เสน่ห์ในดินแดนที่เท้าย่ำ พงษ์พรรณ เกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412024

เสน่ห์ในดินแดนที่เท้าย่ำ พงษ์พรรณ เกษา

โดย…นกขุนทอง ภาพ Umkesa

หลายคนมีความฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เฉียดใกล้ฝันนั้นเลย เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ทำอย่างที่ต้องการเมื่อชีวิตยังมีข้ออ้างนู้นนี่อีกเยอะ แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ พงษ์พรรณ เกษา เพียงคำว่า “เปิดโลก” ก็พลิกเส้นทางชีวิต จากพนักงานออฟฟิศ ไปสู่แดนแดนใหม่ทั่วทุกมุมโลก เขาได้ก้าวเท้าออกจากจุดจำเจไปสู่ที่ใหม่ๆ กว้างใหญ่ไพศาล พบเจอความมหัศจรรย์สวยงามทั้งธรรมชาติ ผู้คน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม แปลกตา ตื่นใจ ตระหนกตกใจก็มี เพราะบางดินแดนที่เขาย่ำเท้าเข้าไปนั้น ล้วนแล้วแต่มีเสียงปืน ระเบิด ภูเขาไฟ หิมะถล่ม ฯลฯ มันเป็นดินแดนอันตราย! แต่มันก็มีเสน่ห์ที่เขาไม่พรั่นพรึง

ก้าวแรก…ออกไปรู้จักโลก

พงษ์พรรณประกอบอาชีพทัวร์ลีดเดอร์ ไม่ใช่แบบมือถือธงเดินโบกเรียกลูกทัวร์ที่เดินตามกันเป็นพรวน แล้วตะโกนบอกลงๆๆๆ ขึ้นรถๆๆๆ ไวๆๆๆ เดี๋ยวไม่ทันที่นั้นที่นี้ปิด แต่เขารับนำทัวร์แบบแบ็กแพ็ก โปรแกรมแปลกๆ ไม่เน้นช็อปปิ้ง ชมเมืองบ้าง แต่ออกแนวลุยมากกว่า เช่น ขี่อูฐกลางทะเลทราย นอนในแคมป์ ขับรถเที่ยวในต่างแดน ปีนเขา เดินป่า ฝ่าดงปืน อันหลังนี้ไม่ได้ตั้งใจไปแต่มักเป็นเซอร์ไพรส์ระหว่างทริปอยู่บ่อยๆ

ท่องเมืองอโยธยา อินเดีย

 

 

“เมื่อก่อนทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทต่างประเทศ เรียนจบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชอบเที่ยวเป็นปกติอยู่แล้ว ทำงานประจำถึงเย็นวันศุกร์ก็ออกต่างจังหวัดไปเดินป่า กลับมาเช้าวันจันทร์ทำงานเป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์ครับ การออกไปเที่ยวคือการพักผ่อนไปทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ทีนี้มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าไม่แฮปปี้กับงานที่ทำ เงินดีก็จริงแต่ว่างานหนัก ก็ลาออกแล้วไปอยู่เกาะพีพี ไปเช่าบังกะโลอยู่เป็นปี แล้วชีวิตก็เปลี่ยนครับ”

เขาละทิ้งชีวิตในเมืองไปกินอยู่แนบชิดธรรมชาติ หลีกเร้นห่างไกลผู้คน ณ หาดรันตี เป็นอีกหาดที่เงียบสงบบนเกาะพีพีเมื่อ 7 ปีย้อนหลัง 1 ปีที่เขาได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แล้วได้แลกเปลี่ยนเปิดโลกทัศน์กับนักท่องเที่ยวขาลุย ดวงใจของเขาเต้นแรง ดวงตามองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นดินแดนอันไกลโพ้นที่ไม่เคยไป เขารู้สึกลิงโลดอยากไปสัมผัสมัน ณ บัดนั้นเลย

เมืองออชา อินเดีย

 

