ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414939

โดย…สุภชาติ เล็บนาค
เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สะท้อนความพยายามในการให้สื่อออนไลน์ขนาดยักษ์ 3 บริษัท ตั้งแต่กูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ เบิกทางให้รัฐ “สอดส่อง” ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ
แปลว่าจากเดิมที่ต้องขอ ”หมายศาล” เพื่ออนุญาตให้มีการสอดส่อง หากทั้งสามบรรษัทขนาดยักษ์ให้ความร่วมมือ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง” ก็สามารถเหวี่ยงแห ตรวจสอบได้ทุกโพสต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และขัดต่อศีลธรรมที่รัฐคิดว่าดีงาม
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกูเกิลปฏิเสธไม่เล่นด้วย และยืนยันการใช้หมายศาล ขณะที่ไลน์ก็ไม่ได้ตอบรับท่าทีดังกล่าว เพียงแต่บอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือ โดยยึดหลักการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เท่านั้น
ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ท่าทีดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมานาน แต่ก็ยังติดอยู่ล็อกเดิมคือ ต้องใช้หมายศาล จึงจะให้มีการสอดส่องข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม หากนำล็อกดังกล่าวนี้ทิ้งไป หรือมีการนำกฎหมายพิเศษมาใช้ บรรษัทอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าแคร์ลูกค้าหรือไม่ เพราะหากรัฐประกาศออกสู่สาธารณะ ลูกค้าย่อมตกใจ และรู้สึกไม่เชื่อใจโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เคยใช้อยู่ทุกวันแน่นอน
ทศพล ยกตัวอย่างเรื่องที่ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแฉว่าบริษัท AT&T เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถ “ดักฟัง” การใช้งานโทรศัพท์ได้ เมื่อปี 2555 ได้สร้างความสั่นคลอนความไว้วางใจต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมากว่าบริการติดต่อสื่อสารที่ใช้งานอยู่ทุกวันนั้น มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งหากผู้บริโภคพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐดักฟัง ย่อมทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และบริษัทเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้แน่นอน
“ความไม่ไว้ใจของผู้ใช้งานได้สร้างโอกาสให้กับบริษัททางเลือก ที่ใช้ความเป็นส่วนตัวเป็นจุดขาย รวมถึงมีการตั้งค่าเข้ารหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกค้า ให้มีโอกาสได้เติบโตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าได้ ก็มีสิทธิที่ลูกค้าจะเลิกใช้งานเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า รัฐมีโอกาสที่จะอาศัยอำนาจที่มีออกกฎหมาย เพื่อสอดส่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ ทำธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงได้รายได้จากคนไทยเป็นจำนวนมหาศาล
“เพราะฉะนั้น รัฐอาจประกาศใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ต้องอนุญาตให้รัฐสอดส่องข้อมูล หรืออาจใช้มาตรการทาง “ภาษี” จากเงินค่าโฆษณา ซึ่งทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ ได้รับอยู่เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เพื่อเป็นการบีบให้บรรษัทเหล่านี้ต้องเปิดช่องให้รัฐเข้าไปสอดแนมในที่สุด ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้” ทศพล ระบุ
ทั้งนี้ ทศพล เสนอแนะว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตควรใช้พลังที่มี เพื่อกดดันไปยังผู้ให้บริการต่างๆ ว่า “ความเป็นส่วนตัว” นั้น มีค่ามากแค่ไหน และหากเปิดช่องให้รัฐเข้ามาแทรก ผู้ใช้งาน จะคว่ำบาตรการใช้งาน เพราะหากอินเทอร์เน็ตปราศจากความเป็นส่วนตัว ประชาชนก็ต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงจากการแทรกแซงโดยรัฐมากขึ้นไปอีก
ขณะที่ สฤณี อาชวานันทกุล ประธานมูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง กล่าวว่า น่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ ไม่ได้ตั้งใจปฏิรูปสื่อเพื่อเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน แต่กลับไปเน้นการจำกัดสิทธิประชาชนมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามยังเห็นข้อดีอยู่บ้างว่า การขอความร่วมมือหมายถึง รัฐไม่สามารถสอดส่องได้ จึงต้องอาศัยการเจรจากับผู้ให้บริการอย่างในปัจจุบัน
ทั้งนี้ สฤณี เห็นว่า การขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอย่างกูเกิล เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหานั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะกูเกิลไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้อความไหน หรือเนื้อหาแบบไหน ที่เข้าข่ายเป็น “ผู้ต้องสงสัย” ของรัฐ การขอความร่วมมือ จึงเป็นลักษณะสอดแนมแบบเหวี่ยงแห
“ที่แย่กว่าก็คือการขอความร่วมมือจากไลน์ ซึ่งเป็นลักษณะการสื่อสารส่วนตัว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมีแนวคิดที่จะข้ามเส้นความเป็นส่วนตัว โดยเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคงเข้ามาสอดส่อง ซึ่งก็อาจจะอธิบายได้อีกอย่างว่าความเป็นส่วนตัวของคนไทยไม่มีความหมายอีกแล้ว” สฤณี ระบุ
อย่างไรก็ตาม สฤณี เชื่อว่า เป็นไปได้ยาก ที่รัฐจะใช้อำนาจพิเศษเร่งออกกฎหมายให้ผู้ประกอบการเปิดช่องให้เกิดการสอดแนม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อคิดจะเริ่มใช้ Single Gateway ก็ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนต้องถอยในภายหลัง ขณะเดียวกันก็ยากที่ผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือกับรัฐ เพราะความเป็นส่วนตัวยังเป็นนโยบายหลักของผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด
“ที่ผ่านมา จึงมีการขีดเส้นว่า หากรัฐต้องการได้ข้อมูลจากการใช้บริการก็ต้องขอหมายศาลเป็นอันดับแรก และให้สอดส่องเฉพาะผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจกระทำความผิดเท่านั้น เพราะหากปล่อยให้มีการเซ็นเซอร์อย่างอิสระโดยรัฐ บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือ ลูกค้าหาย รวมถึงไม่สามารถทำธุรกิจได้อีกต่อไป” สฤณี ระบุ