วราภรณ์ พวงไทย สารพัดโรครุมเร้า…จนยากจะลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418651

วราภรณ์ พวงไทย สารพัดโรครุมเร้า...จนยากจะลืม

โดย…เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์/ป๊อด โมเดิร์นด๊อก

ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงเก่งวัย 45 ปี อย่าง อ้อย-วราภรณ์ พวงไทย บรรณาธิการนิตยสาร Baccazine (ฟรีก๊อบปี้ราย 3 เดือน) โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และนักเขียนอิสระฝีมือดี ซึ่งหน้าที่การงานกำลังไปได้สวย จะถูกโชคชะตาเล่นตลกให้ป่วยด้วยสารพัดโรครุมเร้า จนเธอเองก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะเกิดกับเธอ

“จะเป็นช่วงที่ดิฉันดวงตกหรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อดิฉันถูกหมอ (ฝึกหัด) วินิจฉัยโรคผิด ตั้งแต่วันนั้นดิฉันก็เจ็บป่วยสารพัดโรคเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นดิฉันเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารฉบับหนึ่ง จำได้ว่าวันนั้นดิฉันกินข้าวผิดเวลาเพราะติดสัมภาษณ์เชฟเพื่อลงคอลัมน์ น้องทีมงานก็หวังดีไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือมาให้กิน พอกินไปได้สักพัก ดิฉันก็มีอาการปวดท้องและรู้สึกหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม แต่ก็ทนทำงานจนเสร็จ

ช่วงค่ำวันนั้นน้องช่างภาพที่สนิทกันเห็นว่าดิฉันยังปวดท้องไม่หาย เขาจึงอาสาขับรถไปส่งที่หน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ไปถึงก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว จึงมีแต่หมอ (ฝึกหัด) ที่เข้าเวรในแผนกฉุกเฉินอยู่เท่านั้น พอดิฉันเล่าอาการให้ฟัง หมอหนุ่มคนนั้นก็บอกว่าน่าจะเป็นไส้ติ่ง ดิฉันก็เถียงว่าแต่อาการมันปวดมวนท้องเหมือนจะอาเจียนนะ ไม่น่าจะใช่ไส้ติ่ง หมอก็เลยพูดว่า งั้นจะฉีดยาเพื่อบรรเทาอาการให้ละกัน ดิฉันก็บอกขอแค่ยากินก็พอ เพราะไม่ชอบฉีดยา ซึ่งหมอก็ตอบตกลง”

 

แต่ที่ไหนได้หลังจากอ้อยเดินออกจากห้องน้ำเพื่อเก็บปัสสาวะไปตรวจ เธอก็ถูกพยาบาลสาวร่างอวบพูดด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่าให้ขึ้นนอนบนเตียงเพื่อฉีดยา ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าบอกหมอแล้วว่าไม่ฉีด แต่พยาบาลคนนั้นก็บังคับให้ฉีดยาจนได้

“ตอนที่ยาเข็มแรกถูกฉีดเข้าไป ร่างกายท่อนล่างของดิฉันก็รู้สึกชาและขยับไม่ได้ พอถูกฉีดยาเข็มที่สองมือก็เริ่มเกร็ง หายใจไม่ออก ตาเริ่มพร่ามัว ตอนนั้นดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย เดชะบุญวันนั้นน้องช่างภาพย้อนกลับมาดูดิฉันที่โรงพยาบาล เมื่อเขามาเห็นดิฉันอาการแย่ขนาดนั้น เขาก็โทรตามน้องๆ คนอื่นที่ออฟฟิศให้รีบมาดู (มารู้ทีหลังว่าอัตราการเต้นของหัวใจตอนนั้น 200 ครั้ง/นาที) พอมาถึงน้องๆ ก็รีบถกขากางเกงดิฉันขึ้นดู ปรากฏว่ามีผื่นแดงๆ ขึ้นเต็มขาไปหมด นั่นคืออาการแพ้ยาแน่นอน น้องๆ ก็พูดกับหมอ (ฝึกหัด) ว่าคุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้

