ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417325

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
อาหารจีนร่วมสมัยร้าน ลี คาเฟ่ ที่ทำให้คนไทยระดับกลางๆ สามารถเข้าถึงรสชาติอาหารจีนแบบภัตตาคารได้ง่ายขึ้น วันนี้ ลี คาเฟ่ อยู่ภายใต้การบริหารของรัสรินทร์ ภัทรพรไพศาล หรือ “นุช” ในวัย 37 ปี ทายาทรุ่น 2 ที่เข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ทั้งธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ “ลี เพลส” บนย่านพระราม 3 และธุรกิจร้านอาหารจีนสไตล์ร่วมสมัย “ลี คาเฟ่” ที่อยู่ในตลาดมานานร่วม 10 ปี ที่มีสาขาในปัจจุบันถึง 8 แห่ง ที่มุ่งทำเลหลักในศูนย์การค้าใจกลางเมือง จับกลุ่มคนทำงานและครอบครัวร่วมสมัย
รัสรินทร์ เป็นลูกคนกลาง จากจำนวนพี่น้อง 3 คน โดยได้เข้ามาช่วยธุรกิจอย่างจริงจังในกลุ่มร้านอาหารตั้งแต่ช่วงที่คุณพ่อ (ชัยพร ภัทรพรไพศาล) เริ่มสร้างแบรนด์ ลี คาเฟ่ ใหม่ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ด้วยร้านแบรนด์นี้ต่อยอดมาจากประสบการณ์ทางธุรกิจและฝีมือในแวดวงร้านอาหารสไตล์จีนที่คุณพ่อสั่งสมมานานร่วมกว่า 30 ปี
หน้าที่หลักๆ คือ ด้านดีเวลอปเมนต์ พัฒนาธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ ลี คาเฟ่ โดยเฉพาะการมองหาทำเลขยายสาขาใหม่ๆ ซึ่งมองว่าธุรกิจร้านอาหารจีน ลี คาเฟ่ จะสามารถขยายสาขาได้เต็มที่อยู่ที่ราวๆ 15 สาขา เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ 8 สาขา ด้วยมองว่าจำนวนสาขาดังกล่าวเป็นตัวเลขกำลังดี ที่สามารถควบคุมได้ทั้งด้านคุณภาพและบริการให้ลูกค้าได้มาตรฐานเดียวกันทั้งรสชาติและบริการเหมือนกันทุกสาขา
ปัจจุบันในเครือลี เพลส ยังมีแบรนด์อื่นๆ อย่าง ภัตตาคาร ลี คิทเช่น ร้านอาหารไทย ลี เพลส และล่าสุดแบรนด์ “ครัวครบรส” ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดร้านอาหารอีกครั้ง โดยเปิดสาขาแรกในศูนย์การค้าชุมชน (คอมมูนิตี้มอลล์) พลัส มอลล์ บนถนนศรีนครินทร์ เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา
รัสรินทร์ บอกว่า การทำธุรกิจร้านอาหารนั้น ปัญหาหลักๆ จะอยู่ที่ด้านบุคลากร ซึ่งแม้ว่าจะเป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับธุรกิจอื่นๆ ก็ตาม แต่ร้านอาหารจะค่อนข้างละเอียดและซับซ้อนกว่าตรงที่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เกิดเฉพาะแต่ละสาขาด้วย โดยเฉพาะด้านแรงงานในตำแหน่งพนักงานบริการเสิร์ฟอาหารที่กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ คือ พนักงานแรงงานต่างชาติ ที่แม้ว่าจะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีความขยันอดทนเป็นเลิศอย่างมาก แต่ก็ยอมรับว่าแรงงานกลุ่มนี้จะมีปัญหาด้านการสื่อสารอย่างภาษาไทยที่อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ในการรับจด (ออร์เดอร์) รายการอาหารเมนูต่างๆ ที่เกิดความไม่เข้าใจระหว่างกันได้
