เอกชัย วรรณแก้ว เกิดมาเท่ากันความต่างนั้นคือใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411888

เอกชัย วรรณแก้ว เกิดมาเท่ากันความต่างนั้นคือใจ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

รอยเท้าเล็กๆ บนพื้นน้ำแข็งของชายผู้พิการแขนทั้งสองข้างและขาที่ผิดปกติจากการคลอดก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียง 6 เดือน เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของ เอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินพิการที่ลุล่วงภารกิจเดินขึ้นยอดเขาคิลิมันจาโร เพื่อวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ก่อนออกเดินทางหลายคนปรามว่า “เป็นไปไม่ได้”

เอกชัย เป็นจิตรกร จบการศึกษาปริญญาตรีคณะจิตรกรรมสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เพาะช่าง ปัจจุบันอายุ 37 ปี หารายได้จากการเขียนรูปขาย และเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจเขากล่าวว่า แค่คำพูดมันสู้ลงมือทำไม่ได้ จึงคิดอยากปีนเขาเพื่อวาดภาพ โดยแรงสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้สำเร็จคือ หนึ่ง–วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ไปชูธงชาติไทยบนยอดเขาเอเวอเรสต์ เขาบอกเอกชัยว่า ถ้าจะปีนจริงต้องทำให้ยิ่งใหญ่ และสำหรับคนไทยคงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าในหลวง เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ยอดเขา แต่อยู่เหนือเกล้าของคนไทยทุกคน

 

“ผมเป็นวิทยากรมา 3 ปีแล้ว ผมเห็นปัญหาของคนไทยดีว่า ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่การศึกษา แต่ปัญหาที่เด่นชัดและมีมากที่สุดคือ กำลังใจ ตอนนี้เวลาเจอปัญหา เขาจะท้อ และชอบบอกกับตัวเองว่าทำไม่ได้ เหนื่อย ยาก ทั้งที่จริงๆ เขาทำมันเต็มที่แล้วหรือยัง ผมเลยตัดสินใจปีนเขาเพื่อทำให้เขาเห็นว่า ผมคิดแล้วผมก็ทำ ทำให้เห็น ทำมันให้เต็มที่”

ยอดเขาคิลิมันจาโร อยู่ในประเทศแทนซาเนีย เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ใช้เวลาเดินขึ้น 4-5 วัน ท่ามกลางอากาศหนาว ลบ 25 องศาเซลเซียส หลังจากค้นหาข้อมูล สิ่งที่เอกชัยกังวลมีอยู่อย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องจะไปถึงยอดหรือไม่ แต่กังวลว่าจะไปเป็นภาระทีมงานหรือเปล่า เขาจึงฝึกซ้อมอย่างหนัก 3 เดือนก่อนออกเดินทาง โดยการเดินขึ้นตึก 63 ชั้น “วันแรกผมแทบตาย แต่พอเดินวันที่สองวันที่สามรู้สึกว่ามันใกล้ขึ้น” จากนั้นไปฝึกเดิน 2-3 กม. ที่สวนลุมฯ เกือบทุกอาทิตย์ ควบคุมการหายใจ ควบคุมการกินอาหาร จนรู้สึกมีความมั่นใจ”

 

กระทั่งถึงวันเดินทาง ทีมงานไปถึงแทนซาเนียวันที่ 26 พ.ย. 2558 โดยมีแผนจะเดินขึ้นเขาวันที่ 28 พ.ย. และไปถึงยอดวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเอกชัยจะเขียนภาพพ่อหลวงในวันพ่อแห่งชาติ