เมื่อหมออาวุโสอีกคนทราบเรื่องก็รีบมาดูอาการ จากนั้นก็รีบส่งตัวดิฉันไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเวชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำที่ดิฉันรักษาอยู่ ไปถึงดิฉันก็ถูกส่งตัวเข้าไอซียูทันที จำได้เลือนรางว่ามีการให้น้ำเกลือและฉีดยา คือคุณหมอที่นั่นช่วยรักษาอย่างดี เช้าวันต่อมาดิฉันจึงอาการดีขึ้น แต่คุณหมอก็ขอให้พักอยู่โรงพยาบาลก่อนเพราะต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกที”

 

แต่หลังจากหมอตรวจร่างกายเธอแล้วก็พบว่า เธอมีอาการของโรคหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน…“ตอนนั้นหมอถามว่า เคยนอนหลับอยู่แล้วหัวใจมีอาการเต้นรัวจนรู้สึกได้บ้างมั้ย ดิฉันก็บอกว่าเคย แต่นานๆ ครั้งถึงจะเป็น คุณหมอจึงอธิบายว่าโรคนี้ถ้าในภาวะปกติจะตรวจพบยาก ปัจจุบันคนเป็นกันเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ตัว เพราะอาการมันจะหายได้ในครึ่งชั่วโมง แต่เนื่องจากดิฉันถูกฤทธิ์ยากระตุ้นอาการนี้จึงแสดงออกมาให้เห็น จากที่แพ้ยาแล้วหัวใจเต้นถึง 200 ครั้ง/นาที ซึ่งหากปล่อยไว้ให้เป็นบ่อยๆ ก็อาจหัวใจวายได้ ตอนนั้นดิฉันอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

หมอยังบอกอีกว่า วิธีรักษาคือ “กินยา” หรือ “สวนหัวใจ” ซึ่งการกินยามันแค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น แต่การสวนหัวใจมีโอกาสหายถึง 95% สรุปว่าดิฉันเลือกการกินยาและกลับไปใช้ชีวิตทำงานปกติ แต่แล้ววันหนึ่งดิฉันก็เกิดอาการหัวใจเต้นรัวจนต้องเรียกรถฉุกเฉินมารับไปส่งโรงพยาบาล ไปถึงก็ถูกส่งเข้าไอซียู ต้องบอกเลยว่าสภาพร่างกายตอนนั้นผอมมาก กินอะไรไม่ได้เลย จากน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม เหลือแค่ 44 กิโลกรัมเท่านั้น”

เธอบอกว่า วันหนึ่ง เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (เพื่อนรุ่นพี่) ก็มาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล แล้วพูดว่าให้สวนหัวใจเถอะ จะเข้าๆ ออกๆ ไอซียูอยู่แบบนี้ให้ชีวิตย่ำแย่ทำไม ได้ฟังดังนั้นอ้อยจึงตัดสินใจรักษาด้วยการสวนหัวใจ

 

“โชคดีว่าตอนนั้นโรงพยาบาลเวชธานีกำลังเปิดศูนย์รักษาโรคหัวใจพอดี ประกอบกับรุ่นพี่อีกคนของดิฉันเป็นเพื่อนกับผู้บริหาร จึงได้คิวรักษาที่ค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งการรักษาก็โหดพอดู โดยคนไข้ต้องเลือกระหว่างการสวนหัวใจที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณคอหรือขาหนีบ (ซึ่งก็เจ็บพอกัน) ดิฉันเลือกบริเวณขาหนีบเพราะมีอันตรายน้อยกว่า การรักษาจะไม่วางยาสลบ จะแค่ฉีดยาชาบริเวณต้นขา แล้วใช้เข็มสวนหัวใจซึ่งมีกล้องติดไว้สอดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ โอ๊ย บอกเลยว่าเข็มที่ใช้มีขนาดเท่าสายโทรศัพท์บ้านน่ะ

โอ้โห! ตอนที่เข็มถูกสอดเข้าไปมันเจ็บมากจนบอกไม่ถูก แถมพอทำไปได้สักพัก ไฟฟ้าในห้องผ่าตัดก็เกิดดับขึ้นมาซะงั้น ห้องเงียบสงัด ดิฉันก็ตกใจร้องเรียกพยาบาลใหญ่ ผลปรากฏว่าจากปกติที่ต้องใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง แต่เคสดิฉันใช้เวลาไปถึง 5 ชั่วโมงแน่ะ มารู้ตอนหลังว่าที่จริงไฟฟ้าไม่ได้ดับหรอก แต่เพราะเส้นเลือดหัวใจดิฉันมันเล็กมาก คุณหมอจึงต้องวิ่งไปเอาเครื่องมือที่โรงพยาบาลราชวิถีมาช่วย ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลานานกว่าปกติ พูดเลยว่าช่วงที่นอนรอเป็นช่วงที่รู้สึกทรมานที่สุด หลังจากนั้นยังต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหลายวัน นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่ดิฉันไม่มีวันลืมจริงๆ”

