นักปั่นกลางกรุงปลุกกระแสคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412321

นักปั่นกลางกรุงปลุกกระแสคนเมือง

โดย…พุสดี, กาญจนา

กระแสการปั่นจักรยานในไทยขยายวงกว้างมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินไว้ว่าในปี 2558 มีคนไทยใช้จักรยานทั่วประเทศมากถึง 3.2 ล้านคน เป็นผู้ใช้จักรยานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า 1.5 แสนคน อย่างไรก็ตามคนกรุงเทพฯ ยังต้องใช้ถนนร่วมกับรถยนต์จำนวนกว่า 9 ล้านคัน (สถิติกรมการขนส่งทางบกปี 2558) ที่เป็นอุปสรรคสำคัญให้คนไม่กล้าออกมา กระนั้นก็มีบางเสียงที่ยืนยันว่า “กรุงเทพฯ ปั่นสนุก” และเลือกจักรยานเป็นพาหนะคู่ใจปลุกกระแสคนเมือง

จักรยานคือเพื่อนซี้

เจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์ นักแสดงและพิธีกรหนุ่มที่หลงใหลในการขี่จักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ยอมรับว่า ทุกวันนี้แทบไม่เคยห่างจากจักรยาน อย่างน้อยต้องปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายทุกวัน ปั่นเพื่อซ้อมอยู่ที่บ้าน 2 ครั้ง/สัปดาห์ และปั่นออกทริปอีก 2 ครั้ง/สัปดาห์ ยังไม่รวมถึงการแข่งขันในรายการต่างๆ อีกเดือนละ 1-2 ครั้ง

“บางครั้งผมก็ขี่จักรยานไปจ่ายตลาดนะ ขี่ไปปากซอยซื้อของ จริงๆ แล้วชีวิตผมก็ผูกพันกับจักรยานมานาน ตั้งแต่เด็กๆ เราก็ขี่เล่นอยู่ละแวกบ้าน ขี่ส่งของไปให้เพื่อนแม่ เหมือนเป็นแมสเซนเจอร์ประจำหมู่บ้าน พอโตขึ้นมาหน่อยเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ขี่จักรยานไปเรียน จากบ้านผมไปเอแบคก็ประมาณ 8-10 กิโลเมตร ถือว่าโอเค ผมก็จะเลือกวันที่ไม่มีธุระต้องไปไหนหลังเลิกเรียน เลือกวันที่เลิกเรียนเย็น เวลาขี่กลับบ้านจะได้ไม่ร้อน”

เจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์

 

 

เจฟฟรี่ บอกว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจตอนวัยรุ่น เพราะบางครั้งขับรถไปเรียนก็ไม่มีที่จอด ประจวบเหมาะกับไปเล่นเกมโชว์รายการหนึ่งแล้วได้จักรยานเป็นของรางวัลพอดี เลยลองนำมาขี่ไปมหาวิทยาลัย ปรากฏขี่ไปขี่มาก็เริ่มติดใจ แถมเพื่อนๆ ก็ยังสนใจมาขี่ตามเป็นก๊วนจักรยาน ขี่ไปเที่ยวด้วยกัน กลายเป็นความสนุกไปอีกแบบ จนพอไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เมืองที่เจฟฟรี่ไปอยู่ก็ยังนิยมการขี่จักรยานอีก ทำให้เขายิ่งอินกับการขี่จักรยาน

“ผมหลงรักการขี่จักรยาน มาถึงจุดที่ขาดไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้ถ้าห่างหายไป 2-3 วันก็เริ่มคิดถึง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในชีวิตหายไป สำหรับผมจักรยานเหมือนเป็นเพื่อนซี้คนหนึ่งที่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด ที่สำคัญจักรยานเป็นเพื่อนที่นำสิ่งดีๆ นำความสุขเข้ามาในชีวิตเรา พาเราไปเจอสังคมดีๆ เป็นอุปกรณ์ที่วิเศษ มันช่วยลดพรมแดนของ อายุ เพศ วัย ฐานะ ไม่ว่าใครก็เป็นเพื่อนกันได้หมด โดยมีจักรยานเป็นตัวเชื่อม”