“สำหรับแรงงานต่างชาติ ทางร้านจะให้ค่าแรงเทียบเท่ากับที่กฎหมายแรงงานขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 300 บาท/วัน ตามที่รัฐบาลยุคนั้นประกาศ แต่ทีนี้ก็จะมีปัญหาตามมา ตรงที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดเกณฑ์ทักษะการทำงานไว้ เช่น ความรู้ความเข้าใจด้านภาษาไทย ซึ่งจุดนี้ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบกับพนักงานไทยที่ได้ค่าแรงเท่ากัน ซึ่งนุชก็จะแก้ปัญหาด้วยการปรับเงินอัตราจ้างในส่วนของพนักงานคนไทยเพิ่มขึ้นในรูปแบบเงินเดือน” รัสรินทร์ เล่าเสริม
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการตรวจสอบการดำเนินกิจการสาขาแต่ละร้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ด้วย โดยจะมีฝ่ายตรวจสอบจากภายนอกเข้ามาเช็กลิสต์เกณฑ์ต่างๆ ที่วางไว้ราว 7 ข้อ โดยที่พนักงานร้านแต่ละสาขาจะไม่รู้ตัวว่าเป็นใคร เพื่อควบคุมหัวใจหลักของธุรกิจร้านอาหาร ลี คาเฟ่ คือ ด้านการบริการและรสชาติอาหาร ซึ่งได้ทำเรื่องนี้มาราว 7-8 ปีแล้ว
นอกจากการพัฒนาธุรกิจแล้ว เธอยังเป็นเจ้าโปรเจกต์ด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นออกมาอีกมากมายในอนาคต อย่างล่าสุด ร้านอาหารไทยแบรนด์ใหม่ “ครัวครบรส” ที่เกิดจากลูกค้าในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ลี เพลส ต่างชื่นชอบรสชาติอาหารไทยเมนูต่างๆ ในร้าน ทั้งอาหารจานเดียว อาหารเป็นกับข้าว และอื่นๆ จึงเกิดไอเดียขึ้นอยากจะต่อยอดมาเป็นร้านอาหารไทยที่มีสาขาจริงจังขึ้นมา
สำหรับร้านครัวครบรส มีพื้นที่ให้บริการราว 70 ที่นั่ง ชูจุดเด่นด้านวัตถุดิบสดใหม่ โดยเฉพาะเครื่องแกงไทยที่ทางร้านผลิตขึ้นเองจากครัวกลางที่ส่งตรงมาถึงร้าน ทำให้เมนูอาหารไทยทุกจานของที่นี่มีรสเด็ด เผ็ดร้อน กลมกล่อม สมกับที่เป็นอาหารไทยจริงๆ ทั้งเมนูสารพัดน้ำพริก อาหารจานเดียว อย่างข้าวขาหมู แกงเขียวหวาน ฯลฯ ไม่ต่ำกว่า 60 เมนูอร่อยนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเมนูเด็ดอย่าง ฮอตพอต 2 น้ำ คือ น้ำซุปต้นตำรับ(ออริจินัล) และน้ำซุปเย็นตาโฟ สูตรเด็ดของร้านลี คาเฟ่ ที่ถูกนำมาเสิร์ฟให้บริการที่ร้านครัวครบรสด้วย โดยจับกลุ่มเป้าหมายหลักลูกค้าครอบครัว

หลังจากเปิดตัวร้านอาหารไทยดังกล่าวขึ้นแล้ว ต่อไปคือการพัฒนาธุรกิจร้านดังกล่าวในรูปแบบ (บิซิเนส โมเดล) ใหม่ คือ ฟู้ดทรัก ครัวครบรส ร้านอาหารไทยรถเคลื่อนที่ ซึ่งโมเดลใหม่นี้จะเจาะกลุ่มตลาดลูกค้า องค์กร บริษัท ผ่านงานสัมมนา หรืองานแสดงสินค้า นิทรรศการต่างๆ ซึ่งจะมีรายการอาหารที่ให้บริการหมวดประเภทของทอดต่างๆ อย่างขนมผักกาด ไก่ทอด เป็นต้น ซึ่งจะคิดอัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ผู้จัดงานกำหนดไว้ หรือคิดอัตราขั้นต่ำต่อหัวตั้งแต่ 80-150 บาท สำหรับ 80 คนขึ้นไป เป็นต้น พร้อมเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือน มี.ค.นี้
