ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
28 มกราคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412780

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา อากาศกรุงเทพฯ เริ่มใกล้เคียงอากาศเมืองลอนดอน อุณหภูมิต่างกันเพียง 6-7 องศา ถือเป็นเวลาที่คนกรุงชื่นมื่นเริ่มมองหาร้านหมูกระทะหรือลานเบียร์ ผิดกับคนใต้ที่เจอลมแรงฝนกระหน่ำจนเรือออกไปเที่ยวทะเลลำบาก หลายคนบอกว่าอากาศแปรปรวนจัง ผมเห็นด้วย และจะบอกต่อไปว่ามันจะไม่หยุดเพียงแค่นี้
สภาพสิ่งแวดล้อมบนโลกถูกควบคุมด้วยกลไกสำคัญสองประการ อย่างแรกคือ ทะเล อย่างสองคือ อากาศ ทั้งคู่เกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เช่น ปรากฏการณ์เอลนินโญ-ลานินญา ทำให้ฝนตกหนักบ้าง ฝนแล้งบ้าง จนประเทศไทยที่พึ่งพาการเกษตรแทบจะปรับตัวไม่ทัน สภาพภูมิอากาศดังกล่าวยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และความเป็นอยู่ของผู้คน เช่น พายุหิมะกระหน่ำในอเมริกาจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 30 ราย และทำให้เที่ยวบินยกเลิกเกือบหมด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด? คำตอบคือ ภาวะโลกร้อน แต่ถ้าเรามองให้ลึก โลกเคยร้อนกว่านี้สมัยที่ไดโนเสาร์วิ่งไล่กัดกันในป่าเขตร้อนที่กระจายไปเกือบทั่วโลก แต่โลกร้อนยุคเรากับยุคอดีตแตกต่างกัน เพราะตอนนี้โลกมีมนุษย์อยู่มหาศาล และมนุษย์ทำให้เกิด “อัตราเร่ง” ของภาวะโลกร้อนจนเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
อัตราเร่งมีที่มาจากก๊าซเรือนกระจก นักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ดังกล่าวและพยายามเตือนล่วงหน้าหลายสิบปี ปัญหามี 2 ประการ หนึ่ง คือ เตือนแล้วไม่เชื่อ เนื่องจากเราต้องพัฒนาโน่นนี่นั่นเพื่อความกินดีอยู่ดี (ของคนรวย) สอง คือ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ผิด เพราะยึดถือข้อมูลความเปลี่ยนแปลงจากอดีต แต่คาดอัตราเร่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ จนมาเมื่อ 4-5 ปีหลังจึงรู้ว่าตัวเลขที่ประเมินไว้มันน้อยไปหลายเท่า ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลที่เคยคิดว่าจะสูงขึ้นแค่ 30-50 เซนติเมตร ในปี ค.ศ. 2100 กลายเป็นสูงขึ้น 1 เมตร เป็นอย่างน้อย และที่โหดกว่านั้น คือ เราประเมินต่ำไปตลอด ทั้งที่พยายามเผื่อแล้ว
หลายคนถามผมว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไหม? คำตอบ คือ ท่วมแน่ แต่ไม่ใช่เป็นอย่างที่คิด เราไม่ต้องกังวลถึงคลื่นยักษ์ในหนังฮอลลีวู้ด เพราะมันจะท่วมเข้ามาเรื่อยทีละปีสองปี เป็นปรากฏการณ์ “ต้มกบ” ที่ยากรับมือ อย่าไปคิดว่าถึงตอนนั้นเราก็ตายไปแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นก็ใช่ว่าจะสบาย เราจะเดือดร้อนอย่างหนักกับภาวะ “กบเริ่มดิ้น”