ถามถึงมุมมองที่มีต่อเทรนด์การขี่จักรยานในยุคนี้ เจฟฟรี่บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างที่บอกว่าจักรยานเป็นตัวกลางที่พาเราไปสู่สังคม มิตรภาพใหม่ๆ “มนุษย์ทุกคนมีเซนส์ในการรักษาตัวเองให้ปลอดภัย เพราะฉะนั้นถ้าเราจะขี่จักรยานให้ปลอดภัย เราต้องรู้ตัวเองและพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ขับขี่แล้วสบายใจ เช่น ถ้าขี่คนเดียวรู้สึกไม่ปลอดภัย เราอาจจะไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ มาขี่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นต้น” และในฐานะที่คลุกคลีในวงการจักรยานมานาน เขายังบอกด้วยว่าไม่มีสูตรตายตัว เพราะนักขี่ทุกคนจะรู้ตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยเวลาขี่จักรยาน

 

จักรยานคือพาหนะหลักในกรุงเทพฯ

เมื่อระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ไม่ตอบโจทย์ชีวิต ธิติศักดิ์ หวังเกษม จึงหันมาพึ่งจักรยานและใช้เป็นพาหนะหลักนานกว่า 3 ปี

“คนเราจะตื่นเต้นเวลาขี่ออกไปไกลบ้าน” เขากล่าวถึงความรู้สึกวันแรก “สัปดาห์แรกผมขี่ไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดินใช้เวลา 30 นาที ระยะทาง 5 กิโลเมตร ช่วยประหยัดเวลาไปได้เป็นชั่วโมง โดยช่วงแรกผมเลือกใช้เส้นทางบนฟุตปาทก่อน จากนั้นก็ค้นหาเส้นทางอื่นในกูเกิลแมปจนไปเจอเส้นทางรอง เลาะเข้าซอย แวะร้านกาแฟ และไปถึงออฟฟิศในเวลาแค่ 20 นาที กับระยะทาง 8 กิโลเมตร บางวันรถติดมากๆ ยิ่งปั่นสบาย เหมือนมีไบค์เลนบนถนน เพราะรถทุกคันหยุดนิ่งแต่มีจักรยานที่สามารถไปได้”

จากบ้านย่านคลองตันไปออฟฟิศแถวรัชดาฯ มีตัวเลือกในการเดินทางหลายอย่างทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน และแอร์พอร์ตเรลลิงค์ แต่ระบบขนส่งมวลชนเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชม. โดยเวลาส่วนใหญ่จะเสียไปกับการรอ และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 4,000 บาท แต่เมื่อมาใช้จักรยาน เขาไม่ต้องเสียเงินสักบาท และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ บนท้องถนน

“ทุกวันนี้คนเมืองกำลังถูกกรุงเทพฯ บิดเบือนเวลา ถ้าคุณได้ขี่จักรยานคุณจะรู้ว่ากรุงเทพฯ เล็กมาก ใช้เวลาเดินทางน้อยมาก และคนกรุงเทพฯ ยิ้มง่ายมาก” ธิติศักดิ์ยังเล่าถึงวัฒนธรรมการขี่จักรยานที่แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็ส่งยิ้มให้กันเสมอจนกลายเป็นวัฒนธรรมของนักปั่นไปแล้ว

ธิติศักดิ์ หวังเกษม

นอกจากนี้ จักรยานยังเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนที่ชอบอยู่บ้านเพราะเบื่อรถติด กลายเป็นคนชอบออกไปหาเส้นทางใหม่ๆ ให้รู้จักกรุงเทพฯ มากขึ้น “ผมไม่สนใจว่าจะหลงหรือจะอ้อมไปอีกทาง เพราะมันคือภาพใหม่ๆ ที่ไม่น่าเบื่อเลย เวลาขี่จักรยานมันจะมีภาพผ่านตาไปเป็นพันๆ เฟรม มันน่าตื่นตาและน่าประทับใจทุกครั้ง” มากไปกว่านั้นตัวเขาเองยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะคนในออฟฟิศที่หันมาใช้จักรยานมากขึ้น