“หาดนี้ต้องเดินข้ามเขาไปถึงเจอ มีบังกะโลไม้ไผ่ 16 หลัง คนน้อย อยู่กันแบบครอบครัวง่ายๆ แขกมาพักเป็นชาวต่างชาติที่ชอบการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ แบ็กแพ็ก แล้ววันหนึ่งบังกะโลถูกเปลี่ยนเป็นรีสอร์ท 5 ดาว ผมย้ายออก แล้วก็เที่ยวไปเรื่อยๆ แบ็กแพ็กไปพม่าคนเดียว อยู่จนวีซ่าหมด เที่ยวไปจนเงินหมด แล้วมีเพื่อนเป็นสตาฟฟ์ทำทัวร์แนวที่ผมทำอยู่นี้เขาชวนก็ลองทำดู ทริปแรกคือพม่า ไปแล้วก็โอเค ถูกจริต เพราะถ้าให้ไปทัวร์ช็อปปิ้งเสิ่นเจิ้นอะไรอย่างนี้คงไม่ใช่ครับ ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้จะ 7 ปีแล้ว ไปมาประมาณ 42 ประเทศ ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา มีบางทริปผมไปสำรวจก่อน บางทริปก็ไปลุยพร้อมกันเลย เรียกว่าทริปสำรวจ ลูกทัวร์จ่ายค่าทัวร์ถูกหน่อย คือทุกอย่างเราแพลนแล้วล่ะ เรารู้ว่าจะไปไหนบ้าง แต่อาจจะไม่รู้ว่าไปเจอกับอะไร เรียกว่าโปรแกรมยังไม่สมบูรณ์ ที่ผมเลือกทำงานเป็นฟรีแลนซ์เพราะว่าเราได้เลือกรับงานที่เราทำแล้วมีความสุขได้ จะมีคิดโปรแกรมอะไรทุกอย่างเหมือนเราไปเที่ยวเอง แต่ต่อให้เป็นทัวร์ลุยก็จริงผมก็ยังต้องดูแลลูกค้า แล้วเวลาออกทริปติดกันนานๆ ผมก็จะมีหยุดพักบ้าง อาจเป็นเดือนแต่ช่วงที่หยุดพักผมก็ออกเดินทางไปปีนเขา เราต้องการของเราล่ะโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูแลใคร”

ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวได้ไปเยือนไปชมประเทศต่างๆ แต่ทุกๆ แห่งหนที่พงษ์พรรณได้ย่ำถึง เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ เติบโต

พลังแห่งศรัทธา

 

“ถ้าเรายังทำงานประจำ อยู่ตรงนี้ก็ได้เห็นตรงนี้ แต่ถ้าเรากล้าออกไปที่ต่างๆ เห็นโลกได้กว้างขึ้นยิ่งนับวันคือมันไม่รู้จบครับ ผมไม่ค่อยอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าชีวิตต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง เหมือนที่ผมตัดสินใจลาออกจากงานไปอยู่เกาะ ตรงนั้นมันก็เปลี่ยนเลยครับ คือเราได้รู้จากฝรั่งจากทั่วมุมโลก ผมก็มองว่าเอ๊ะ เขาทำแบบนี้ได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราออกเดินทางมากขึ้น กว้างขึ้น”

ชีวิต ศรัทธา (เปิด) หัวใจ

เดินทางมาหลายประเทศ แต่ทริปที่ตราตรึงในความทรงจำของพงษ์พรรณที่สุด คือ อินเดีย ในช่วงเทศกาล กุมภเมลา 2013 (Kumbh Mela 2013) ณ เมืองอัลลอฮาบาด (Allahabad) พงษ์พรรณเคยไปอินเดียหลายครั้งแต่เส้นทางนี้ยังไม่เคยไป ในคราแรกฉงนในผู้คนมากมายที่หลั่งไหลดั่งสายน้ำมา ณ ที่นี้แห่งนี้ แต่ตลอดทริปนี้เขาได้เห็นด้วยตาแล้วสัมผัสได้ด้วยใจถึงพลังแห่งศรัทธาของผู้คน

ลาดักห์

 

“ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจไป แต่เพื่อนเป็นช่างภาพอยากไปถ่ายสารคดี เทศกาลนี้ผมได้ยินผ่านๆ ไม่ได้สนใจ เป็นเทศกาลมีคนมากที่สุดในโลก คนอินเดียนับถือศาสนาฮินดูมารวมกันแล้วลงอาบแม่น้ำคงคา ตรงนั้นเขาเรียกว่าสังคัม (Sangkum) เป็นจุดที่แม่น้ำคงคากับแม่น้ำยมุนาบรรจบกัน อีกสายหนึ่งคือแม่น้ำสรัสวดี (แม่น้ำที่อยู่ใต้ดิน) ถือว่าเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เดินทางไปก็ยากคนเยอะมาก เทศกาลมี 2 เดือน แต่ว่าหลักๆ คือช่วงเดือน ก.พ. วันที่คนเยอะที่สุด 10 ก.พ. มี 36 ล้านคน ผมตามเพื่อนไปปักหลักตั้งแคมป์อยู่ 2 อาทิตย์

