหมือนอยู่ในภาวะ ฝันร้ายมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ​อยู่ในภาวะรัตติกาล อะไรมันขมุกขมัว ไม่ชัดมันก็ต้องบอกเขาว่าตื่นขึ้นมา คุณจะมีโอกาส มีบทบาท มีทิศทาง มีลายแทง ผมคิดว่าต้องไปถึงจุดนั้น อาจจะต้องเริ่มต้นโดยมีสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมือง​กลุ่มการเมือง​ องค์กรสำคัญๆ สื่อ ภาคประชาสังคม ต้องดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในสัญญาประชาคมเพื่อที่จะเขียนโรดแมป กำหนดทิศทาง

…หากไปเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ​ถึงที่สุดก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก ดังนั้นต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ​เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดว่าความเจ็บปวดความขัดแย้ง ความแตกแยกเหล่านั้น เราต้องก้าวพ้น เมื่อเขาอยากก้าวพ้น อะไรคือเส้นทาง ทิศทางให้เขาเดิน มันต้องมีขั้นตอนกระบวนการ โซเชียลคอนแทรกต์เพื่อที่จะกำหนดอนาคต ดิส อิส โรดแมป อาฟเตอร์​ โรดแมป”​

รธน.ละเอียดเกินไป เสี่ยงมุมอับ

สำหรับเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ และระบบเลือกตั้งนั้น อดีตเลขาธิการอาเซียนเห็นว่าอะไรก็ตามแต่ที่พยายามไปกำหนดในรายละเอียดมากเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกคับแคบ ถ้าเราตั้งหลักกว้างๆ ว่าเรายึดโยงกับประชาชน ให้ถือหลักว่าการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ คือการสร้างความชอบธรรม และความชอบธรรมนั้นยืนบนพื้นฐานความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากไปกำหนดรายละเอียดมากนักจะปฏิบัติยาก และสร้างปัญหาโดยที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นควรจะทำให้ความสมดุลของอำนาจในระบบที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนพรรคเล็กๆ มีอำนาจมากกว่าพรรคใหญ่ๆ เพราะพรรคเล็กเป็นตัวต่อรองตัดสิน ซึ่งก็จะนำไปสู่การได้มาซึ่งกลุ่มคณะบุคคลและรัฐบาลที่ไม่สะท้อนความต้องการประชาชนส่วนใหญ่

“เขียนรายละเอียดมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความคับแคบในการแก้ปัญหา และอย่าพยายามให้เสียงส่วนน้อยไปกำหนดทิศทางประเทศ ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะเสียหลักคนส่วนใหญ่ที่เลือกมา เขาจะไม่มีโอกาสบริหารจัดการประเทศ​เพราะเสียงส่วนน้อยไปเป็นตัวรักษาความเสมอภาค สมดุล ในสมการ

…จะกลายเป็นช่องทางการเข้ามาขององค์กรอื่นๆ ผ่านกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลายเป็นอำนาจต่อรองสูงด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ซึ่งคิดอะไรก็ตาม ถ้าลงในรายละเอียดมากเกินไปจะเกิดความคับแคบในทางปฏิบัติ และก็จะนำไปสู่จุดมุมอับได้ในอนาคต”​ ​

สุรินทร์ ​กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เราพูดถึงโรดแมปตรงนี้เท่านั้นนั่นเองในภาวะรัตติกาล ที่ช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ​ตื่นขึ้นมาต้องมีอะไรใหม่ มีหวังอะไรบ้าง​ มีวิสัยทัศน์ มีทิศทาง ประเด็นสำคัญคือ อยากให้ก้าวพ้นภาวะความขัดแย้งในปัจจุบัน และภวังค์ ต้องโฟกัสไปข้างหน้ากับประชาชน ให้พื้นที่ บทบาท ความหวัง ให้ความเป็นเจ้าของประเทศเขา สร้างความเข้าใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักตัวเอง

ในฐานะที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงต่างประเทศมาต่อเนื่องยาวนาน สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ว่าทุกดัชนีสะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังตามหลังประเทศอื่นๆ

“คำที่ผมใช้คือเราชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเอง ประเด็นคือเราอยู่รุ่นเฮฟวีเวตในภูมิภาค แต่เรามาชกรุ่นแบนตัมเวต เหตุผลเพราะเราไม่ได้ซ้อม ไม่ได้รักษาความเป็นเลิศเหล่านั้นเอาไว้เลย น้ำหนักหมัดเราเลยต่ำกว่าน้ำหนักตัว

…เรามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ มีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพบุคลากร ดัชนีทุกตัวจึงอยู่หลังคนอื่น และอยู่หลังคนอื่นมากขึ้น และคนอื่นจะไม่รอ เขาเดินหน้าต่อ”