“ผมเกือบถอดใจวันที่สาม” เขาเล่า “ตอนนั้นอยู่จุดพักที่ความสูง 4,500 เมตร ผมเดินเร็วเกินไปทำให้ร่างกายปรับความดันอากาศไม่ทัน ปวดหัวจนนอนไม่หลับ จากนั้นอาเจียนตั้งแต่ 6 โมงเย็นยันตี 5 อาเจียนจนไม่มีแรง จนต้องกินยาแก้ปวดอย่างแรงให้นอน พอตื่นขึ้นมาก็เดินต่อ แต่เดินได้เพียงชั่วโมงเดียวก็เดินไม่ไหว ต้องเปลี่ยนมานอนในเปลสนามแล้วให้ลูกหาบแบก ตอนนั้นในใจคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ เราไม่อยากเป็นภาระ” แต่ไม่ว่าอย่างไร เอกชัยก็ผ่านจุดนั้นไปได้ เพื่อมาเผชิญกับสิ่งท้าทายถัดไป

 

“พี่หนึ่งคิดมาแล้วว่าจุดไหนผมควรเดิน จุดไหนอย่าดื้อ เพราะบางช่วงหิมะสูงเท่าเข่า แต่สำหรับผมมันสูงเท่าเอว ซึ่งตลอดเวลาที่เดินเจอกับสภาพอากาศแปรปรวนตลอดเวลา โดยเฉพาะวันที่จะเดินไปถึงยอดเขา วันนั้นอากาศเลวร้ายมาก ฝนตก หิมะตก อากาศปิดมองไม่เห็นอะไรเลย ในใจคิดอย่างเดียวว่าพอไปถึงจะเขียนภาพได้ไหม เพราะทุกอย่างมันมืดไปหมดเลย” เขายังกล่าวด้วยว่า การไม่ได้ขยับตัวและถูกกระแทกบนเปลสนามตลอดเวลา บางวันยาวนานถึง 7 ชั่วโมง ไม่ใช่ความสบายอย่างที่เห็น

เอกชัยถูกแบกขึ้นไปถึงยอดคิลิมันจาโรพร้อมกับวิทิตนันท์ และลูกหาบที่เดินมาถึงก่อนทีมงานคนอื่นๆ บนจุดนั้นลูกหาบเตือนว่าอยู่ได้ไม่เกิน 10 นาที เพราะอากาศเบาบางและหิมะลงหนัก หนักเสียจนไม่ปรานีศิลปินพิการที่ดั้นด้นขึ้นมากว่า 6,000 เมตร

 

“เทวดาครับ” ไม่ใช่เสียงของเอกชัย แต่เป็นวิทิตนันท์ที่กำลังขอร้องดินฟ้า เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว “ผมมาที่นี่เพื่อในหลวง ผมอยากให้น้องเอกได้เขียนภาพ” ในขณะที่ลูกหาบก็พูดว่า เป็นไปไม่ได้ และเร่งเร้าให้ทุกคนลง แต่สิ่งที่เขาเรียกว่า ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

“ลูกหาบตะลึง” เอกชัยกล่าวแบบนั้น “เชื่อไหม อยู่ดีๆ ท้องฟ้าก็เปิดเหมือนมีคนไปเปิดสวิตช์ไฟ แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่ผม และสาดไปที่ทีมงานที่เดินอยู่ข้างล่าง เหมือนมีคนฉายสปอตไลต์ พี่หนึ่งชูภาพในหลวงที่เตรียมมาขึ้นเหนือหัว แล้วผมกับเขาก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ร้องตะโกนให้คนข้างล่างได้ยิน ร้องทั้งน้ำตา”

 

จากนั้นเมื่อทุกคนขึ้นมาถึงยอด เอกชัยก็เริ่มวาดภาพ เขาถอดเสื้อหนาวออกหลายชั้นเหลือเพียงเสื้อ 2 ตัว เพราะต้องใช้คอจับพู่กัน แต่ที่เขายังแปลกใจตัวเองอยู่คือ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส ทำไมเขาไม่รู้สึกหนาวจนกระทั่งเขียนภาพเสร็จ

“เชื่อไหม พอทุกคนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเก็บของทุกอย่างเสร็จ อากาศกลับมาปิดอีกครั้ง หิมะตก หมอกมา แล้วดูท่าจะหนักกว่าเดิม” เอกชัยเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง “สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผมว่ามันคือเรื่องมหัศจรรย์ ผมเชื่อว่ามันคือพลังความตั้งใจของพวกเราทั้ง 11 คน ที่ตั้งใจทำเพื่อในหลวงของเราจริงๆ”