แต่ละเต็นท์มีนักบวช ชีเปลือยทาตัวด้วยขี้เถ้าไว้หนวดเครายาวแล้วก็ทรมานตัวเอง บางคนนอนบนหนาม บางคนเอามีดมาตัดอวัยวะเพศชาย มีแบบนี้เยอะ พวกนี้สูบกัญชา เขาบอกว่าสื่อถึงพระศิวะได้ ก็ดูแปลกๆ เราไม่เข้าใจ ผมไปหลายวันก็สังเกตการณ์เห็นแบบนี้ทุกวัน ตอนแรกเพื่อนบอกจะลงแม่น้ำคงคา ไอ้เราก็คิดว่าแม่น้ำคงคามีทั้งศพขยะคือมันดูสกปรกในความคิดเรา ผมบอกเลยยังไงก็ไม่มีทางลงไปเหยียบน้ำแน่นอน อีกอย่างอยู่ในงานเห็นทุกอาชีพอยู่ในนั้น มันเหมือนเป็นเฟสติวัลของชีวิตเลย

 

ผมนั่งรถตุ๊กตุ๊กจากที่พักไปจุดแม่น้ำ แต่มีวันหนึ่งคนแน่นมากต้องเดิน 10 กม. เป็นจุดพีกมากๆ คือคนลงไปอาบน้ำแค่เราเห็นก็รู้สึกไม่ค่อยดี เราเห็นก็ไม่เข้าใจตรรกะที่ต้องลงมาอาบน้ำแล้วจะหลุดจากการเวียนว่ายตายเกิดอะไรอย่างนี้ แต่สิ่งที่เห็นคือศรัทธาของคนที่นั่นสุดยอดมาก ผมเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เห็นแม่จับลูกจุ่มลงน้ำลูกก็ร้องไห้เพราะหนาว แต่แม่ก็ยังจับจุ่มน้ำเหมือนอยากเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์สัมผัสตัวลูก สักพักหนึ่งผมก็เดินไปเจอคุณยายบริกรรมคาถาอะไรไม่รู้แล้วล้มลงแม่น้ำเฉยเลย แล้วแกก็ลุกขึ้นมาใหม่ ผมรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีความเชื่ออะไรขนาดนั้นกับแม่น้ำสายนี้ แต่ก็ไม่เท่าไหร่จนเดินไปอีกสักพัก สิ่งที่เห็นคือ คนที่ขึ้นมาจากน้ำเขาไม่มีขา เราก็เฮ้ย เขามาได้ยังไงถึงจุดนี้ เรามีขาเดินฝ่าฝูงชนมาก็ยากแล้ว ตอนนั้นผมไม่ได้ถ่ายรูปเพราะสติไม่อยู่แล้ว ผมน้ำตาไหล ปกติผมไม่เซนซิทีฟอะไรขนาดนั้น จากที่เราไม่รู้สึกอะไร กลายเป็นว่าเราอินกับความศรัทธาของเขา แล้วจู่ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นผมก็อยากลงน้ำ อยากไปสัมผัสพระแม่คงคา พอลงไปไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คิดได้อย่างเดียวคือเราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า เวลาลอยกระทงขอขมาพระแม่คงคา แต่สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นจากตรงนั้นคือ ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย สมองมันโล่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน มันแจ่มใส มันบริสุทธิ์ยังไงไม่รู้

อีกเหตุการณ์ระหว่างเดินบนสะพานคนเบียดกันมาก เราก็เห็นจุดหนึ่งว่าง ก็คิดโมโหว่าทำไมไม่ไปเดินตรงนั้นมาเบียดทำไม คือคนเยอะถ้าล้มลงนี่โดนเหยียบตายได้ พอผมเดินไปถึงจุดที่มองเห็นว่าว่าง เป็นยายหลังค่อม โหตอนนั้นน้ำตาผมไหลเลยครับ เราปล่อยให้ตัวเองโมโหแล้วจิตเราต่ำสุด สิ่งที่เราเจอคืออะไร นั้นชีวิตหรืออะไร จิตใจเราเป็นอะไร ขณะที่เราร้อน เราด่าเกรี้ยวกราด เราลืมมองอีกด้านหนึ่งว่า นี่คือ ศรัทธาของคน ความบริสุทธิ์ เมื่อตะกี้เราปล่อยให้ภาวะอารมณ์เข้ามาครอบงำ จุดนี้ผมได้เรียนรู้แล้ว”

อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

สงคราม ความงาม เสน่หา

ไปมาร้อยแปดเจ็ดย่านน้ำ แต่ละหนแห่งล้วนมีประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่มหัศจรรย์ หากบ่อยครั้งในการเดินทางไปสู่ดินแดนที่งดงามต้องเฉียดใกล้ความตาย แต่ถามว่าพงษ์พรรณกลัวไหม ตอบว่า กลัว ถามว่าเข็ดไหม ตอบว่า ไม่ เขากลับคิดอีกมุมว่า นั้นคือชีวิต คือการเรียนรู้ แล้วจะมีสักกี่ครั้งกันที่เขาจะโชคร้ายเจอเหตุการณ์อันตรายเหล่านั้น แต่ผลก็ออกมาแล้วว่า บ่อยครั้งทีเดียว

“ทริปแคชเมียร์ (อินเดีย) เดือน ก.ค. 2553 ตรงนั้นเป็นชายแดนอินเดียกับปากีสถาน แคชเมียร์เป็นดินแดนที่สวยมาก มีสงครามกลางเมือง แต่นักท่องเที่ยวไม่ลดลงเลย เพราะมันสวยมากกว่าความกลัว ทริปนั้นเราไปลาดักห์ มีลูกทัวร์ 20 คน ไปทะเลสาบดาล ขากลับไปแคชเมียร์รถติดมาก คนพื้นที่บอกมีแก๊งปาหิน เราไปนอนบ้านนอกเมือง ได้ยินเสียงปืน เห็นควันโขมง เขาบอกว่าเราไปไหนไม่ได้ ได้แค่พายเรือตรงนี้ ในเมืองไม่ปลอดภัย มีการยิงเกิดขึ้น แต่วันรุ่งขึ้นเราต้องบินไฟลต์บ่ายสอง ทางไปสนามบินผ่านเมืองศรีนาคา ไม่มีรถคันไหนกล้าไปส่ง ขอความช่วยเหลือจากสถานทูตอินเดีย เขาบอกจะมาช่วย ก็มีรถออกไปส่งแต่ต้องไปตีสี่ ช่วงเขาทำละหมาดจึงจะปลอดภัย ผมเครียดมาก แต่ต้องบอกความจริงลูกทัวร์ทุกสถานการณ์ ลูกทัวร์ก็เข้าใจคุยกันเฮฮาได้อยู่ แต่ช่วงรถผ่านเมืองคนขับชะลอรถ ทุกคนนั่งนิ่งเงียบมาก คือมีความกดดันอยู่ลึกๆ ครับ ถึงหน้าสนามบินมีขดลวดหนามเขาก็ยังไม่ให้เข้า ถนนมีอึเต็มไปหมด เมื่อไม่กี่วันเราเพิ่งผ่านถนนที่สวยมาก คือถนน Khardung La Pass เป็นถนนที่สูงสุดในโลกอยู่ที่เมืองลาดักห์ แต่วันนี้เรามายืนข้างกองอึ แล้วมีป้าย Welcome To Our Paradise On Earth ก็กลายเป็นเรื่องฮาในทริปได้ครับ”

แคชเมียร์ความงามกลางสงคราม

 

ในนาทีที่เจอกับความไม่แน่นอน ความกังวลความกลัวเกิดขึ้น แต่ถึงแม้ดินแดนไหนมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่ หากยังมีความงามน่าค้นหา ผู้คนมีไมตรี นั้นก็เพียงพอเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้เขาไป

“การเป็นไกด์เราต้องแก้ปัญหาให้เป็นด้วย ถามว่ามีประเทศไหนปลอดภัย 100% ไม่มีหรอก แต่เราต้องรู้ ตื่นตัวตลอดเวลา ประเทศปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมชอบมาก มีข่าวระเบิดบ่อยๆ แต่เขาก็อยู่กันปกติ คนปากีสถานน่ารัก ไปไม่กลัว ธรรมชาติที่นั้นบริสุทธิ์มาก ผมเชื่ออย่างหนึ่ง ต่อให้ประเทศนั้นสวยงามแต่คนไม่น่ารักไม่มีน้ำใจผมก็ไม่ไป”

