หนาวเกินคาด สะท้อนโลกแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412789

หนาวเกินคาด สะท้อนโลกแปรปรวน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน ภาพ เอเอฟพี

ย้อนกลับไปปี 2556 ที่มีรายงานข่าวจากหลายพื้นที่ระบุว่า ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดปีหนึ่ง อากาศในประเทศจีนได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 50 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าสถิติที่บันทึกไว้เมื่อปี 2504 ถึง 1.3 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้รับการบันทึกว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบศตวรรษ หรือนับแต่มีการเก็บสถิติมา 104 ปี และในช่วงกลางเดือน พ.ย. องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกออกมาระบุเช่นกันว่า ถือเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 7 นับแต่มีการเก็บสถิติมา 163 ปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.43 องศาเซลเซียส ต่างจากที่พยากรณ์ไว้เมื่อตอนต้นปี 2555 ประมาณ 0.14 องศาเซลเซียส

แต่แล้วเมื่อข้ามไปถึงฤดูหนาว สิ่งที่ได้รับรายงานมาจากทั่วโลกกลับตรงกันข้าม เดือน ธ.ค.ของปีนั้น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเกิดอากาศหนาวจัดจนมีหิมะตกในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และเมืองบริวารมีหิมะปกคลุม สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอียิปต์ระบุว่า อุณหภูมิในพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 0 องศาเซลเซียส ในปีนั้นคนอียิปต์ต่างรู้สึกยินดีที่ได้เห็นหิมะตกในเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในชีวิต และตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในรอบ 112 ปี ที่แม้แต่บรรพบุรุษรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ก็ไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศหิมะตกในกรุงไคโรมาก่อนเลยปลายปีนั้นหลายพื้นที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และแม้แต่ในกรุงเทพมหานครเองต่างได้มีโอกาสตื่นเต้นกับอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเป็นที่สังเกตได้

ผ่านไปไม่นานอากาศหนาวก็เริ่มกลายเป็นข่าวร้ายจนปรากฏภาพอันน่าสะพรึงกลัวไปทั่ว อิทธิพลของ “กระแสลมวนขั้วโลก” ซึ่งส่งผลให้กระแสลมจากขั้วโลกเหนือที่พัดลงสู่ทางใต้ สร้างปรากฏการณ์หนาวสุดขั้ว “โพลาร์ วอร์เท็กซ์” หรือพายุหมุนทวนเข็มนาฬิกาด้วยความเร็วสูงที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ ส่งผ่านอากาศหนาวเย็นเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก สิ่งที่เกิดขึ้นคืออากาศหนาวขั้นรุนแรงจนอุณหภูมิติดลบเข้าปกคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ปีนั้นเราได้เห็นภาพของคลื่นในทะเล น้ำพุกลางลานสาธารณะ น้ำในสระว่ายน้ำ น้ำในตกไนแอการา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือบนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐล้วนกลายเป็นน้ำแข็งราวกับต้องคำสาป ภาพทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านทุกสื่อโดยเฉพาะโลกออนไลน์ พร้อมกับมีการรายงานว่า บางพื้นที่ต้องประสบกับสภาพอากาศเย็นยะเยือกรุนแรงถึงขั้นติดลบถึง 53 องศาเซลเซียส โดยมีการเปรียบปรากฏการณ์ดังกล่าวกับอุณหภูมิช่วงกลางวันบนดาวอังคารซึ่งเฉลี่ยจะอยู่ที่ลบ 50 องศาเซลเซียส

หน้าหนาวของเมืองนิวยอร์กในปีนั้น อากาศลดลงต่ำถึงลบ 15 องศาเซลเซียส และถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 118 ปี ขณะที่ชาวเมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย อุณหภูมิอยู่ที่ลบ 14 องศาเซลเซียส ความหนาวเย็นสุดขั้วทำให้มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 20 ราย เที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศกว่า 1.1 หมื่นเที่ยว ถูกยกเลิกผ่านมาจนถึงปีนี้ ปีที่ชาวกรุงเทพฯ และหลายหลายจังหวัดต่างเริ่มทำใจว่าปลายเดือน ม.ค.ซึ่งทุกฝ่ายกังวลเรื่องความแห้งแล้งที่จะมาถึงพร้อมกับฤดูร้อนนั้น จนเกือบจะแน่ใจแล้วว่าโอกาสที่ได้สัมผัสความหนาวเย็นนั้นเป็นไปได้ยาก