กบในเมืองไทยเริ่มดิ้นแล้วตั้งแต่ครั้งปี 2553 เมื่อเราเจอปะการังฟอกขาวจนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเสียหายจำนวนมาก แต่เรายังไม่ตระหนัก ถลุงทะเลต่อไปจนปะการังพวกนั้นแทบไม่ฟื้น กบดิ้นอีกครั้งเมื่อเราเจอน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เกิดการย้ายฐานผลิตจำนวนมาก ซึ่งบัดนี้ยังมีความเสียหายประเภทย้ายไปแล้วย้ายไปเลย กบดิ้นอีกครั้งเมื่อเราเจอภาวะภัยแล้งตลอดปี 2557-2558 ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ สรุปแล้วในรอบ 5-6 ปี เราเจอภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงถึง 3 ครั้งใหญ่ ซึ่งทุกครั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ใครคิดว่าสิ่งแวดล้อมคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม ไม่เกี่ยวกับเงินทอง กรุณาคิดใหม่ครับ
มาถึงปีนี้ ภัยแล้งอาจหมดแล้ว แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่อีกครั้ง ตามที่องค์การ NOAA ประกาศไว้ แผนที่ปะการังฟอกขาวที่เตือนภัยล่าสุดเริ่มขยับเข้ามาใกล้เมืองไทย คาดว่าหากเราโชคร้าย ในเดือน พ.ค.เป็นต้นไป อุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงจนปะการังฟอกขาวและส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไฮเอนด์ที่เราฝันไว้ เพราะทะเลที่ไม่มีปะการังจะไปขายนักท่องเที่ยวดีๆ เขาก็คงไม่สนใจจะมาหรอกครับ
ประเทศไทยมีองค์กรเรื่องภาวะโลกร้อน แต่เช่นเคย เราแตกกระจายไปหลายองค์กร อีกทั้งยังเน้นเรื่องลดคาร์บอนเพื่อการค้าเป็นหลัก ทั้งที่ภัยพิบัติจากภาวะดังกล่าวเคยเกิดแล้วและสร้างความเสียหายมหาศาล แน่นอนว่าเราไม่อาจหยุดภัยดังกล่าวได้ ยกเว้นช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาวนาให้มากไว้ แต่เราสามารถ “รับมือ” กับภาวะที่จะทยอยเกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เห็นจุดสิ้นสุด ปัญหาคือการรับมือของเราทำอย่างไร?
การรับมือไม่ใช่เพียงแค่วางแผนจัดการน้ำ จัดการทะเล สร้างเขื่อนกันคลื่น ปลูกปะการัง ฯลฯ แยกกันไปทีละกรมทีละกระทรวง เพราะนั่นเป็นเหมือนการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงที่กลิ้งลงมาทีละท่อน เราต้องรวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ โดยกำหนดองค์กรรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อติดตามปัญหาและวางแผนการรับมือล่วงหน้า จะเป็นการบูรณาการงานร่วมกันภายใต้คณะกรรมการที่ขึ้นตรงกับรัฐบาล หรือด้วยวิธีไหนก็ตามเถิด หากเราคิดก้าวไปข้างหน้าในทางมืดมิดที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เราจำเป็นต้องมีไฟฉาย ไม่งั้นเราก็ล้มลุกคลุกคลานเกิดบาดแผลมากมาย การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการต่างๆ เป็นเหมือนวิตามินหรือเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ไฟฉายสำคัญกว่าในภาวะเช่นนี้
ปิดท้ายง่ายๆ ว่า อยากให้เมืองไทยมีไฟฉายที่ว่าเหลือเกิน ไม่งั้นเราคงมะงุมมะงาหราต่อไป ในขณะที่เพื่อนบ้านเราเตรียมการล่วงหน้าไปถึงไหนต่อไหน บอกตามตรง ในยุคสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การตั้งการ์ดให้รัดกุมสำคัญกว่าการออกหมัดสะเปะสะปะ แต่ถึงตอนนี้ ผมยังมองไม่เห็นการ์ดที่ว่า และไม่แปลกใจหากเราเจอภัยพิบัติจากโลกร้อนคราวหน้า เราจะร้องว่า “ซวยจัง แต่มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ช่วยไม่ได้เนอะ”