ส่วนเรื่องการขี่อย่างไรให้ปลอดภัย เขาให้ความสำคัญกับตัวผู้ใช้ก่อนเป็นอย่างแรกโดยต้องสวมหมวก ใส่ถุงมือ ติดไฟท้ายรถ ปฏิบัติตามกฎจราจร และที่สำคัญคือ ห้ามประมาท โดยเฉพาะผู้ที่ขี่จักรยานชำนาญแล้วอาจเกิดความเลินเล่อก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

วันนี้ ธิติศักดิ์กลายเป็นตัวอย่างของคนกรุงเทพฯ ที่ขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน โดยได้ให้ข้อมูลแก่คนทั่วไปผ่านเว็บไซต์ www.bkkwheels.com และเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/bkkwheels

จักรยานคือเพื่อนร่วมทาง

ทางเลือกของคนที่ไม่ใช้รถยนต์ไม่ได้มีแค่ระบบขนส่งมวลชน แต่ยังมีจักรยานที่สามารถใช้ร่วมถนนกับรถอื่นๆ สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์ บรรณาธิการนิตยสาร Cycling Plus Magazine (Thailand) เป็นอีกคนที่ใช้จักรยานคู่กับระบบขนส่งมวลชน โดยขี่จากบ้านมาที่ทำงานระยะทางประมาณ 10 กม. ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม.

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์

 

“การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ไม่อยากใช้รถ หรือคนที่เห็นว่าการใช้รถมันลำบาก มันเสียค่าใช้จ่ายเยอะ หรือเสียอารมณ์กับสภาพจราจรในกรุงเทพฯ ก็สามารถเลือกใช้จักรยานแทน” เขายังแนะนำว่าสำหรับคนที่ไม่สะดวกขี่จักรยานไปทำงานเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น บริษัทไม่มีห้องอาบน้ำ ก็ควรใช้จักรยานพับเพื่อความสะดวกในการนำขึ้นระบบขนส่งมวลชน จากนั้นเวลาเลิกงานก็ค่อยขี่จักรยานกลับบ้าน หมดข้ออ้างในการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

สุธรรม แสดงทัศนะว่า ปัญหาแรกของคนที่ไม่กล้าขี่จักรยานในกรุงเทพฯ คือ ความกลัว “กลัวทั้งอันตรายจากรถยนต์ และกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้ผู้อื่น” เขากล่าวเช่นนั้น เพราะกรุงเทพฯ ยังไม่เป็นเมืองจักรยานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งที่มีการพัฒนาเรื่องนี้มาตลอดแต่คนพัฒนายังใช้มุมมองของคนขับรถยนต์มาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนปั่นจักรยานอยู่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนใช้จักรยานอย่างแท้จริง

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์

 

“คนไทยเกิดมาพร้อมวัฒนธรรมรถยนต์ คิดว่าถนนเป็นที่ของรถยนต์ แต่ที่จริงแล้วถนนเป็นของการเดินทางทุกรูปแบบทั้งคนเดินถนน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และจักรยาน ภาครัฐและกรุงเทพมหานครไม่จำเป็นต้องทำเลนจักรยานก็ได้เพราะกรุงเทพฯ ไม่เอื้อทำเช่นนั้น แต่ควรทำอย่างไรให้คนแชริ่ง เดอะ โรด เห็นคนอื่นเป็นผู้ร่วมทาง ทำอย่างไรให้ทั้งคนปั่นและคนขับเดินทางไปในเส้นทางเดียวกันได้อย่างปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เมืองไทยก็มีการส่งเสริมเรื่องจักรยานมากขึ้น เห็นได้จากหลายจังหวัดมีการโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยจักรยานและมีเลนจักรยาน ซึ่งถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่กระแสจักรยานยังไม่ตกก็อาจจะมีศักยภาพมากพอให้คนไทยออกมาขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน

 

Leave a comment