พบเช้างามหลังเฉียดตาย

 

ทริปอเมริกาใต้ ในปี 2555 เป็นอีกทริปที่พงษ์พรรณเจอเหตุการณ์ทำให้พรั่นสะพรึง เพราะไม่คาดฝันว่าจะเจอภัยใกล้ตัวขนาดนี้ ทริปนั้น 26 วัน เขาไปเยือน เปรู โบลิเวีย ชิลี อาร์เจนตินา บราซิล

“ตอนที่เราอยู่ชิลีมีเหตุการณ์ประท้วง เขาเดินถือป้ายดูร่าเริงดี ไม่รู้สึกน่ากลัว หรือจะมีเหตุการณ์อันตรายรุนแรง เพราะที่อเมริกาใต้มีการประท้วงเยอะมาก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เราก็ถ่ายรูปกัน สักพักมีตำรวจมาสลายการชุมนุม คนก็วิ่งเหตุการณ์เริ่มชุลมุน เรามาหลบในตลาดปลา แล้วตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้ามา เป็นครั้งแรกที่เจอแก๊สน้ำตา นั่งน้ำตาไหล แล้วไปอาร์เจนตินาเขาก็ชุมนุมยึดทั้งประเทศ สายการบินก็งดบิน เราต้องนั่งรถสองพันกิโลเพื่อนั่งไปเมืองหลวงอาร์เจนตินา ระหว่างทางเงียบมาก คนขับก็กังวลว่าปั๊มน้ำมันจะปิดไหม แต่ทริปนั้นก็ผ่านมาได้ ตอนเจอก็โคตรเครียดเลย แต่ที่ผ่านมาได้ก็จากความร่วมมือกับน้ำใจของทุกคน”

 

เป้าหมายที่เฉียดใกล้ความตาย

ยิ่งสูงยิ่งหนาว คงเป็นคำท้าทายสำหรับพงษ์พรรณ เพราะการปีนเขาเป็นอีกกิจกรรมโปรด แม้จะทรหด เส้นทางวิบาก ผ่านวินาทีความเป็นความตายมาแล้วแต่เขาก็ไม่เข็ด ไม่ว่าจะเป็น ยอดเขาฟานซีปัน (Fanxipan) ประเทศเวียดนาม ระดับความสูง 3,143 เมตร เขาก็ไปพิชิตมาเมื่อปี 2549 ยอดเขากีนาบาลู (Kinabalu) ประเทศมาเลเซีย ระดับความสูง 4,095 เมตร เมื่อปี 2551 ไปเทรกกิ้ง Annapurna Base Camp ประเทศเนปาล ระดับความสูง 4,130 เมตร ครั้งแรกเมื่อปี 2552 ติดใจไปซ้ำในปี 2553 สูงสุดในชีวิต ที่ Kala Patthar ระดับความสูง 5,645 เมตร หิมาลัย เนปาล บนเส้นทางเดินเทรกกิ้ง Gokyo Ri-Chola Pass-Everest Base Camp ใช้เวลา 17 วัน เมื่อปี 2554 และล่าสุด เมื่อปี 2558 การเดินรอบภูเขา Manaslu Circuit (ภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 8 ของโลกในเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล) และหุบเขา Tsum Valley ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ภายใน 22 วัน

“ทริปเดินรอบภูเขา Manaslu Circuit และหุบเขา Tsum Valley ผมไปกับน้องผู้ชาย สภาพอากาศตอนนั้นแปรปรวนมาก เราไปหน้าร้อนหิมะไม่ควรเยอะแต่ดันเยอะ Larke Pass คือจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ก็ถูกหิมะปกคลุมทางปิด ผมก็เดินแยกไปอีกทางเพื่อไปซุม วัลเลย์ ติดชายแดนทิเบต เดินถึงจุดหนึ่งไกด์ให้เรากลับที่พักเพราะถ้าบ่ายพระอาทิตย์ส่องหิมะจะถล่มระหว่างทาง แต่เราอยากไปวัดต่อก็ให้ไกด์รอเฝ้าของอยู่ข้างล่าง เดินไปหิมะเยอะมากขาก็จมแล้วเดินๆ ไปก็เริ่มคิดเราไม่รู้ว่าข้างล่างคืออะไร ก็เลือกเดินตามรอยเท้าจามรี มันมีน้ำหนักมาก มันเดินได้คนก็เดินได้ แล้วเราก็รีบเดินลงให้เร็วที่สุด ได้ยินเสียงหิมะถล่มไล่หลังจริงๆ อยู่ไกลแต่เสียงดังมากเหมือนเสียงฟ้าผ่า