หลังจากสวนหัวใจมาได้สักพักและยังต้องกินยาไปด้วย วันหนึ่งเธอก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า รู้สึกกลัวไปหมด แถมหัวใจยังเต้นรัวขึ้นมาอีก ตอนแรกก็คิดว่าเป็นผลจากยาที่กิน เธอจึงไปปรึกษาคุณหมอที่สวนหัวใจให้อีกครั้ง ซึ่งหมอก็ยืนยันว่าการรักษาคืบหน้าไปด้วยดีและให้ยามากินต่อ ทว่าอาการที่เธอรู้สึกก็ยังไม่หายไปอยู่ดี

 

“ครั้งนี้ อัยย์-พรรณี วีรานุกูล เพื่อนดิฉันก็พาไปหาคุณหมออีกท่านหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาทโดยเฉพาะ พอตรวจเสร็จหมอก็บอกว่าดิฉันมีอาการของโรคแพนิก ดีสออร์เดอร์ (Panic Disorder) ซึ่งเป็นโรคชนิดหนึ่งในกลุ่มโรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์ (แต่มีความรุนแรงน้อยที่สุด) ที่ชาวอเมริกันเป็นกันเยอะ มี 2 สาเหตุคือ 1.เกิดจากสารเคมีในสมองหลั่งไม่เท่ากันซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด 2.เจอเหตุการณ์ที่ช็อกที่สุดแล้วทำให้สารเคมีในสมองหลั่งมากเกินไป

กรณีของดิฉันเกิดจากสาเหตุข้อสองซึ่งมีผลมาจากการแพ้ยา อาการตอนนั้นคืออยู่บ้านคนเดียวไม่ได้เลย จะรู้สึกกลัวมากแบบไม่มีสาเหตุ อยู่กับคนที่ไม่ไว้ใจไม่ได้เลยละ จะต้องหาทางหนีออกจากบ้านจนได้ เมื่อรู้แน่ชัด แล้วดิฉันก็กลับไปหาคุณหมอที่เวชธานีอีกครั้ง หมอก็ร้องอ๋อทันที เพราะอาการมันคล้ายกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอจึงแนะนำให้ดิฉันพบจิตแพทย์ทุกวันและกินยาสม่ำเสมอเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้สมดุล การรักษากินเวลายาวนานเป็นปีจนดิฉันต้องลาออกจากงาน ยาที่กินก็ราคาแพงมาก ระยะหลังดิฉันจึงใช้วิธีนั่งสมาธิ สวดมนต์ ศิลปะและดนตรีบำบัดควบคู่ไปด้วยจนอาการดีขึ้น”

ทว่าเรื่องของเธอไม่จบลงเท่านี้ ในช่วงที่ไข้หวัด 2009 ระบาด สาวแกร่งคนนี้ก็อินเทรนด์เป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน

 

“ตอนนั้นดิฉันทำงานอยู่ที่นิตยสารโปสต์การ์ด วันหนึ่งก็รู้สึกว่าตัวเองปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้ น้ำมูกไหล ก็เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ พอเอกซเรย์ปอดเสร็จ คุณหมอบอกว่าเป็นไซนัสเฉียบพลันให้นอนที่โรงพยาบาลก่อน แต่พอเอาเชื้อไปตรวจเท่านั้น วันรุ่งขึ้นคุณหมอเดินเข้ามาพูดว่า “ยินดีด้วยนะครับ คุณเป็นไข้หวัด 2009” (หัวเราะ) นาทีนั้นดิฉันยังคิดว่ามันน่ายินดีตรงไหนเนี่ย เครียดซะมากกว่า