สุรินทร์ อธิบายว่า ไทยใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียนจากระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 4 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ/ปี หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท ขณที่อินโดนีเซีย 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศเขามี 1.7 หมื่นเกาะ 250 ล้านคน เพราะฉะนั้นเขาใหญ่จริงแต่หากคำนวณต่อหัวยังน้อยกว่าเรา ที่สำคัญเรามีความหลากหลายที่สุด เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกสนใจ มีโอกาสเยอะขึ้น ทุกกิจกรรมมาหาได้ในประเทศไทย

“ผมถึงถามว่าเราจะเอายังไงกับความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ ทั้งความเป็นเลิศด้านการเกษตร ความเป็นเลิศการผลิตอาหาร ความเป็นเลิศด้านการท่องเที่ยว ความเป็นเลิศด้านการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้านการเแพทย์ สิ่งเหล่านี้คือความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ไม่มีใครแย่งมาจากเราไปได้ง่าย

…นอกจากเราจะสูญเสียไปเองเพราะเราไม่เต็มที่ ไม่ต่อเนื่อง เพราะเรามีความขัดแย้งภายใน เพราะได้คนไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะเอาอย่างไรกับความเป็นเลิศของประเทศไทยที่มีอยู่ ที่สั่งสมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”

ถามว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเราได้อะไรเสียอะไร อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศไทย เพราะไทยมีความพร้อมที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ในแง่ความหลากหลาย ความเป็นเลิศ อีกนานกว่าคนอื่นจะแย่งไปได้ เพียงแต่เราจะรักษา และประคองความเป็นเลิศนี้ไว้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ จะเห็นว่าภาคเอกชนเขาค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เขาต้องการนโยบายต่อเนื่อง ต้องการกรอบที่ชัดเจน เขาต้องการทิศทางที่ชัดเจน ทำอย่างไรให้กิจกรรมด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ พวก SMEs ตื่นตัวสามารถยกระดับตัวเองจากสมอลไปเป็นมีเดียม จากมีเดียมไปเป็นระดับภูมิภาค เหมือนผึ้งออกจากรัง เข้ารัง ดังลั่นตลอดเวลา

“ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์​ของเราสุดยอดไม่มีใครแย่งไปได้ จะเอายังไงกับความเป็นเลิศกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้ เรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เหนือ ใต้ ออก ตก เสริมความสามารถการแข่งขันให้ตัวเอง ทั้งเรื่องโลจิสติกส์จะเอาอย่างไร จะรักษาความเป็นเลิศทางความได้เปรียบอย่างไรอยู่ที่เรา คนอื่นตามหลังเรามา แต่เราภาษาอังกฤษเรียก ‘you shoot yourself in the foot’ เดินไปเดินมาง่อยเอง”​

ถามว่าช่วงปีกว่าหลังจากรัฐประหารที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น นั้นเห็นความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

สุรินทร์ มองว่า สิ่งเดียวที่อยู่ในอำนาจแล้วทำได้คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ตกลงกันว่าจะใช้ 2-3 แสนล้านบาท คือสิ่งทำได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น แต่การส่งออกทำไม่ได้ เพราะดีมานด์ตลาดข้างนอกน้อยลง การบริโภคภายใน หนี้สินครัวเรือน ใส่เงินไปเท่าไหร่ก็ต้องไปจ่ายค่าหนี้หมด

อีกด้านหนึ่งการลงทุนจากข้างนอกก็ลดลง บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ อยากเข้ามา โฟล์คสวาเกนอยากเข้ามาก แต่เขาต้องรอ ขยายสิ่งที่มีอยู่ แต่ของใหม่ไม่เข้ามา การลงทุนจากต่างประเทศ ทุกคนยังรอ การเพิ่มความสามารถแข่งขันให้กับธุรกิจก็ยังไม่มีการลงทุน โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นของต่างประเทศ ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี การผลิตของเราเองยังน้อยอยู่

อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ​เศรษฐกิจไทย 6 ทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งทุนมาจากข้างนอก เทคโนโลยีจากข้างนอก ผู้บริหารโรงงานก็มาจากข้างนอก สิ่งที่ผลิตแล้วก็เอาออกไปส่งขายข้างนอกเราคือฐานผลิต ถ้าจะไปดูการแสดงสินค้าที่เขาทำกันในดูไบสิ่งที่จะเห็นคือสินค้าสปา สินค้าครัวเรือน โอท็อป เครื่องตกแต่งบ้าน เราผลิตอะไรเยอะกว่านี้ไม่ได้หรือ

“เจ้าของบริษัททั้ง นิสสัน โตโยต้า​ ฮอนด้าเขาทำเอง เราคือส่วนหนึ่งของโกลบอลเน็ตเวิร์กของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเรา ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตมาก ถ้าไม่ลงทุน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม อีกสิบปีข้างหน้าเราจะตามหลังเขา การลงทุนด้านนี้ยังน้อยมาก ต้องทำ รีบเร่งมากกว่านี้ เพราะเราคือเศรษฐกิจ ใหญ่อันดับสองของอาเซียน เพราะเรามีฐานที่ดีอยู่แล้ว เพราะเราล้ำหน้ากว่าคนอื่นอยู่หลายเรื่อง”

