ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417871

โดย…ว.แหวน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
ฉันเป็นคนหนึ่ง…ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า “เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี” ไม่ได้วัดตัวเองจากการทำบุญ เข้าวัดเข้าวา แต่วัดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน การยึดถือสติสัมปชัญญะเป็นหลักในทุกๆ การตัดสินใจของชีวิต การดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี การรักษาศีล แม้จะไม่ได้เคร่งครัด เพราะไม่ได้รู้สึกเคร่งครัด แค่ทำไปตามสำนึก แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันน่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นน้อยมาก และเชื่อมั่นว่าผ่านทุกเรื่องร้ายและดีมาด้วยสติเสมอ ไม่มีเรื่องใดที่อยากข้ามๆ หรือลืมๆ มันไป เพียงเพราะคำว่า “ขาดสติ”
ฉันศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีซึ่งข้อสงสัย พระพุทธเจ้าสอนให้เราเชื่อและศรัทธาด้วยเหตุและผล ทุกผลย่อมมีเหตุปัจจัยเสมอ และทุกเหตุปัจจัยก็ย่อมส่งผลกลับมายังผู้กระทำไม่ช้าก็เร็ว ฉันยกย่องให้พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะทุกคำสอน ผ่านการทดลอง เรียนรู้ด้วยชีวิตจริงๆ ไม่ใช่เรื่องมโน
แต่ ณ วันนี้ หลายอย่างมันดูผิดเพี้ยนไป เราศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่เราชักจะไม่ศรัทธาใน “ผู้ถ่ายทอด” เหมือนเกมการเล่นอย่างหนึ่ง ที่ให้เรายืนเรียงแถวกัน แล้วให้คนหัวแถวคิดคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง เพื่อบอกต่อๆ กันไป ด้วยการกระซิบข้างหู ส่งตรงถึงหูคนข้างๆ แต่น่าแปลก! ที่คนสุดท้าย มักสรุปคำพูดนั้นออกมา เป็นคนละเรื่องกับประโยคแรกที่คนแรกพูด อาจคล้ายคลึงกันบ้าง แต่น้อยมากที่จะเหมือนกันทุกคำ ที่หนักมากก็ไปกันคนละทาง คนละความหมาย คนละเรื่องราวกันเลย นั่นสิ! ทำไม?
นี่ขนาดพูดกรอกหู ไม่ต้องผ่านใคร คนฟังยังจำไม่ได้ แล้วคำสอน บทสวดเป็นตั้งๆ ล่ะ ไม่ทุกคนหรอกที่จะเข้าใจ ยึดถือ ปฏิบัติ ได้ตรงตามเจตนารมณ์ของแก่นแท้ศาสนา ไม่ว่าพระสงฆ์ หรือฆราวาส เรารับสิ่งใดมา สมองเราจะเป็นดิกชันนารีแปลเองเออเอง ทุกสิ่งที่รับเข้า ล้วนต้องผ่านการแปลที่มาจากความคิด ความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างกันไปตามความรู้และสติปัญญา รวมไปถึงสามัญสำนึก และกิเลสที่สะสมอยู่ในตัวเอง
“อะไรคือกิจของสงฆ์?” และ “อะไรที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์?” หลักธรรมคำสอน บทบัญญัติใดๆ ก็ไม่มีความหมายถ้ากิเลสหนากว่า ต่อให้รู้ว่าถูกผิดคืออะไร? แต่หากเราให้กิเลสครอบงำชีวิตจนเป็นนิสัย เราก็สามารถแถให้ผิดเป็นถูกได้เสมอ คนที่แยกผิดแยกถูกไม่ได้ วันหนึ่งอาจมีปาฏิหาริย์ให้เขาคิดได้ แต่สำหรับคนที่รู้ถูกผิด แต่เลือกทำผิดให้เป็นถูก โดยอาศัยช่องโหว่ทั้งในทางกฎหมายและทางธรรม ฉันถือว่าเขาเป็นคน “ฉลาด” ในการแสวงหาผลประโยชน์ แต่เขาเป็นคน “เขลาเบาปัญญา” ที่ไม่สามารถเอาชนะกิเลสในตัวเองได้ ต่อให้ห่มผ้าสีอะไร ท่องบทสวดมนต์ได้เป็นร้อยเป็นพัน นั่งให้ผู้คนกราบไหว้ได้ด้วยความภูมิใจ หรือสามารถแปลงร่างได้ จากเทพเป็นมาร จากมารเป็นเทพ แล้วแต่สะดวก เอาที่สบายใจ ลองถามพวกเขาเหล่านั้นดูว่า…ตอนนี้คุณกำลังทำหน้าที่อะไรอยู่? ถ่ายทอดคำสอนตามหลักพุทธศาสนาหรือ? พลเมืองดีของชาติ? กิจของสงฆ์? หรือเป็นเพียงมาร ทำงานตามคำสั่งของกิเลส?
เราทุกคนต่างมีหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจส่วนตัว กิจสาธารณะ กิจสังคม (ไม่ได้สังกัดพรรคใดๆ นะ) แต่ทุกๆ ภารกิจต้องทำอยู่บนพื้นฐานของความดี ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า…ทุกภารกิจถูกต้องดีงามเสมอ ถ้าทำด้วยความสำนึกในความดี และภารกิจเหล่านั้น ต่อให้แชร์ แฉ หรือโชว์ให้ใครเห็น มันควรเป็นภาพที่เรามองเห็นแสงแห่งความดีงามพุ่งออกมา ไม่ใช่การมุ่งหมายเข่นฆ่าของคนในชาติเดียวกัน “สงฆ์และฆราวาส” เราแยกจากกันด้วยอะไร? แค่เพียงผืนผ้าที่ห่มกายแค่นั้นหรือ?
แล้วกิจของสงฆ์อันใดที่ทำให้ภาพที่เรามองเห็นนั้นน่าอนาถเยี่ยงนี้?