พิชิตภูเขาไฟรินจานี

 

อีกวันเราเจอทีมนักปีนเขาชาวสวิส เราต้องเดินตั้งแต่ตีสอง ไกด์เราไม่ค่อยมีประสบการณ์ เราอาศัยเดินตามรอยเท้ากลุ่มใหญ่ ตามแสงไฟฉาย ปกติต้องใช้เวลาเดิน 12 ชม. ถ้าไม่มีหิมะ แต่วันนั้นเราเดินเกิน 16 ชม. แล้วหิมะตกหนักมาก ความสูงประมาณ 5,000 น้องที่ไปด้วยเริ่มหายใจลำบากเพราะออกซิเจนน้อย เดินจนฟ้าใกล้สว่างก็ยังไม่ถึงจุดสูงสุด เราได้เจอแหม่ม 2 คนเดินตามรอยกลุ่มใหญ่เหมือนเรา คนหนึ่งเขารู้สึกจะตาย เขาแพ้ความสูง ภาวะขาดออกซิเจน วิธีที่ผมเรียนรู้มา แล้วเคยทำก็เลยบอกว่าเดินลง เดินลงยิ่งต่ำจะดีขึ้น ตอนนั้นเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับก็ไม่ได้ไม่มีลานจอด อากาศไม่ดี ขมุกขมัว หิมะขาวโพลน กะระยะเวลาไม่ถูก โชคดีของแหม่มทีมสวิสมีหมอมาด้วยก็ฉีดไวน์เข้าร่างกายเขาก็ฟื้น

ผมกับน้องเดินต่อไป เราใส่แว่นดำยังมองจ้าไปหมด ต้องมองให้แน่ใจว่าเหวหรืออะไร ถ้ารู้โหดขนาดนี้ผมไม่ไป ถอดถุงมือดูเล็บ เล็บเป็นสีม่วง เวลาเราเดินขึ้นที่สูงก็ต้องรีบลงให้เร็วที่สุด หิมะก็เริ่มตกรอยเท้าก็หาย เหลือเราสองคนรั้งท้าย ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ ขาลงยากเพราะมันชัน ต่างคนต่างช่วยกันดูก็คลำทางกันไปเรื่อย สไลด์ลงให้เร็วที่สุด สัญลักษณ์ที่รู้ว่าไม่หลงคือมีเสาสีดำปักอยู่เป็นระยะ เราเจอเสาต้นหนึ่งก็ต้องมองหาเสาต้นต่อไป แล้วต้องเล็งทางว่ามันคือเหวหรืออะไร ขาจมในหิมะเดินก็ยาก ผมมีไม้เท้าอันเดียว พอลงสไลด์มันเร็วมากไม่มีมีอะไรรั้งเหมือนเสียหลัก ผมเบรกแล้วเบี่ยงตัวล้ม ไม้เท้าหักแล้วจุดที่ผมหยุดทันอยู่ใกล้เหวนิดเดียวเอง ตอนนั้นเหมือนรอดตายหวุดหวิด สักพักน้องเดินผิดปกติ ภาวะขาดน้ำตาลก็ให้กินฝอยทองกรอบให้มีพลัง ผมปลอบว่าเราเห็นรอยจามรีแล้ว มีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า แต่มันก็เดินไปไม่ถึงสักที หิมะคลุมขาวไปหมด เดินขาติด จนผมนึกว่าเราจะมาตายกันตรงนี้ไหม แต่ก็ฮึดเดินๆๆจนเจอป้าย Ponker Lake อีกไม่นานก็จะถึงหมู่บ้าน Bimthang ที่เราจะไปนอนแล้ว

พม่าเมืองนอนที่ 2 ในชีวิต

 