ตอนนั้นคุณหมอสั่งห้ามไม่ให้ใครเยี่ยมเลยเพราะกลัวคนอื่นจะติดเชื้อ แต่ดันมีน้องๆ ที่ออฟฟิศกลุ่มหนึ่งแห่กันมาเยี่ยมดิฉัน แต่พวกมันใส่หน้ากากปิดปากกันครบ (หัวเราะ) ทุกคนเลยปลอดภัย หลังจากน้องๆ กลับไป พอตกกลางคืนดิฉันอาการเริ่มหนัก ไข้ขึ้น 40 กว่าองศาได้ คุณหมอก็เลยสั่งฉีดยาทามิฟลูให้ทันที สรุปว่าดิฉันต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์เต็มๆ จนหายดี คุณหมอถึงให้กลับบ้านได้”

เหมือนจะหมดทุกข์หมดโศกแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็เกิดอาการไอต่อเนื่อง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่ภูมิแพ้ แต่ผ่านไป 2 เดือนก็ยังไอไม่หาย ช่วงหลังไอหนักขึ้น แถมน้ำหนักตัวก็ลด เพื่อนๆ จึงบอกให้ไปหาหมอเพื่อตรวจวัณโรค

 

“เมื่อไปตรวจจริงๆ คุณหมอก็บอกว่าไม่เป็นไร ดิฉันก็ยังไม่วางใจ ไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลโรคปอดอีกแห่งหนึ่ง คุณหมอก็บอกไม่เป็นไร ดิฉันก็ยังไม่เชื่ออีก คราวนี้ไปโรงพยาบาลหู ตา คอ จมูก คุณหมอก็วินิจฉัยว่าดิฉันเป็นภูมิแพ้ชนิดรุนแรง เป็นไซนัสอักเสบ และยังเป็นกรดไหลย้อนร่วมด้วย เรียกว่าช่วงนั้นกินยาเป็นกำมือทุกวันจนมีคนพูดว่า ถ้ากินยาเยอะแบบนี้ทุกวันจะตายเร็วนะ ดิฉันจึงหันมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น”

เธอเล่าอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้เธอเกิดอาการไอและเจ็บคอมาก แม้หมอให้ยามากินก็ยังไม่หาย เธอจึงถูกส่งตัวต่อให้หมอทางด้านไทรอยด์ตรวจ หลังจากอัลตราซาวด์ดูแล้วปรากฏว่าพบก้อนเนื้อที่คอด้านซ้าย 1 ก้อน แต่วิธีรักษาคือต้องใช้เข็มฉีดยาเจาะและดูดน้ำจากก้อนเนื้อสดๆ โดยไม่วางยาชา ออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ซึ่งเธอบอกว่าเป็นการตรวจที่ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งกลัว แต่โชคยังเข้าข้างที่ก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อร้าย แม้จะรับยามากินแล้ว แต่ก้อนเนื้อนั้นก็ยังไม่หายไปอยู่ดี

“เมื่อเป็นเช่นนั้นเพื่อนของดิฉันจึงแนะนำให้ไปหาอาจารย์หมอเทพ หิมะทองคำ ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่อมไทรอยด์ พอคุยกันเสร็จ อาจารย์หมอก็คลำๆ ที่คอ แล้วก็บอกให้พยาบาลเชิญดิฉันขึ้นเตียง จากนั้นก็ใช้เข็มฉีดยาเจาะดูดน้ำในก้อนเนื้อที่คอเพื่อนำไปตรวจ สรุปว่าวันนั้นโดนเจาะคอไป 8 ครั้ง แถมหมอยังบอกว่าต้องรักษาด้วยการฉีดแอลกอฮอล์เข้มข้น 99% เข้าไปที่ก้อนเนื้อเพื่อให้มันฝ่อ พออัลตราซาวด์ดูที่คออีกข้างยังพบก้อนเนื้ออีกก้อนด้วย ดิฉันอดทนรักษาด้วยวิธีนี้มาได้สักพักจนก้อนเนื้อก้อนแรกเริ่มยุบก็รู้สึกว่าเริ่มทนกับการรักษาไม่ไหว ตอนนี้จึงขอพักการรักษาไว้ชั่วคราว และรอฟังผลตรวจที่แน่นอนของก้อนเนื้อก้อนใหม่เสียก่อน”

สาวแกร่งทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาเช่นไร แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิต มีลมหายใจ เธอก็จะสู้ต่อไปไม่มีท้อ

 

Leave a comment