สำหรับโมเดลนี้จะทดลองทำไปก่อนระยะหนึ่ง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาในอนาคต ซึ่งในเบื้องต้นจะมีเพียง 1 หน่วยรถให้บริการก่อน ด้วยมองเห็นว่าบริการร้านอาหารเคลื่อนที่แบบนี้กำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งครัวครบรสจะชูจุดเด่นจากเมนูอาหารขึ้นชื่อของทางร้านมาให้บริการเพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ธุรกิจไปพร้อมกันด้วย ก่อนตัดสินใจขยายสาขาในรูปแบบร้านเดี่ยวเพิ่มในอนาคตที่วางจำนวนไว้ประมาณ 5 สาขา
จากมุมมองในฐานะที่เป็นผู้บริหารคนรุ่นใหม่ เห็นว่าปัจจุบันหากจะขยายธุรกิจสาขาร้านในทำเลใจกลางเมืองอาจจะยากขึ้นซึ่งจะต่างจากในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป จะเห็นได้ชัดเจนปัจจุบัน หากเป็นวันธรรมดาคนจะนิยมรับประทานอาหารในร้านใจกลางเมือง แต่หากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบครัวรุ่นใหม่จะทานอาหารในร้านสาขาใกล้บ้าน หรือศูนย์การค้าชานเมืองมากกว่า จึงคิดว่าควรนำแบรนด์ครัวครบรสเข้าไปขยายสาขาให้บริการในอาคารสำนักงานจะดีกว่า และยังไม่เข้าไปแย่งลูกค้ากันเองกับแบรนด์ ลี คาเฟ่ ที่มีทำเลหลักในศูนย์การค้าด้วย
ด้วยความที่คลุกคลีกับงานครัวในธุรกิจอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ จากการเข้าไปช่วยงานที่บ้านซึ่งทำธุรกิจแคนทีนให้กับธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ สีลม ในแทบทุกตำแหน่งตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ เก็บกวาดโต๊ะ ไปจนถึงแคชเชียร์ เก็บเงิน ซึ่งเธอ บอกว่าเป็นชีวิตลูกแม่ค้าจริงๆ ที่สั่งสมให้เธอกลายเป็นนักปฏิบัติ ลงพื้นที่จริง หรืออยู่ในส่วนโอเปอเรชั่นเป็นหลัก
ทว่าก็ยังมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวฝีมือด้านการทำอาหารเมนูต่างๆ ติดตัวมาด้วย ทำให้รู้เทคนิคการปรุงอาหารอร่อยๆ ได้ในหลายเมนู อย่างการทำราดหน้าสูตรเด็ดของร้าน ก็รู้ว่าควรฉีดเหล้าตอนไหนในช่วงที่กำลังผัดน้ำราดหน้า เป็นต้น ที่ต่อยอดให้สร้างธุรกิจใหม่ ด้านการเปิดคอร์สสอนทำอาหารไทยให้กับนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดคอร์สหนึ่งรับลูกศิษย์ครั้งละ 7-8 คน ในช่วงระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค.ทุกปี
นอกจากนี้ เธอยังมีแผนขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก อย่างการทำตลาดซอสสำหรับปรุงรสอาหารต่างๆ เช่น เย็นตาโฟ ผัดไทย มันกุ้ง ฯลฯ ด้วย รวมไปถึงธุรกิจกลุ่มอาหารแช่แข็ง (โฟรเซ่นฟู้ด) ที่มีแผนขยายการทำตลาดออกมาในอนาคตด้วย ซึ่งหากเธอสามารถปูทางธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ ในประเทศได้อย่างแข็งแกร่งแล้ว แผนต่อไปของเจ้าโปรเจกต์อย่างเธอคือการพากิจการของครอบครัวออกไปตลาดต่างผระเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ครัวครบรส อาหารไทยที่สามารถพาไปไหนก็ได้ทั่วโลก ภายใน 3-5 ปีนับจากนี้
ด้วยเชื่อว่าทุกสิ่งที่คิดจะสามารถสำเร็จได้ หากเข้าไปลงมือทำมันอย่างจริงจัง