 

ในวันที่สัมภาษณ์ เอกชัยใส่เสื้อสกรีนลาย Impossible Dream เหมือนกับการเดินทางครั้งนั้นที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่เขาสามารถทำได้สำเร็จ และเมื่อทีมงานทุกคนกลับมายังประเทศไทย พวกเขาไม่เพียงนำพาความภาคภูมิใจกลับบ้าน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้คนไทยทุกคน

เอกชัย กล่าวว่า ความสุขของเขาคือการเห็นทุกคนทำได้ เห็นทุกคนไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และเห็นทุกคนไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง เพราะครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยสิ้นหวัง แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นสู้

เอกชัย เกิดในครอบครัวชาวนา แต่ชอบงานศิลปะ ตัดสินใจเรียนด้านนี้ตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย แต่มาเจอปัญหาครั้งใหญ่ตอนเรียนปี 3 ตอนนั้นเขาทำงานแทบไม่มีเวลาพัก พอเรียนเสร็จต้องไปนั่งรับจ้างเขียนรูปที่สะพานพุทธ นอนวันละไม่ถึง 3 ชั่วโมง บางวันไม่มีแม้แต่เงินกินข้าว และต้องเครียดว่าอาจารย์จะสั่งงานอะไร และจะต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่มอีก

“ผมสู้มาเกือบ 3 ปี มันเหนื่อยเกินไป ผมรู้สึกไม่ไหว ถึงแม้ว่าผมจะเคยลำบาก แต่ไม่เคยลำบากมากขนาดนี้ อย่างน้อยถ้าเรากลับบ้านเรายังมีข้าวกิน จึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่ตอนที่จะโบกรถเมล์กลับบ้าน หัวผมมันเหมือนเทปคาสเซตย้อนกลับไปตอนที่ผมจะออกจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ คนข้างบ้านพูดกับแม่ผมว่า ส่งลูกเรียนทำไม ส่งไปก็เรียนไม่จบ จบมาก็หางานทำไม่ได้” คำพูดนั้นมันก้องวนอยู่ในหัว “ถ้าเรากลับบ้านไปตอนนี้ สิ่งที่เราต่อสู้มา 3 ปีมันเท่ากับศูนย์เลยนะ ลองดูซิถ้าสู้อีกปีกว่าแล้วมันจะตายก็ให้มันรู้ไป” ว่าแล้วกระเป๋าเสื้อผ้าก็ถูกนำมาวางไว้ที่เก่าส่วนเขาเหมือนโชคชะตาเข้าข้าง รายการคนค้นฅนติดต่อมาทำสารคดี และได้ทุนเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี

คำโปรยบนปกหนังสือ ใจเปลี่ยนโลก เขียนโดย เอกชัย วรรณแก้ว พิมพ์ไว้ว่าอย่ามองแต่สิ่งที่ขาด จนพลาดในสิ่งที่มี “ทุกคนเกิดมาเท่ากัน ที่มีไม่เท่ากันคือใจ” เขาก้มศีรษะไปที่อกข้างซ้าย “คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือคนที่ถอดใจ ทุกคนสามารถเรียนรู้กันได้ คนที่เขาทำสำเร็จคือคนที่พยายามมากกว่าเราเท่านั้นเอง”

เป้าหมายต่อไป เอกชัยอยากเปิดทอล์กโชว์ 4 ภาค เพื่อไปชาร์จพลังใจให้คนที่รู้สึกท้อแท้ และฉุดคนที่กำลังล้มให้ลุกขึ้นมา นอกจากนี้เขายังส่งมอบแรงบันดาลใจทุกวันในเฟซบุ๊ก เอกชัย วรรณแก้ว หรืออ่านกันยาวๆ ในหนังสือของเขาเรื่องใจเปลี่ยนโลก

 

Leave a comment