ถามย้ำว่าปีกว่าที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างหยุดชะงักลงไปหรือไม่ สุรินทร์​ ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าบรรยากาศอย่างนี้จะทำอะไรได้มาก เพราะระบบการศึกษาเหมือนเดิม ระบบราชการก็ยังเหมือนเดิม ภาคเอกชนเขาแน่แกร่งมีความสามารถในการแข่งขันจริง แต่ต้องออกไปสร้างตลาดเพิ่ม

“ผลผลิตก็ไม่ใช่ของใหม่ ในเมื่อเทคโนโลยีข้างนอกไม่เข้า เจ้าของธุรกิจไม่ยอมลงทุนเพิ่มก็ได้เท่านี้ เราก็กลายเป็นแค่ฐานการผลิต เวลาปีครึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรม จะทำอะไรได้ นอกจากวางทิศทางให้ถูกต้องตรงนั้นสำคัญที่สุด”​

สุรินทร์ มองว่า ที่สุดทิศทางการปฏิรูปหลายอย่างก็ยังอยู่กับราชการ ระบบก็ยังอุ้ยอ้ายอยู่กับเงินเดือนที่ต้องไปเลี้ยงระบบราชการ แทนที่จะไปคิดเรื่องของใหม่วิสัยทัศน์ไปข้างหน้า

ถามว่าในมุมมองที่สัมผัสกับเวทีนานาชาติ ภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยลดลงไปหรือไม่ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า โดยหลักพื้นฐานทั่วไป อำนาจใดก็ตามแต่ที่ไม่มีการตรวจสอบ อำนาจนั้นเสี่ยงที่จะใช้ไปในทางที่ผิด เสี่ยงที่จะใช้ไปในทางลำเอียงหาประโยชน์​เข้าตัวจะเป็นใครกลุ่มไหนก็ตามแต่ นี่เป็นหลักพื้นฐานสากล

“ถามว่าดีขึ้นหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงน้อยลง แต่คนที่เขาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือคนเดิมๆ ผู้รับเหมาเดิม ก็ยังบอกเหมือนเดิมครับท่าน แต่ที่จะมาตีแผ่นั้นน้อยลง ส่วนคนที่ทำงานในพื้นที่ ผู้รับเหมาก็บอกไม่ได้ดีขึ้น”

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า สำหรับโครงการใหญ่ระดับประเทศ บางเรื่องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่มีการเปิดสัมปทาน ทำให้คนตระหนักว่า “คลื่น” มีค่า ปัญหาคือแล้วจะเอาแค่ขายคลื่นหรือ แล้วความโปร่งใสที่อยู่ในระบบจะทำให้โปร่งใสหรือไม่ ทั้งเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ เลือกตัวผู้ที่จะมาขอสัมปทาน ผลประโยชน์​มีอีกมากมาย

การที่เราตระหนักว่าคลื่นมีค่า สองคลื่นรวมกันสองแสนกว่าล้านในระยะเวลา15 ปี นั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะทรัพย์สินของรัฐยังมีอีกมากมายที่ไม่ใช่วัตถุ โอกาสนี้จะจัดการอย่างไร รัฐวิสาหกิจจะจัดการอย่างไร หรือสิ่งที่ให้ไปแล้วโดยไม่มีการแข่งขัน จะเอาอย่างไร มีเวลาจำกัดหรือเปล่าเมื่อไหร่จะเรียกคืน ยังมีอีกมากมาย

“ผมคิดว่าโอกาสนี้น่าจะใช้กล้องจุลทรรศน์ ศึกษา สำรวจ ส่อง เอกซเรย์ทุกพื้นที่ ตรวจทุกโครงการ เอกซเรย์ทุกสัญญา สัมปทาน ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซ่อนเร้นตรงไหน ดูว่ารัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูก มากมาย ไปแอบซ่อนหรือรั่วไหลหรือไม่ ต้องทำเพราะมีอำนาจพอที่จะทำ”

สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักของผมก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ต่างจังหวัดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ต้องกระจายอำนาจให้เขามากขึ้น ให้เขามีส่วนกำหนดชะตาชีวิตมากขึ้น ขณะนี้รวมศูนย์เกินเวลาแล้ว แก้ปัญหาของเราสมัยสู้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส นี่มันเป็นร้อยปี แล้วที่เคยต้องรวมประเทศเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ แต่ระบบเดิมมันยังอยู่ยังรวมศูนย์อยู่ อำนาจตัดสินใจของประชาชนเขาก็ไม่มีส่วน”

 

Leave a comment