กระทั่ง เมื่อ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร ออกมาระบุว่า วันที่ 23-24 ม.ค. ภาคกลางและกรุงเทพฯ จะมีอุณหภูมิลดลง 10 องศาเซลเซียส ทำให้กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ในรอบ 10 ปี การระบุถึงเรื่องดังกล่าวนอกจากจะสร้างความฮือฮาแล้ว หลายคนก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ระบุ เพราะโอกาสที่กรุงเทพฯ จะมีอากาศหนาวนั้นเป็นไปได้ยาก แต่แล้วความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาจากประเทศจีนที่ค่อนข้างกว้าง ไม่ได้แผ่ลงมาเป็นลิ่มเหมือนเช่นทุกครั้ง ทำให้อากาศหนาวเย็นกระจายออกไปอย่างกว้างขวางและค่อนข้างลึกทั่วภาคกลาง จนเกิดปรากฏการณ์ความหนาวเฉียบพลันและได้เห็นภาพชาวกรุงเทพฯ ออกจากบ้านด้วยชุดกันหนาวกันอย่างถ้วนหน้า

ขณะที่ข่าวคราวจากทั่วโลก ทำให้เราทราบว่านี่เป็นปีที่มีสภาพอากาศแปรปรวนหนาวจัดที่สุดอีกครั้งหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ลากไปตั้งแต่ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจรดอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ตกอยู่ภายใต้ความเย็นยะเยือก เผชิญหน้ากับสภาวะอากาศหนาวจัดหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ที่สหรัฐอเมริกาเกิด “มหาพายุหิมะ” หรือพายุหิมะขนาดยักษ์มหึมาพัดถล่มชายฝั่งด้านตะวันออก จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายรัฐ ย่านชุมชนเบิร์กเลย์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ปริมาณหิมะมีขนาดสูง 1 เมตร สภาพการจราจรทั้งทางบกและทางน้ำต้องมีอันเป็นอัมพาต กระทั่งยกเลิกเที่ยวบินไปกว่า 7,000 เที่ยวบินที่ประเทศญี่ปุ่นก็เผชิญหน้ากับพายุหิมะพัดถล่มในหลายพื้นที่ กรุงโตเกียวนครหลวงตกอยู่ในสภาพอัมพาต ด้วยปริมาณหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ภาคการขนส่งมวลชนไม่สามารถให้บริการได้

ขณะที่คาบสมุทรเกาหลีก็ประสบสภาวะอากาศหนาวจัด หิมะตกหนักทั้งในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยที่เกาหลีเหนือถึงขนาดที่แม่น้ำแทดงที่ไหลผ่านกรุงเปียงยางกลายเป็นน้ำแข็งจนผู้คนสามารถเดินไปบนแผ่นน้ำแข็งได้ ด้านเกาหลีใต้ก็ประสบอากาศหนาวจัดติดลบ 17-23.8 องศาเซลเซียส และหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ ส่งผลให้ต้องระงับเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ด้านจีนแผ่นดินใหญ่ก็เผชิญกับสภาพอากาศหนาวเป็นประวัติการณ์ ที่นครเซี่ยงไฮ้ ฉางซา และหลายเมืองของมณฑลกวางตุ้งประสบกับอากาศหนาวจัดชนิดรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เป็นได้ยากที่จะสามารถคาดการณ์สภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ ภาวะโลกร้อนทำให้มาตรฐานของฤดูหนาวเปลี่ยนไป อากาศที่เคยเป็นปกติกลายเป็นผิดปกติ เพราะมาตรฐานของฤดูหนาวกลายเป็นไม่หนาว ประเด็นที่น่าสนใจคือไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเอเชีย แม้แต่ยุโรปหรือซีกโลกภาคเหนือ เกือบทุกที่หนาวกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่ากระแสน้ำมหาสมุทรของโลกเริ่มมีการชะลอตัวในระยะเวลาสั้นๆ และตามทฤษฎีนี้ หากกระแสน้ำช้าตัวลง ก็ส่งผลให้ความเย็นที่สะสมอยู่ในแผ่นดินสูง ความร้อนที่สะสมอยู่จึงช่วยระบายความเย็นออกมา แต่ตอนนี้ก็ยังถือว่าเร็วไปที่จะพิสูจน์และถือเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นโจทย์สำคัญให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องตื่นตัวในการหาคำตอบ

 

Leave a comment