พอตอนเช้ามาฟ้าใสมาก เหมือนป่าในเทพนิยาย คนละเรื่องกับเมื่อวานเลย สวยมาก ทริปนี้เดินยากที่สุดของการเทรกกิ้งที่เนปาลเลย แต่มันคุ้มมาก ตอนเดินทะเลาะกันชิบหายแต่ได้มิตรภาพกลับมา ได้เห็นความเป็นความตาย ถ้าเรายอมแพ้ไม่เดินต่อเราตายแน่ แต่เราสู้ ตอนนั้นมันเกินคำว่ากลัว เหมือนความรับผิดชอบด้วยเพราะเราต้องพาน้องไปให้รอด”

พงษ์พรรณให้เหตุผลที่ชอบปีนเขาว่า “เหมือนได้อยู่กับตัวเอง ภูเขาใหญ่มหึมา เราตัวเล็กนิดเดียว แต่มันอยู่ที่ใจจริงๆ ที่เราค่อยๆ เดินไต่มันขึ้นๆ ไป”

ภูเขาไฟรินจานี (Rinjani) สูง 3,726 เมตร เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย ยังมีการปะทุอยู่เป็นระยะๆ พงษ์พรรณไปถึง 2 ครั้ง รอบแรกปี 2552 แต่ไม่สามารถพิชิตยอดเขาได้เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกแล้ว เพราะภูเขาไฟปะทุรุนแรง ลาวาไหลเยิ้มเปลี่ยนสีทะเลสาบสีเขียวกลายเป็นสีเหลือง ผิวกายสัมผัสความร้อนไม่สามารถเดินต่อไปได้ แม้ครั้งนั้นเขาเลือกหันหลังกลับ แต่ในปี 2556 เขาก็กลับไปพิชิตยอดภูเขาไฟรินจานีได้สำเร็จ

 

“ผมไปโดยไม่เช็กข่าว ผมขึ้นเขาไป 8 ชม. นอนอยู่บริเวณริมทะเลสาบรอบปากปล่อง ไปถึงภูเขาไฟปะทุปล่องภูเขาไฟมีลูกไฟเล็กๆ มันปะทุตลอด ดูคล้ายดอกเห็ด แล้วลาวาไหลลงทะเลสาบ เรามองเห็น เราไปต่อไม่ได้เพราะยอดปล่องใหญ่สูงสุดอยู่อีกฝากหนึ่ง เราต้องลงไปใกล้อันเล็กซึ่งอันเล็กมันปะทุมาก เห็นแค่นั้นก็ตื่นเต้นมากแล้วครับ ยิ่งเวลากลางคืนเห็นแสงลาวาเหลืองชัดมาก พอเราลงกลับมาทางการเขาก็ประกาศภาวะเสี่ยงภัย

สำหรับผมภูเขาไฟรินจานีปีนยากสุด เพราะเหนื่อยกว่าเอเวอร์เรสต์เบสแคมป์ พราะวันปีนไปยอดต้องขึ้นเวลาตี 3 เดินยากเพราะเป็นดินภูเขาไฟร่วนๆ เดินขึ้นก้าวก็ลื่นไหลลง ทรายเข้ารองเท้ามันก็หน่วงยกก้าวเท้าลำบาก เดินเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่พอไปถึงก็คุ้มค่า ถ่ายรูปกับป้ายแล้วเดินลง ตี 3 ยันบ่าย 3 สุดๆ ครับ”

สำหรับผู้ชายคนนี้เขาเลือกแล้วว่า การออกไปยังที่ต่างๆ คือการนำชีวิตไปใช้ และได้พบชีวิตใหม่ทั้งของตัวเองและผู้อื่น เขาได้เรียนรู้หลายอย่างจากเจ้าถิ่น สัมผัสได้ในน้ำใจอันงดงามของเพื่อนมนุษย์ที่มีไม่แพ้ความงามของธรรมชาติเลย เขาได้เห็นโลกกว้างและใจได้สัมผัสในหลายสิ่งหลายอย่าง ถามว่าพอหรือยัง ยังหรอก เขายังมีลมหายใจ เขายังมีเส้นทางให้ไปได้อีก และเขาไม่พรั่นพรึงต่อสถานการณ์ใดๆ สิ่งหนึ่งที่เขายึดมั่นก็คือ เมื่อคิดดีทำดีเขาก็หวังจะได้พบปะสิ่งดีๆ เช่นกัน

 

Leave a comment